null

“ช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย… ในความคุ้นเคยกันอยู่ มันแฝงอะไรบางอย่างที่มากกว่านั้น…”

ปี 2548 ใครที่ไม่รู้จักเพลงนี้ คงต้องโดนหาว่าเชยสะบัดอย่างแน่นอน และถ้าจะฟังให้มันอินไปถึงหัวใจก็ต้องหาหนังเรื่องนี้มาดู “เพื่อนสนิท” หนังโรแมนติกอีกเรื่องในยุคต้นๆของค่าย GTH ที่กลายมาเป็นค่ายหนังที่น่าไว้ใจมากที่สุดของประเทศในเวลาต่อมา (หลายคนเขาว่ากันอย่างนั้น ฮ่าๆ) สำหรับเพลง “ช่างไม่รู้เลย” ที่เกริ่นย่อหน้าไปเมื่อครู่นี้ก็เป็นเพลงประกอบหนังเรื่อง เพื่อนสนิท นั่นแหละครับ เชื่อว่าหลายคนฟังแล้วก็เอาไปสารภาพรักเพื่อนสาวเพื่อนชายที่ตัวเองหลงรักกันเป็นแถว ด้วยเพราะเนื้อหาที่บอกเรื่องราวในหนังได้ชัดเจน จากเสียงร้องเพราะๆของพี่ บอย โกสิยพงศ์ เอ๊ย บอย พีซเมคเกอร์ และฝีมือการแต่งของพี่ ดี้ นิติพงศ์ ห่อนาค ก็น่าจะการันตีความไพเราะของเพลงได้ในระดับหนึ่งส่วนตัวหนังเองก็ยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน กวาดรายได้ไปกว่า 80 ล้านบาท คว้ารางวัลมาหลายสถาบัน ที่สำคัญยังเป็นหนังแจ้งเกิดให้สี่นักแสดงนำในเรื่อง ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ , นุ่น-ศิรพันธ์ วัฒนจินดา , เอ๋-มณีรัตน์ คำอ้วน และโอปอล์-ปาณิสรา พิมพ์ปรุ ได้อย่างสวยงาม

หนังได้ 1 ในผู้กำกับเรื่อง “แฟนฉัน” หนังไทยสุดฮิตในปี 2546 ที่กลายเป็น “ตำนาน” บทหนึ่งของประวัติศาสตร์หนังไทยไปแล้ว และเป็นแหล่งกำเนิดค่าย GTH อย่าง เอส-คมกฤษ ตรีวิมล มาทำหน้าที่กำกับ ส่วนหน้าที่เขียนบทตกเป็นของ หมู-นิธิศ ณพิชญสุทิน มือเขียนบทตัวเทพอีกคนของค่ายที่หลังจากเรื่องนี้แล้วก็ไม่เห็นเขามาเขียนให้หนังเรื่องไหนอีก ใครเห็นก็ช่วยบอกทีนะครับ ส่วนเนื้อเรื่องนั้นดัดแปลงมาจากบทประพันธ์เรื่อง “กล่องไปรษณีย์สีแดง” ของคุณ อภิชาติ เพชรลีลา ซึ่งเป็นวรรณกรรมที่เขียนในสไตล์เขียนจดหมาย บอกเล่าเรื่องราวที่ ไข่ย้อย พระเอกของเรื่อง เขียนจดหมายหา ดากานดา เพื่อนสาวที่เขาแอบรัก เป็นการเขียนแบบเดียวกับวรรณกรรมอย่าง คุณพ่อขายาว (Daddy Long Legs) ของ จีนส์ เว็บสเตอร์ โดยคุณหมูได้นำเรื่องราวในวรรณกรรมมาขยายความจนกลายเป็นบทภาพยนตร์และได้ทำให้ตัวละครอย่าง ไข่ย้อย ดากานดา นุ้ย พี่แตน และอีกมากมายได้โลดแล่นบนแผ่นฟิล์ม และในใจแฟนหนังรักโรแมนติกอีกหลายคน

null

เพื่อนสนิท บอกเล่าเรื่องราวความรัก(ข้างเดียว) ของ หมู(ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์) หรือฉายาคือ ไข่ย้อย ที่ได้มาจากเพื่อนสาวที่เขาแอบรัก นั่นคือ ดากานดา(นุ่น-ศิรพันธ์ วัฒนจินดา) และเรียกฉายาแทนชื่อของเขามาจนปัจจุบัน หมูเดินทางไป เกาะพะงัน จ.สุราษฏร์ธานี ด้วยเหตุผลบางอย่าง และเกิดพลัดตกดาดฟ้าเรือจนต้องเข้าโรงพยาบาล จนได้พบกับ นุ้ย(เอ๋-มณีรัตน์ คำอ้วน) พยาบาลแสนสวยใจดี และ พี่แตน(โอปอล์-ปาณิสรา พิมพ์ปรุ) พยาบาล(ที่คิดว่า)สุดสวย คอยดูแลเป็นอย่างดี การได้นอนพักระหว่างเจ็บป่วยอย่างสงบทำให้หมูใช้เวลาบางส่วนไปกับการเขียนจดหมายถึง ดากานดา เพื่อนสาวชาวเชียงใหม่ ที่หมูได้รู้จักเมื่อคราวไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยที่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อ 4 ปีก่อน ตั้งแต่ครั้งแรกที่เขาได้พบเธอตั้งแต่ ปี 1 จนถึง ปี 4 ก่อนที่หมูจะจบออกมาแล้วใช้เวลาช่วงปิดเทอมมาเที่ยวที่เกาะพะงัน

