Invisible Target (2007) : ลูกเฉินหลงขอวิ่งสู้ฟัด ซัดแสกหน้าวงการตำรวจ

Posted: มีนาคม 21, 2011 in Action/บู๊, บทวิจารณ์ภาพยนตร์(รวม), ภาพยนตร์จีน

null

เชื่อว่าหลายท่านที่เป็นคอหนังบู๊ คงเคยรับชมคิวบู๊แบบไล่ล่าผสมผสาน Martial Art ของดารานักบู๊ชื่อก้องนาม Jackie Chan หรือที่เรารู้จักกันในนามว่า เฉินหลง เป็นแน่แท้ และหลายท่านคงจะทราบว่าดาราันักบู๊คนนี้มีบุตรชายหน้าตาน่ารักน่าชังคนหนึ่งที่โลดแล่นในวงการหนังฮ่องกงเช่นเดียวกัน นาม เจย์ซี ชาน (Jaycee Chan) แต่ถ้าเกิดวันหนึ่งเจย์ซี โดดมาเล่นหนังไล่ล่า ฟัดสนั่นฮ่องกง พร้อมด้วยฉากบู๊แบบวินาศสันตะโรเช่นเดียวกับที่พ่อของเขาเคยพบเจอมาก่อนหน้านี้แล้ว หลายคนอาจสงสัยว่าจะเป็นอย่างไร แนะนำให้คุณหาคำตอบได้ใน Invisible Target นี่เป็นหนังบู๊ที่ผมพูดได้อย่างเต็มปากว่า ได้ครบทุกอารมณ์ที่สื่อถึงความเป็นหนังบู๊ฮ่องกงอย่างแท้จริง

พูดถึงผู้กำกับหนังบู๊ประเภทอาชญากรรมของฮ่องกง เชื่อเลยว่าชื่ออันดับต้นๆที่ทุกคนคิดถึงอยู่ในหัวย่อมต้องหนีไม่พ้น จอห์น วู อย่างแน่นอน ถัดมาก็ต้องเป็น แอนดรูว์ เลา ที่สร้างชื่อจาก Infernal Affairs คนแรกเป็นผู้กำกับที่เน้นเนื้อหาและโครงเรื่องอันเร้าใจ อีกคนเป็นผู้กำกับที่เน้นลีลาและชั้นเชิงการนำเสนอ ทว่า ในปัจจุบันนี้ที่จอห์น วู เริ่มแก่ตัวลง และแอนดรูว์ เลา ก็เริ่มหมดมุกที่จะนำเสนอหนังในรูปแบบใหม่ ยังคงมีผู้กำกับอีกคนหนึ่งที่ถึงแม้จะไม่เน้นเนื้อหาและชั้นเชิงอันซับซ้อน แต่ลีลาการดำเนินเรื่อง และการปูพื้นฐานตัวละครของเขา เชื่อว่าไม่ได้ด้อยไปกว่าสองคนแรกเลย เขาคือ เบนนี่ ชาน (Benny Chan)

null

เบนนี่สร้างชื่อมาจากหนังคัลต์สุดฮิตระดับตำนานของฮ่องกงอย่าง A Moment of Romance หรือในชื่อไทยว่า ผู้หญิงข้าใครอย่าแตะ ที่ทำให้หนุ่มๆทั่วฮ่องกง แต่งชุดยีนส์ สวมแว่นดำแล้วแว๊นชอปเปอร์กันทั่วประเทศ แต่ตลอดเวลาที่เขาทำหนัง ผลงานของเขายังคงยึดแนวแอ็คชั่นอาชญากรรมเป็นหลัก กระทั่งมาถึง Invisible Target ที่ได้ดาราหน้าหม้อ เอ๊ย ลูกหม้อที่คุ้นหน้าคุ้นตาในวงการหนังฮ่องกงพอสมควรมานำแสดง การดำเนินเรื่องที่เฉียบคม และการไล่ล่าท่ามกลางบทแอ็คชั่นอันสะใจ แบบระเบิดถนนรถชนตึก ลีลาฟัดแบบมือเปล่า และที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือการวางพื้นฐานของตัวละครอันน่าสนใจ ที่ถือเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเบนนี่ที่หาตัวจับได้ยาก Invisible Target จึงกลายเป็นส่วนผสมอันลงตัวของหนังบู๊ฮ่องกง ที่มีให้ชมอย่างครบครัน และถือเป็นผลงานที่กลมกล่อมที่สุดอีกเรื่องหนึ่งของเบนนี่ ชาน อาจกล่าวได้ว่ามันเป็นหนังที่ถือเป็นสัญลักษณ์ของหนังบู๊ฮ่องกงแบบร่วมสมัยเลยก็ว่าได้