ช่วงเวลาที่อยู่เชียงใหม่ นอกจากดากานดาแล้ว หมูยังมีเพื่อนอีกคนคือ ฟุเหยิน(ฟุเหยิน-ธนาบดินทร์ ยงสืบชาติ) เพื่อนหนุ่มที่เป็นเพื่อนติดกับดากานดาแต่แรกมาเป็นเพื่อนสนิทอีกคน ครั้งหนึ่งหมูและฟุเหยินไปก่อวีรกรรมขโมยไข่จากคณะเกษตรศาสตร์จนเกือบโดนภารโรงฟาดด้วยคราดเอา หนีกลับคณะวิจิตรศิลป์ของตนเองแทบไม่ทัน และผลที่ได้คือ ไข่ที่ซุกมาในเสื้อแตกจนย้อยออกมา ดากานดาเลยตั้งฉายาให้เขาว่า “ไข่ย้อย” มานับแต่นั้น แต่หมูก็ไม่ได้ขัดข้องใจอะไร ความที่แอบรักดากานดามาแต่แรก แต่ไม่กล้าบอกเพราะความเป็นเพื่อนมาขวางไว้ ทำให้หมูพยายามแสดงออกมาด้วยการทำทุกอย่างให้ที่เธอขอและไม่ได้ขอ แต่ขณะที่หมูนึกถึงช่วงเวลาที่ได้แสดงความรักต่อดากานดานั้น เขากลับรู้สึกว่า ช่วงเวลาในปัจจุบัน สิ่งที่นุ้ยปฏิบัติต่อเขา ไม่ได้แตกต่างจากที่เขาเคยปฏิบัติต่อดากานดาเลย มันมากเกินกว่านางพยาบาลคนหนึ่งจะปฏิบัติต่อคนไข้ จนเขารูู้สึกว่านุ้ยคงไม่ใช่เพื่อนสาวที่คิดกับเขาแค่เพื่อนอีกต่อไป แต่อีกใจหมูก็ยังนึกถึงดากานดาอยู่ และนั่นคือสิ่งที่หมูต้องตัดสินใจว่าจะเลือกใคร ระหว่างคนที่เขารัก หรือ คนที่รักเขา

ตัวละครหลัก

null

หมู-ไข่ย้อย(ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์) หนุ่มขี้อายจากกรุงเทพ ผู้ฝากคำรักไว้กับเพื่อนสนิทอย่างดากานดาที่เชียงใหม่ ก่อนจะวาร์ปมาเกาะพะงัน บุคลิกเป็นคนชอบห่วงความรู้สึกคนรอบข้าง จนไม่กล้าที่จะพูด และนั่นคือชนวนให้เกิดความรักต่างสถานที่ของเขา

null ดากานดา(นุ่น-ศิรพันธ์ วัฒนจินดา) เพื่อนสาวที่หมูหลงรักตั้งแต่แรกเห็น เป็นคนลุยๆ ออกแนวห่ามๆด้วยซ้ำ แต่เพราะความธรรมดาที่ไม่ธรรมดานี่แหละ ทำให้หมูเผลอใจเข้าให้

null

นุ้ย(เอ๋-มณีรัตน์ คำอ้วน) พยาบาลสาวที่มีพร้อมทั้งความสวย จิตใจดี น่ารักตามสไตล์สาวใต้ ยิ้มง่าย พูดเก่ง คอยดูแลหมูอย่างดี แต่ไม่รู้ว่าระหว่างเธอกับหมู ใครกันแน่ที่หวั่นไหวไปก่อนกัน

null

พี่แตน(โอปอล-ปาณิสรา พิมพ์ปรุ) พยาบาลรุ่นพี่ของนุ้ย ที่ทำตัวทั้งน่านับถือ และไม่น่านับถือ เป็นคนเฮฮา จนดูเหมือนรั่ว พยายามทำตัวให้ดูเป็นเด็ก “เต้บๆ” มากที่สุดเวลาที่อยู่ต่อหน้าหมู งานอดิเรกคือ หาโอกาสแทะโลมหมูตลอดเวลา เอ๊ะ หรือว่านี่จะเป็นเพื่อนสนิทที่แอบเก็บความรู้สึกอีกคน!!!

null

ฟุเหยิน(ฟุเหยิน-ธนาบดินทร์ ยงสืบชาติ) เพื่อนสนิทของดากานดา ที่กลายเป็นเพื่อนไข่ย้อยอีกคน เป็นคนกะล่อน ปากหมา บ้าผู้หญิง แต่ยิ่งโตก็ยิ่งคุมตัวเองได้มากขึ้น

โดยส่วนตัวแล้ว เพื่อนสนิท เป็นหนังที่ผมชอบที่สุดของ GTH เลย นั่นเพราะช่วงที่หนังเรื่องนี้กำลังดัง ผมดันไปแอบชอบเพื่อนสาวคนสนิทอยู่จริงๆ (ตอนนี้เลิกชอบไปแล้ว) และก็กลายเป็นหนังในดวงใจของผมเรื่อยมา ซึ่งผมเชื่อว่า คงไม่ใช่แค่ผมแน่ๆที่ยกให้หนังเรื่องนี้เป็นหนังในดวงใจ เพราะจากแนวเรื่องของหนัง ตัวละคร และสิ่งที่หนังต้องการจะสื่อ มันเป็นความรู้สึกแบบ Common Sense ซึ่งเชื่อว่าทุกคนคงเคยเจอะเจอมา นั่นคือการแอบรักนั่นเอง เป็นเรื่องที่ผมว่าทุกๆคน อย่างน้อย 90% บนโลกนี้คงจะผ่านมาเรียบร้อยแล้ว และเพราะเป็นเรื่องใกล้ตัวนี่แหละครับ ทำให้หนังเข้าถึงคนดูได้ง่าย ทำให้คนดู “อิน” ไปกับอารมณ์ของหนัง และที่แตกย่อยออกมามากกว่านั้น ถึงขั้นมีการศึกษาด้านจิตวิทยาของตัวละครเลยว่า ทำไมหมู(ไข่ย้อย) ดากานดา หรือนุ้ย ถึงได้คิดแบบนั้น ตัดสินใจแบบนั้น ลึกๆแล้วพวกเขารู้สึกต่อกันอย่างไร เป็นต้น ซึ่ง ณ ที่นี้ผมขออนุญาตเรียก ไข่ย้อย ว่า หมู ตามชื่อที่เขาควรจะเป็นในเรื่องนะครับ เพราะผมรู้สึกว่า ไข่ย้อย เป็นเพียงตัวตนในอดีตของ หมู และเรื่องราวทั้งหมดก็เล่าผ่านตัวละครที่ถูกเรียกว่า หมู ด้วย

บทภาพยนตร์ที่เขียนโดยคุณหมู ทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยม แม้กระทั่งใส่ชื่อตัวเองแทนพระเอก 555 มีการสอดแทรกเกร็ดต่างๆและรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ ผ่านตัวหนังไปได้อย่างแนบเนียนและกลมกลืน ทั้งยังแทรกวิถีชีวิตของผู้คนทั้งสองภาค คือภาคเหนือในพาร์ทดากานดา และภาคใต้ในพาร์ทของนุ้ยเข้าไปได้อย่างลงตัว โดยกำหนดให้ตัวละครอย่าง หมู เข้าไปทำความรู้จักกับวิถีชีวิตของผู้คนในแถบนั้น นำเสนอผ่านวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม ทำให้ตัวหนังได้ฉายทัศนียภาพอันเป็นอีกจุดหนึ่งที่ทำให้หนังมีความน่าดูมากขึ้น สถานที่่ถ่ายทำบางส่วนกลายเป็นแหล่งให้บรรดาแฟนหนังได้ไปตามรอยกันถึงที่ ส่วนตัวผมเองยังเคยอยากไปเรียน มช.(มหาวิทยาลัยเชียงใหม่) เพราะหนังเรื่องนี้ด้วยซ้ำ แต่ก็ต้องมาหยุดความคิดหลังจากได้ทราบว่า ที่จริงแล้ว มช. ไม่ได้ให้ถ่าย ฉากมหาวิทยาลัยในเรื่อง ถ่ายทำที่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระนครเหนือ ต่างหากล่ะ ฟังอย่างนี้ก็ซึ้งเลยครับ แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะฉากต่างๆในเรื่องถ่ายออกมาได้ภาพที่สวยงามมาก ขนาดถ่ายด้วยฟิล์ม 1:85 ยังสวยขนาดนี้ ถ้าถ่ายด้วยฟิล์ม 2:35 คงได้ความสวยงามมากกว่าที่เห็นอย่างแน่นอน

null

และที่ล้ำที่สุดคือการหยิบเอาวรรณกรรมเยาวชนในตำนานอย่าง “เจ้าชายน้อย” หรือ Le Petit Prince (The Little Prince) ของ อองตวน เดอ แซง-เตกซูเปรี ที่หลายๆคนได้ดูหนังแล้วมองข้ามไป มาเป็นกิมมิคของหนัง โดยการให้สองตัวละครที่หมูรู้จัก นั่นคือ ดากานดา และ นุ้ย ชอบอ่านหนังสือเล่มนี้เหมือนกัน ฟังอย่างนี้อย่าเพิ่งคิดว่ามันไม่มีความหมายนะครับ แต่ถ้าใครที่เคยอ่านมาก่อนแล้วมาดูหนังจะพบว่า เขามีการเปรียบเทียบตัวละครในเรื่อง เจ้าชายน้อย กับใน เพื่อนสนิท ด้วยครับ ซึ่งผมขอให้ลองไปหาทั้งสองเรื่องมาดูแล้วลองตีความกันเองแล้วกัน ไม่งั้นเดี๋ยวจะไม่สนุก แต่สำหรับผมแล้ว ถือว่าล้ำมากๆครับ ที่ทำให้ตัวละครที่มีความเรียลมากๆในหนัง สามารถเปรียบเทียบกับเทพนิยายที่มีความเว่อร์เกินจริงไปได้ โดยอาศัย “การสร้างความสัมพันธ์” ที่กล่าวถึงทั้งในสองเรื่องนั้นมาเป็นตัวแปร ให้ตัวละครทั้งสองเรื่องมีความคล้ายคลึงกันได้ ต้องคารวะเขาจริงๆครับ สำหรับคุณหมู นิธิศ ณพิชญสุทิน