หนังได้สองพระเอกจาก Dragon Tiger Gate (ปะ ฉะ ดะ คนเหนือยุทธ) คือ Nicolas Tse(เซียะถิงฟง) และ Shawn Yue(หยูเหวินเล่อ) มาร่วมแสดงนำ แท็กทีมกับอีกหนึ่งพระเอก เจย์ซี ชาน ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของเฉินหลง มาเป็นพระเอกทั้งสามคนของเรื่อง เพื่อผนึกกำลังกันโค่นแก๊งโจรที่มีหัวหน้าเป็นตัวร้ายมาดเท่ซึ่งรับบทโดย อู๋จิง ผลคือหนังทำออกมาได้ดีกว่าที่คิดมาก และสะท้อนด้านมืดของวงการตำรวจได้อย่างเจ็บแสบ สาระทั้งหมดที่สอดแทรกในหนัง ที่มาที่ไปและเหตุผลของการกระทำของตัวละครแต่ละตัว ล้วนเป็นเสน่ห์ที่ทำให้ Invisible Target เป็นหนังที่ดูสนุกได้อย่างไม่ยากเย็น

null

เรื่องราวการไล่ล่าสุดระทึกเริ่มต้นขึ้นจากเหตุการณ์ปล้นรถขนเงินของโจรกลุ่มหนึ่ง ที่นำโดย เทียนเหยี่ยนเซิน(อู๋จิง) ซึ่งก่อเหตุปล้นอย่างอุกอาจที่ใจกลางเมือง เมื่อได้เงินสมใจแล้ว พวกมันก็จัดการระเบิดรถขนเงินทิ้ง เป็นเหตุให้ ไอวี่(แคนดี้ หลิว) คู่หมั้นของนายตำรวจหนุ่ม เฉินจวิ้น(เซียะถิงฟง) ที่กำลังเลือกแหวนแต่งงานอยู่ในบริเวณใกล้ๆกัน ต้องเสียชีวิตจากแรงระเบิด ทำให้เฉินจวิ้นคิดพยาบาทพวกมันเรื่อยมา หกเดือนหลังจากการตายของไอวี่ แก๊งโจรกลุ่มเดิมก็ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง การปรากฏตัวครั้งนี้ทำให้ตำรวจหนุ่มอีกคน คือ ฟังหยีเหว่ย(หยูเหวินเล่อ) ต้องเสียเพื่อนร่วมงานไป ทั้งยังถูกกลุ่มโจรเหยียดหยามอย่างหนัก มิหนำซ้ำการปฏิบัติการอันล้มเหลว ทำให้เขาถูกย้ายไปอยู่หน่วยเดียวกับเฉินจวิ้นในที่สุด