และเพราะตัวละครที่มีความเรียล คือความเป็นตัวละครที่มีอยู่จริง สามารถจับต้องได้ ทำให้เข้าถึงคนดูได้ง่าย บวกกับอารมณ์เรียบๆง่ายๆในหนัง ทำให้ดูไปถึงขั้นอินเอาได้เลย อย่างตัว หมู หรือ ไข่ย้อย นี่ก็แทนตัวผู้ชายซื่อๆ เซอร์ๆ ที่สำคัญแอบรักแล้วต้องปากแข็งครับ ชีวิตจริงไม่มีหรอกครับ ที่รักแล้วเดินไปบอกเลย อย่างน้อยต้องเก็บความรู้สึกไว้ประมาณนึงก่อนแล้วค่อยไปบอก เพราะก็กลัวแห้วแดกกันทุกคนน่ะแหละ หรืออย่างดากานดาที่เรียกได้ว่าเหนือแพทเทิร์นสาวเหนือทั่วไปที่ต้องนอบน้อม ยะเนิบๆ จะอั้นจะอู้จะอี้อย่างงั้นอย่างงี้ แต่เจ๊แกมาแปลกสุดๆครับ ทั้งห่าม ดิบ ลุย กระทั่งผิวพรรณเธอก็ไม่ได้ขาวนวลเหมือนสาวเหนือทั่วไปด้วยซ้ำ แต่เพราะความเข้ากับคนง่ายนี่แหละครับ ถึงได้ชนะใจตาหมูของเราไปได้ หรืออย่างนุ้ยก็เช่นกัน เธอมีความน่ารักมากๆ ซึ่งก็ไม่ได้ถึงขั้นแอ๊บแบ๊วหรือออกไปทางหลั่นล้าอะไรประมาณนั้น อยู่ในลักษณะที่พอดีพอควร ในขณะที่อีกมุมเธอก็มีความอบอุ่นเช่นกัน และที่สำคัญคือเธอไม่เหมือนสาวใต้ทั่วไป ตรงที่ไม่พูดตรงๆซะด้วยสิ อืม เขาพยายามจะสื่ออะไรผ่านคาแรคเตอร์หรือเปล่าน้อ…

null

ในขณะที่ตัวละครสมทบกลับถูกตีความไปต่างจากนั้น คือตัวละครสมทบแต่ละตัวจะมีความเว่อร์ รั่ว ในตัวอย่างเห็นได้ชัด ที่สำคัญคือไม่จำเป็นต้องมีผลต่อเนื้อเรื่องด้วยซ้ำ ทั้งพี่แตน ฟุเหยิน ฯลฯ แต่เพราะคาแรคเตอร์นี่แหละทำให้ตัวละครเหล่านี้ดูสำคัญขึ้นมา และหากขาดพวกเขาเหล่านี้ไป หนังจะไม่สนุกเลยด้วยซ้ำ ตัวละครเหล่านี้อาจไม่มีผลต่อเนื้อเรื่อง แต่มีผลต่อความรู้สึกของคนดูครับ คอยสร้างสีสันให้เราอมยิ้ม ฝืดบ้างฮาบ้างแต่ก็ทำให้เราหลงรักได้ ไม่ว่าจะเป็นตัวฟุเหยิน เพื่อนหนุ่มของดากานดาที่ชอบพูดจาหวานๆใส่ผู้หญิงทุกคน ยกเว้นเพื่อนตัวเองอย่างดากานดา หรือตัวเด็ดสุดๆอย่างพี่แตน พยาบาลรุ่นพี่ของนุ้ยที่เอะอะต้องเว่อร์ตลอด มีความขี้เล่นเป็นกันเอง หาโอกาสแทะโลมหมูอยู่ตลอดเวลา ส่วนเหล่าตัวสมทบรองก็มีอย่างพ่อกับแม่ของดากานดา คุณพ่อก็จะไม่ได้ทำอะไรมากนอกจากร้องเพลงตลอดเวลา ส่วนคุณแม่ก็ต่างจากดากานดาอย่างฟ้ากับเหว ตรงที่เป็นสาวเหนือโดยแท้ทั้งตัวและหัวใจ แถมยังหาวิธีให้หมูเอาชนะใจลูกสาวอีกด้วย

หรือจะเป็นบรรดานักแสดงรับเชิญต่างๆที่อาจจะดูไม่ค่อยคุ้นหน้าคุ้นตากันซักเท่าไหร่ เพราะพี่แกเล่นเอาพวกเดียวกันมาเล่นกันเอง อย่างรุ่นพี่ในเรื่องที่โผล่มาปรากฏตัวในฉากทำพิธีเลือกนางแก้ว นำโดยพี่เอส คมกฤษ ผู้กำกับของเรื่อง ที่โดดมาเล่นเป็นร่างทรงของพ่อปู่ ในขณะทำพิธีเลือกนางแก้ว นอกจากนี้ยังมีเหล่าผู้กำกับจากแฟนฉันอย่าง พี่ย้ง-ทรงยศ สุขมากอนันต์ ที่ต่อมากำกับหนังเรื่อง เด็กหอ และ พี่ต้น-นิธิวัฒน์ ธราธร ผู้กำกับหนังเรื่อง Season Change เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ที่ทยอยฉายต่อจากเพื่อนสนิทตามลำดับทั้งสองเรื่อง และอีกหลายคนที่ไม่สามารถกล่าวถึงหมด ผมเองยังนึกเสียดายว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังในยุคแรกๆของ GTH เพราะถ้าใครเป็นแฟนหนังค่ายนี้จะรู้กันดีว่าค่ายนี้นิยมนำดารานำในสังกัดมารับเชิญในหนังเรื่องต่างๆของค่าย ที่เห็นเป็นประจำก็น่าจะเป็น แจ็ค แฟนฉัน และอีกหลายคน ซึ่งผมคิดว่าหากเพื่อนสนิทมาฉายใน พ.ศ. นี้ คงจะมีสีสันมากกว่านี้อีกพอสมควร

null

แต่ที่เป็นที่กล่าวถึงมากที่สุดอีกคนหนึ่งคงหนีไม่พ้น อิม-อชิตะ สิกขมานา ที่มาในบทของ โอ๋ เพื่อนสาวของดากานดาที่แอบปลื้มหมูอยู่ และดากานดาก็แนะนำให้หมูพาเธอไปออกเดททั้งที่เพิ่งรู้จักกันแค่ครั้งแรก หมูจึงได้รู้ว่า ยัยโอ๋นี่มันไม่ธรรมดาเอาซะเลยแฮะ ในเรื่องอิมมีโอกาสแสดงฝีมือแค่สามฉากเท่านั้นครับ คือฉากแนะนำตัว ฉากขี่รถระหว่างออกเดท และฉากทำแผล โดยเฉพาะฉากทำแผลนี่เป็นที่กล่าวขวัญกันมากว่าอิมแสดงได้เหมือนคนโรคจิตจริงๆ เรียกเสียงฮาจากคนดูได้ถล่มทลาย แต่ก็ไม่ใช่ว่าตัวละครนี้จะไม่สำคัญนะครับ เพราะทำให้หมูงอนดากานดาไปเป็นเดือน ด้วยความเข้าใจว่าดากานดาต้องการให้เขาอยู่ห่างๆเธอ จึงผลักไสไล่ส่งให้เขามาคบกับ่โอ๋ ซึ่งก็ไปไม่รอดตั้งแต่วันแรกที่เจอกัน และเพราะฉากทำแผลนี่แหละครับ ทำให้หลังจากนั้นอิมค้นพบแนวทางของตัวเอง กลายเป็นสาวรั่วคนใหม่ของวงการ และก็กลายเป็นนักแสดงที่ได้รับแต่บทเฮๆฮาๆซะเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งก็ถือได้ว่ามาถูกทางจริงๆ เพราะทุกวันนี้พวกเราจดจำเธอในฐานะนักแสดงหญิงอารมณ์ดีได้เป็นอย่างดี

ในขณะที่ตัวละครหลักอาศัยความเรียลมาดำเนินเรื่อง บรรดาตัวละครสมทบก็อาศัยความเป็นสีสันนี่แหละครับมาเป็นพลังหนุนส่งเรื่องให้เดินไปอย่างสนุกสนานอีกแรงหนึ่ง ทั้งในพาร์ทภาคเหนือและพาร์ทภาคใต้ ที่สำคัญในการดำเนินเรื่องแต่ละครั้ง ทีมผู้สร้างยังมีการใส่ลูกเล่นในการเชือมฉากแต่ละฉากให้สอดคล้องกัน เช่น ในพาร์ทภาคเหนือฉากที่หมูทำไข่แตกในเสื้อจนได้ฉายาว่าไข่ย้อย ตัดกลับมาที่พาร์ทภาคใต้ก็เห็นพี่แตนบีบไข่ใส่โจ๊ก หรือฉากที่นุ้ยแนะนำให้หมูอ่านหนังสือเจ้าชายน้อยในพาร์ทภาคใต้ ตัดกลับไปที่พาร์ทภาคเหนือก็เห็นดากานดากำลังนอนอ่านหนังสือเจ้าชายน้อยอยู่เช่นกัน การทำให้หลายอย่างในสองพาร์ทคล้ายคลึงกัน อาจจะเป็นเพราะต้องการสื่อว่า ต่อให้หมูจะหนีอย่างไรก็หนีไม่พ้น แม้จะหลบจากภาคเหนือมารักษาแผลใจที่ภาคใต้ แต่หลายอย่างก็ยังเชื่อมโยงกันและกดดันให้เขานึกถึงอดีตทุกที เหมือนกับที่เขาหนีมาเพราะความรัก แต่กลับต้องมาเจอความรักที่นี่อีก เหมือนที่นุ้ยเคยกล่าวไว้ว่า “คนมาทะเลมีอยู่สองอย่าง ถ้าไม่หนีร้อนมา… ก็หนีรัก”

null

แต่ท้ายที่สุด ต่อให้หนีอย่างไร หมูก็ไม่อาจหนีหัวใจตัวเองได้ เหมือนกับที่วรรคหนึ่งในจดหมายที่หมูเขียนถึงดากานดาได้กล่าวไว้ว่า “ฉันอาจไปจากที่นี่ก็ได้ ถ้าฉันรักมันเข้าจริงๆ” บอกอะไรได้หลายอย่าง เพราะรักดากานดาเขาจึงหนีจากเธอมา เพราะไม่อยากสู้หน้าให้ลำบากใจเธอ หรือบางทีหมูก็คิดหนีไปจากนุ้ย เพราะกลัวว่าความที่เขายังคิดถึงดากานดาอยู่จะทำให้เธอเสียใจ แต่ก็นั่นแหละ สุดท้ายมันก็กลายเป็นสิ่งที่ทำให้หมูต้องตัดสินใจอยู่ดีว่าเขาจะทำอย่างไรต่อไปกับชีวิต กับผู้หญิงสองคนที่มีความน่าประทับใจในตัวไปคนละด้าน ว่าเขาควรจะเลือกใคร และภายหลังจากที่เขาถูกเลื่อนสถานะจากคนที่แอบรัก มากลายเป็นคนที่ถูกรักบ้างแล้วนั้น เขาจะทำอย่างไร จะเลือกทำอย่างที่ดากานดาทำกับเขาหรือเปล่า ตรงนี้นี่แหละที่เป็นสิ่งที่ต้องลุ้น เมื่อหมูถูกผลักดันให้อยู่ในสถานะเดียวกันกับดากานดา แล้วต้องตัดสินใจด้วยความคิดของเขาเอง