สองนายตำรวจหนุ่มจำต้องแท็กทีมกันเพื่อสืบหาสาเหตุของการกลับมาอีกครั้งของโจรกลุ่มนี้และตามจับพวกมันไปด้วยในตัว จนได้ล่วงรู้ว่ามีตำรวจสมรู้ร่วมคิดในการปล้นของพวกมันด้วย โดยสืบทราบมาว่าหนึ่งในนั้นคือนายตำรวจชื่อ เว่ยจิงต๊ะ(กั๊วะฟู่เฉิง) แต่ปรากฏว่าเว่ยจิงต๊ะหายสาบสูญไปแล้ว สองหนุ่มจึงต้องขอความร่วมมือจาก เว่ยจิงเหอ(เจย์ซี ชาน) ตำรวจจราจรน้องชายของเว่ยจิงต๊ะ เว่ยจิงเหอเองก็อยากรู้เช่นเดียวกันว่าพี่ชายของตนหายสาบสูญไปอย่างไร จึงร่วมมือกับเฉินจวิ้นและฟังหยีเหว่ย เพื่อหาเบาะแสของพี่ชาย และเพื่อตามจับโจรกลุ่มนี้ พร้อมทั้งกระชากหน้ากากของตำรวจที่สมรู้ร่วมคิดกับพวกมันออกมา สามหนุ่ม สามที่มา สามเหตุผล แต่มีเป้าหมายเดียวกัน ต้องเผชิญหน้ากับอันตรายที่แก๊งโจรกลุ่มนี้เตรียมต้อนรับให้กับพวกเขาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ตัวละครหลัก


null

เฉินจวิ้น(เซียะถิงฟง) นายตำรวจหนุ่มเลือดร้อน ชอบโซโลเดี่ยว ใจถึง โลกส่วนตัวสูง เคียดแค้นกลุ่มโจรที่ทำให้แฟนสาวของเขาต้องตาย เขาจึงปฏิญาณว่าจะต้องแก้แค้นให้แฟนที่ตายไปให้ได้

null

ฟังหยีเหว่ย(หยูเหวินเล่อ) นายตำรวจปากดี ผู้ยโสโอหัง ทะนงในศักดิ์ศรีเกินกว่าจะขอความช่วยเหลือจากใคร แต่เมื่อถูกลูบคมจากเหล่าแก๊งโจรสุดโหด เขาก็ไม่อาจทนต่อไปได้ จำต้องกู้ศักดิ์ศรีของเขาคืนมา

null

เว่ยจิงเหอ(เจย์ซี ชาน) ตำรวจจราจรท่าทางหน่อมแน้ม แต่จริงๆแล้วเป็นคนสุภาพ ทำให้ผู้ร้ายไม่กลัวเท่าไหร่นัก อาศัยอยู่กับย่าตามลำพัง ต้องการที่จะตามหาพี่ชายของตนเอง ซึ่งหายสาบสูญไปหลังจากที่ทำคดีแก๊งโจรปล้นรถขนเงิน

null

เทียนเหยี่ยนเซิน(อู๋จิง) หัวหน้าแก๊งโจรปล้นรถขนเงิน ต้นเหตุของเรื่องราวทั้งหมด เป็นคนนิ่งๆ ขรึมๆ แต่เลือดเย็น มีฝีมือด้านวูซูระดับสูง อะไรคือสาเหตุให้เขาพาแก๊งโจรกลับมาอีกครั้งกันแน่นะ?

Invisible Target มีวิธีการดำเนินเนื้อเรื่องที่น่าสนใจ โดยการเปิดตัวพระเอกทั้งสามคน โดยไล่เรียงเป็นฉากๆไป ซึ่งแต่ละคนนั้นก็ล้วนแต่มีวิธีการดำเนินชีวิตที่แตกต่างกันไป จากนั้นเบนนี่ผู้กำกับ ค่อยๆใส่ “ปม” ของตัวเอกทั้งสาม ซึ่งล้วนแต่มีส่วนเกี่ยวพันกับแก๊งโจรปล้นรถขนเงินทั้งสิ้น จากนั้นค่อยๆจัดการลากตัวเอกทั้งสามมาพบกันอย่างแนบเนียน ด้วยเป้าหมายเดียวกันคือแก๊งโจรนั่นเอง