เชื่อว่าหลายคนคงเคยตกอยู่ในสถานะเดียวกันกับตัวละครทั้งสามอย่าง หมู(ไข่ย้อย) ดากานดา และนุ้ยมาแล้ว และนั่นแหละทำให้เรารู้สึกอินไปกับหนังได้ไม่ยาก เมื่อพบว่าเคย(หรือกำลัง)มีสถานะเดียวกับตัวละคร ซึ่งเราสามารถจับต้องได้ สัมผัสได้ และเข้าถึงโดยไม่ต้องอาศัยคำบรรยายใดๆ หลายอย่างในหนังที่บ่งบอกถึงความรู้สึกบางอย่างที่ไม่ต้องบรรยายเป็นคำพูด แต่ใช้การกระทำสื่อเอา ใครที่ติดตามผลงานของคุณเอส คงจะทราบดีว่า เขาเป็นผู้กำกับที่ชอบใช้ฉากลองเทคเป็นการสื่ออารมณ์(ลองเทคคือการถ่ายทำฉากยาวๆเทคเดียวผ่าน โดยไม่มีการตัดต่อใดๆทั้งสิ้น) ฉากลองเทคหลายฉากบอกเล่าอารมณ์ความรู้สึกของตัวละคร ผ่านการกระทำที่มากกว่าการพูดจาใดๆ ที่สำคัญคือหลายฉากที่น่าจดจำ ส่วนใหญ่แล้วมาจากฉากลองเทคทั้งสิ้น การหยุดคิดก่อนพูดของตัวละครขณะอยู่ในฉากลองเทค ดูสมจริงและเป็นธรรมชาติ ชวนลุ้นและน่าอึดอัดแต่ไมถึงขั้นกระอักกระอ่วนใจแต่อย่างใด

null

ที่สำคัญคือฉากลองเทคที่น่าจดจำแทบทุกฉาก ต้องมีตัวละคร หมู หรือ ไข่ย้อย เข้าไปผสมโรงด้วยทั้งสิ้น คงเพราะเขาเป็นตัวดำเนินเรื่องหลัก จึงต้องการแสดงให้เห็นถึงสถานการณ์ต่างๆที่ตัวละครตัวนี้ต้องเจอ ไม่ว่าจะเป็นฉากหมูกับดากานดาวาดรูปใต้ต้นไม้ ที่หมูลงทุนไปเอาดอกชงโคกับขี้เหล็กอเมริกันมาให้ดากานดาถึงคณะเกษตรศาสตร์ ฉากหมูนับ 1-10 ฉากทำแผลระหว่างหมูกับโอ๋ ต่อเนื่องมาเป็นฉากที่ไข่ย้อยวีนแตกใส่ดากานดา และพีคที่สุดกับฉากที่ไข่ย้อยทำลายภาพของตัวเองลงกับมือ นับว่าเอสใช้งานฉากลองเทคทั้งหมดที่มีอยู่อย่างคุ้มค่า เพราะแต่ละฉากสื่อได้ถึงความรู้สึกของตัวละครที่ต้องปฏิบัติกับสถานการณ์เฉพาะหน้าได้เป็นอย่างดี และที่ยิ่งไปกว่านั้นคือสามารถถ่ายทอดอารมณ์เหล่านั้นไปได้ถึงหัวใจของผู้ชมอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ปรุงแต่ง ไม่เกินงาม ไม่ประดักประเดิด และทำให้เรื่องดูสนุกได้โดยไม่ต้องอาศัยเหตุการณ์น่าตื่นเต้นมากมายมาคอยบีบคั้นให้สะเทือนหัวใจ

กล่าวได้ว่า เพื่อนสนิท เป็นงานมาสเตอร์พีซชิ้นหนึ่งของ GTH และเป็นงานที่ดีที่สุดของผู้กำกับ เอส-คมกฤษ ตรีวิมลด้วย น่าเสียดายที่ผลงานเรื่องหลังๆออกแนวตลกโปกฮาเสียส่วนมาก อย่าง หนูหิ่นเดอะมูฟวี่(เรื่องนั้นเอสสอบผ่านในการใช้เทคนิคต่างๆ แต่สอบตกในเรื่องความฮา) และที่ค่อนข้างน่าผิดหวังคือ สายลับจับบ้านเล็ก ที่อาศัยความคอเมดี้หลุดโลกมาขายล้วนๆ แต่กลายเป็นว่าทั้งฝืดและไม่รู้สึกมีอารมณ์ร่วมไปกับหนังแต่อย่างใด แม้ว่าจะสามารถใช้ฉากลองเทคมาตรึงอารมณ์คนดูได้อยู่ก็ตาม หลังจากนั้นพี่เอสก็ไม่มีผลงานหนังออกมาให้เราชมอีกเลย นอกจากผลงานหนังสั้นในโปรเจคท์ หวานขม Bitter Sweet : Boyd-Pod The Short Film ที่นำเอาบทเพลงทั้ง 13 เพลงในอัลบั้ม Bitter Sweet ของพี่บอยด์ โกสิยพงศ์ และพี่ป๊อด โมเดิร์นด็อก มาถ่ายทอดในรูปแบบหนังสั้น จากฝีมือ 6 ผู้กำกับแฟนฉัน โดยเอสรับหน้าที่กำกับในเรื่อง คำถาม และ สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยน ซึ่งออกมาในแนวดราม่าทั้งสองเรื่อง โดยรวมก็ถือว่าอยู่ในระดับที่พอใช้ อย่างน้อยก็ดีกว่าเรื่องหนูหิ่นและสายลับอยู่พอสมควร