เอกลักษณ์อย่างหนึ่งในหนังของเบนนี่ คือการปูพื้นฐานและที่มาของตัวละคร ให้รายละเอียดต่างๆพอสังเขป และวาง”ปม”เอาไว้ให้กับตัวละครแต่ละตัว จากนั้นทำเนื้อเรื่องให้สนุกขึ้นด้วยการหาเรื่องกระตุ้น”ปม”เหล่านั้นให้กลายเป็นส่วนสำคัญของเรื่องขึ้นมา ลองสำรวจในงานเก่าๆของเบนนี่ได้อย่าง New Police Story (วิ่งสู้ฟัดภาค 5) ที่เฉินหลงมีปมว่าตัวเองปฏิบัติภารกิจล้มเหลว ทำให้ลูกน้องต้องตาย หรืออย่างใน Divergence (โคตรคน 3 คม) ที่พระเอกมีความหลังฝังใจกับคู่หมั้นที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ทั้งหมดที่กล่าวมานี้เปรียบได้กับพล็อตรองที่ทำให้ Invisible Target ไม่ใช่สักแต่เป็นหนังตำรวจวิ่งไล่จับผู้ร้ายทั่วๆไป เนื่องจากสิ่งที่สำคัญกว่าก็คือตัวละครทุกตัวต้องวิ่งไล่จับความกลัวในจิตใจของตนเอง และสยบมันให้จงได้

null

บทภาพยนตร์มีการกระจายบทได้ดี โดยเฉพาะตัวละครหลักทั้งสี่่ (พระเอกสาม ผู้ร้ายหนึ่ง) แต่ละคนต่างมีข้อดีเฉพาะตัวที่ทำให้โดดเด่นขึ้นมาและมีเสน่ห์อย่างจับใจ ตัวละครมีพัฒนาการ ไม่ว่าจะเป็นเฉินจวิ้น ตำรวจหนุ่มผู้ฝังรอยแค้นแก๊งโจรเอาไว้ เนื้อเรื่องแสดงให้เห็นถึงบุคลิกที่เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ จากตำรวจหนุ่มอนาคตไกล กลายเป็นคนจมทุกข์ เงียบขรึม โหดเหี้ยมไปในทันที  หรืออย่างเทียนเหยี่ยนเซิง ที่ดูภายนอกเป็นหัวหน้าโจรผู้อำมหิต แต่แท้จริงแล้วก็เป็นคนรักพวกพ้องคนหนึ่ง และมีบุคลิกที่เหมาะสมแก่การเป็นผู้นำ และกล้าที่จะทำทุกอย่างเพื่อแลกกับสิ่งที่ตนคิดว่ายุติธรรมกับตนและพวกพ้องที่สุด ไม่เพียงเท่านั้น บทยังให้ความสำคัญกับตัวละครที่ไม่ได้ปรากฏตัวในเรื่อง แต่มีการกล่าวถึงอย่าง เว่ยจิงต๊ะ ที่โผล่มาแค่เพียงรูปภาพ (ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นรูปของกั๊วะฟู่เฉิง ดาราหนุ่มซูเปอร์สตาร์ของฮ่องกงในชุดตำรวจ) ซึ่งเป็นเสมือนตัวแปรของเรื่อง ทำให้เว่ยจิงต๊ะกลายเป็น “ตัวละครลับ” ที่มีอิทธิพลต่อเรื่องอย่างมาก

ตลอดเนื้อเรื่องมีการเสียดสีสังคมตำรวจอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นตอนที่เว่ยจิงเหอปรากฏตัวขณะที่กำลังปรับผู้ต้องหาคนหนึ่งข้อหาจอดรถในที่ห้ามจอด แต่กลับโดนผู้ต้องหาด่าเสียๆหายๆ แถมยังอ้างตนว่าเป็นเพื่อนกับสารวัตรอีก หรืออย่างตอนที่ฟังหยีเหว่ยออกโรง เขาก็ถูกหยามโดยอาเสี่ยที่เขามาจับกุม ว่าไม่มีปัญญาดื่มไวน์ขวดละสามหมื่น อีกฉากหนึ่งที่สำคัญก็คือฉากที่พระเอกทั้งสามมีเรื่องกับเหล่าอันธพาล โทษฐานที่พวกมันมาด่าตำรวจ หลังจากทรมานก็ได้ความว่า ที่ด่าตำรวจก็เพราะตัวเองเคยสอบเป็นตำรวจมาก่อน แต่สอบไม่ติด ทำให้ฝังใจ และที่ตีแสกหน้าวงการตำรวจอย่างเจ็บแสบที่สุดคือการส่งให้ตัวต้นเหตุทั้งหมดของเรื่องเป็นตำรวจ ที่สมรู้ร่วมคิดกับแก๊งโจรในการปล้นรถขนเงิน แต่ตำรวจคนนี้ดันอมเงินแก๊งโจรไปเสียก่อน ทำให้พวกมันต้องกลับมาอีกครั้ง เป็นชนวนให้บังเกิดเรื่องราวทั้งหมดขึ้น

null

ฟังดูเนื้อเรื่องก็ค่อนข้างดราม่าทีเดียว ทำให้นักแสดงหลายคนต้องรับบทหนักในการถ่ายทอดอารมณ์ออกมา ไม่เพียงจะเป็นนักแสดงหลัก แต่ตัวประกอบอื่นๆก็พอมีมุมดราม่าให้พอจับต้องได้ และกลายเป็นส่วนสำคัญเล็กๆไปในเรื่องเลยก็มี น่าเสียดายที่ตัวละครหลักยังสื่ออารมณ์ได้ไม่ดีพอ ท่าทางโกรธแค้นยังดูอ่อนแอไปหน่อย แต่ก็ไม่ถึงกับเลวร้ายอะไรมาก ทว่าในส่วนของคิวบู๊ต่างๆก็สามารถทำหน้าที่ได้ดีทีเดียว คิวบู๊ในเรื่องเรียกได้ว่าตอบสนองคอหนังแอ็คชั่นฮ่องกงอย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็นฉากไล่ล่าแบบฟรีรันนิ่ง ที่ให้นักแสดงในเรื่อง โดดจริง ตกจริง สลิงเล็กน้อย หรือฉากบู๊แบบหมัดแลกหมัดที่ถึงแม้จะไม่สวยงามอะไรมาก แต่ก็ทำได้ตื่นเต้น สะใจ และร่วมลุ้นไปกับทุกซีน ทุกครั้งที่ต่อยกันต้องมีข้าวของพังพินาศ ไล่ตั้งแต่โต๊ะยันประตูกระจกกันเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังมีบทบู๊เล็กๆน้อยๆที่กระตุ้นหัวใจให้เข้มข้นขึ้น ไม่ว่าจะเป็นฉากขับรถชนกัน หรือการสร้างฉากให้อลังการโดยระเบิดวินาศสันตะโรแสบแก้วหู ที่ทำออกมาได้เจ๋งทีเดียว

นอกจากบทบู๊และบทไล่ล่าอันน่าตื่นตาตื่นใจแล้ว โปรดักชั่นและฉากต่างๆในเรื่องก็ทำออกมาได้ยิ่งใหญ่และอลังการอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นฉากวางระเบิดในสวนสนุก หรือฉากไคลแมกซ์ที่ตึกธนาคาร ซาวนด์เอฟเฟคท์ต่างๆก็ดูหนักแน่นและน่าเชื่อถือราวกับเข้าไปสัมผัสเหตุการณ์ในเรื่องร่วมกับตัวละครจริงๆ แต่ไม่ว่าอย่างไรสิ่งที่สำคัญที่สุดในหนังของเบนนี่ ชานก็คือเนื้อหาและบทนั่นเอง เมื่อเนื้อหาดี บทดี ที่มาของตัวละครดี สิ่งต่างๆที่เติมเต็มเข้ามาล้วนแล้วแต่เป็นเครื่องเทศที่ทำให้อาหารหลักอย่างบทและเนื้อเรื่องดูกลมกล่อมขึ้้นและกลายเป็นอาหารอันโอชะของคนที่ชอบเสพภาพยนตร์แนวนี้ได้อย่างไม่ยากเย็น