null

เพื่อนสนิท เป็นหนังที่เรียกตัวเองว่าเป็นหนังแนว โรแมนกิ๊ก คอเมดี้ ซึ่งก็ควรจะเป็นอย่างนั้น หนังมีฉากน่ารักๆ ไม่ได้โรแมนติกหวือหวาหรือโชว์ความหวานแหวว เป็นความโรแมนติกที่เกิดจากสถานการณ์ใกล้ตัวเข้าถึงได้ง่าย เข้าใจได้ดี ดูแล้วอิ่มเอมหัวใจ หนังมีเสน่ห์หลายด้าน ทั้งตัวละคร เนื้อหา อารมณ์ ไปจนถึงธรรมชาติแวดล้อมที่สวยงาม มีการเดินเรื่องที่เรียบง่าย แต่ไปถึงจุดอย่างที่ควรจะเป็น หากคุณชอบหนังรักที่เต็มไปด้วย “ธรรมชาติ” สักเรื่อง เพื่อนสนิทย่อมไม่ใช่หนังที่คุณควรจะพลาดไปง่ายๆ หนังให้ทั้งความธรรมชาติทั้งเนื้อหาและทิวทัศน์ดังที่กล่าวมา แม้จะเป็นหนังไทยยุคใหม่ แต่สิ่งต่างๆในหนังทำให้ เพื่อนสนิท กลายเป็นหนังรักสุดคลาสสิค เทียบเท่ากับแฟนฉัน และอีกหลายๆเรื่องของ GTH (จริงๆควรจะบอกว่าคลาสสิคที่สุดของ GTH ก็เป็นได้ เพราะเอาเข้าจริงๆแฟนฉันก็ไม่นับว่าอยู่ในกลุ่ม GTH เพราะตอนนั้นยังไม่ได้รวมบริษัทกัน) และอย่าคิดจะบอกรักใครเป็นอันขาด หากคุณยังไม่เคยดู เพื่อนสนิท มาก่อน

คะแนน 10/10  หนึ่งในหนังรักที่ดีที่สุดขอไทยเลยก็ว่าได้

MV ช่างไม่รู้เลย – บอย พีซเมคเกอร์

ขอขอบคุณข้อมูลจาก วิกิพีเดีย

เพื่อนสนิท
(Dear Dakanda)
กำกับ คมกฤษ ตรีวิมล
ผลิต ประเสริฐ วิวัฒนานนท์พงษ์
จิระ มะลิกุล
ยงยุทธ ทองกองทุน
เช่นชนนี สุนทรศารทูล
เขียน นิธิศ ณพิชญสุทิน
แสดง/
พากย์
ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์
ศิรพันธ์ วัฒนจินดา
มณีรัตน์ คำอ้วน
เพลง หัวลำโพง ริดดิม
กำกับภาพ ปราเมศร์ ชาญกระแส
ตัดต่อ วิชชา โกจิ๋ว
เผยแพร่ จีทีเอช
ฉาย 6 ตุลาคม พ.ศ. 2548
ยาว 127.0 นาที
ภาษา ไทย
รายได้ 80 ล้านบาท

รางวัล

  1. บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (นิธิศ ณพิชญสุทิน)
  2. ลำดับภาพยอดเยี่ยม (วิชชา โกจิ๋ว)
  1. บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (นิธิศ ณพิชญสุทิน)
  2. ลำดับภาพยอดเยี่ยม (วิชชา โกจิ๋ว)
  1. นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม (ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์)
  2. นักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม (มณีรัตน์ คำอ้วน)
  3. บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (นิธิศ ณพิชญสุทิน)
  1. นักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม (ปาณิสรา พิมพ์ปรุ)
  2. ลำดับภาพยอดเยี่ยม (วิชชา โกจิ๋ว)
  3. เพลงประกอบยอดเยี่ยม (ช่างไม่รู้เลย)
  1. ภาพยนตร์ไทยแห่งปี
  2. นักแสดงชายในบทนำจากภาพยนตรไทยแห่งปี (ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์)
  3. นักแสดงหญิงในบทนำจากภาพยนตรไทยแห่งปี (ศิรพันธ์ วัฒนจินดา)
  4. นักแสดงหญิงในบทสมทบแห่งปี (ปาณิสรา พิมพ์ปรุ)
  5. บทภาพยนตร์ไทยแห่งปี (นิธิศ ณพิชญสุทิน)
  6. เพลงในภาพยนตร์แห่งปี (ช่างไม่รู้เลย)
  1. ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม
  2. ผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (คมกฤษ ตรีวิมล)
  3. นักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม (มณีรัตน์ คำอ้วน)
  4. บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (นิธิศ ณพิชญสุทิน)
  5. ลำดับภาพยอดเยี่ยม (วิชชา โกจิ๋ว)