null

ตลอดเวลาร่วมสองชั่วโมงที่ได้ชม Invisible Target ตั้งแต่ต้นจนจบแล้ว ผมรู้สึกสงสารตำรวจขึ้นมาเป็นกอง บางคนทำดีมาทั้งชีวิต กลับได้สิ่งร้ายๆตอบแทน บางคนทำเลว ทรยศต่อหน้าที่ตนเอง แต่กลับดำรงยศอยู่ในระดับสูง แต่เหนือสิ่งอื่นใด หน้าที่คือหน้าที่ ที่ต้องเคร่งครัดและปฏิบัติ หนังสอนให้ทุกคนควรยึดมั่นอยู่กับหน้าที่และอุดมการณ์ของตนเอง อย่าได้หลงใหลได้ปลื้มไปกับอำนาจจอมปลอมที่นับวันก็เริ่มพาชีวิตให้มีแต่หายนะลงไปทุกวัน ทุกอย่างที่กล่าวมาในหนังเรื่องนี้ ทำให้ผมชม Invisible Target ด้วยความสนุกและประทับใจตั้งแต่ต้นจนจบ และเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าหลายคนที่ได้ชมคงจะรู้สึกเหมือนผมไม่มากก็น้อย

ใครๆที่มีญาติหรือคนรู้จักเป็นตำรวจล่ะก็ ผมแนะนำให้หาเรื่องนี้มาให้เขาดูซะโดยด่วน นอกจาก Invisible Target จะเป็นหนังแนวอาชญากรรมที่ทำได้สมบูรณ์แบบและน่าประทับใจเรื่องหนึ่งแล้ว มันยังเป็นหนังที่กระตุ้นถึงสามัญสำนึกของตำรวจ ให้แยกแยะระหว่างหน้าที่และสิ่งที่ตนเองปรารถนา อย่าได้ตกไปอยู่ภายใต้ของอำนาจ และความโลภที่เกิดจากปรารถนาที่่ไม่สิ้นสุดเลย นอกจากนี้ยังมีการแลกเปลี่ยนมุมมอง ระหว่างตำรวจกับโจร และตำรวจกับตำรวจด้วยกันอีกด้วย ไม่แน่ว่าตำรวจที่ดูหนังเรื่องนี้ อาจจะกลายเป็นยอดมือปราบหรือตำรวจดีเด่นในอนาคตก็เป็นได้ ใครจะไปรู้ หึๆๆ

null


คะแนนรวม 9/10

ฉากเด็ด

ฉากที่ เทียนเหยี่ยนเซิง(อู๋จิง) พาตัวนายตำรวจคนหนึ่งที่แกล้งบ้าเพื่อความปลอดภัยของตน แล้วสามพระเอกต้องไปตามตัวนายตำรวจคนนั้นมา เนื่องจากเป็นพยานปากสำคัญ แม้จะไม่มีซีนบู๊ให้เห็น แต่ก็นับว่าเป็นฉาก Blockbuster อีกฉากที่เป็นตัวแปรสำคัญของหนังครับ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก วิกิพีเดีย  Wikipedia

Directed by Benny Chan
Produced by Benny Chan
Written by Benny Chan
Rams Ling
Melody Lui
Starring Nicholas Tse
Jaycee Chan
Shawn Yue
Wu Jing
Music by Anthony Chue
Cinematography Ko Chiu-Lam
Editing by Yau Chi Wai
Studio Sil-Metropole Organisation
Distributed by Hong Kong:
Universe Films Distribution Co. Ltd.
China
Polybona Films
United States:
The Weinstein Co.
Dragon Dynasty
Release date(s) Hong KongPeople's Republic of ChinaSingaporeMalaysia
19 July 2007
Thailand 11 October 2007
South Korea 28 August 2008
Japan 30 August 2008
Running time 129 min.
Country Hong Kong
Language Cantonese
Mandarin
About these ads

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s