null

เราอาจจะเคยเห็นหนังแอ็คชั่นประเภทซุปเปอร์ฮีโร่กันมาแล้วจากหลายต่อหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็น Batman อิมพอร์ตจากพี่กัน อเมริกา , Spiderman จากเมืองผู้ดี อังกฤษก็มีมาแล้ว และอีกหลายต่อหลายตัวไม่ว่าจะเป็น Iron Man , Hulk , Captain America , X-Men และอีกหลายต่อหลายตัวที่ยกโขยงกันมาจากทั้ง Marvel และ DC ฝั่งเอเชียเราเท่าที่เห็นเด่นๆเลยก็คือ Masked Rider หรือไอ้มดแดง , Ultraman และก็ ขบวนการห้าสี ซึ่งเป็นผลงานของพี่ยุ่นเค้า พี่ไทยเราก็ไม่น้อยหน้า ส่ง มนุษย์เหล็กไหล กับ อินทรีแดง มาบ้าง แม้ตอนเข้าฉายจะไม่น้อยหน้า แต่หลังฉายและได้คำวิจารณ์แล้ว ไทยเราก็ต้องหน้าหดไปตามๆกัน คราวนี้เป็นทีของสตูดิโอจากฝั่งบอลลีวู้ด อุตสาหกรรมหนังอินตะระเดียเค้า หลังจากที่ผลิตหนังหลากหลายแนวมาเป็นเวลานาน ในที่สุดก็ถึงเวลาส่งหนังแนวซุปเปอร์ฮีโร่พันธุ์โรตีขึ้นมาบ้าง เป็นที่มาของเรื่อง Krissh – คนพลังพายุ ที่ทุกท่านกำลังอ่านอยู่นี้ โดยมอบหมายบทพระเอกให้กับหนุ่มกล้ามบึ้ก หฤติก โรชาน แม้บางส่วนของหนังจะยังเดินตามรอยสูตรสำเร็จของขนบหนังอินเดียทั่วๆไปอยู่บ้าง แต่ด้วยการเดินเรื่องที่สนุก ทำให้ Krrish ได้รับเสียงตอบรับอย่างล้นหลาม จากทั้งในและนอกประเทศ ทำให้ต้องเข็นภาค 2 ออกมา เข้าฉายใน ปี 2012 นี้เลยแหละทุกท่าน แว่วๆมาว่าจะทำเป็น 3D ซะด้วยสิ เอ้า

หลายคนอาจจะมองว่ามันไม่แปลกไปเหรอที่อินเดียคิดจะทำหนังซุปเปอร์ฮีโร่ซักเรื่อง ขอตอบเลยว่า มันไม่แปลกหรอกครับ เพราะหนังอินเดียแต่ละเรื่อง จะมีพระเอกที่มีฝีมือบู๊เก่งปานพระนารายณ์กลับชาติมาเกิดกันทั้งนั้น เตะต่อยทีกระเด็นขึ้นหลังคา เล่นเอาซะหนังจีนกำลังภายในยังอายเลยทีเดียว จึงไม่น่าแปลกหากเค้าคิดจะหาเหตุผลมาให้พระเอกเหล่านี้ดูเก่งเว่อร์ผิดมนุษย์มนาบ้าง โดยการอัพเกรดสถานะให้เป็นซุปเปอร์ฮีโร่เพื่อลดข้อกังขาตรงนี้ไป ยังไม่รวมหนังสมัยก่อนที่เอาตำนานเทพเจ้ามาสร้าง โอ้โหเฮะ เว่อร์กว่านี้อีกหลายเท่าตัวนักคุณเอ๊ย สำหรับ Krrish นี้จะแตกต่างจากหนังซุปเปอร์ฮีโร่ทั่วๆไปตรงที่มีการผสมผสานเนื้อเรื่องหลายๆแนวเข้าไป ตามขนบหนังอินเดีย ทั้งไซไฟ ตลก โรแมนติก พ่อแง่แม่งอนมีบ้าง เหมือนดูละครทีวียังไงยังงั้น แต่ที่นึกไม่ถึงคือ การใส่เนื้อเรื่องเกี่ยวกับครอบครัวเข้าไปด้วย ซึ่งมีหนังน้อยเรื่องนักที่จะใส่ประเด็นตรงนี้เข้าไป (เท่าที่เห็นก็มี Spiderman ภาค 1 และก็ วิ่งกระเตงฟัด) และประเด็นครอบครัวใน Krrish ก็ดูซึ้งและประทับใจมาก จนให้อารมณ์ Feel Good อย่างยากที่จะหาเรื่องไหนมาเปรียบกับเรื่องนี้ได้

null

Krrish เป็นเรื่องราวของ โสณิยา เมรา (เรขา) หญิงวัยกลางคนที่พบว่า กฤษณะ หลานชายตัวน้อยของเธอมีความสามารถเกินเด็กธรรมดาทั่วไป เมรารู้ดีว่านั่นเป็นเพราะพลังพิเศษที่กฤษณะได้รับตกทอดมาจาก โรฮิต (หฤติก โรชาน) ลูกชายของเธอซึ่งเป็นพ่อของกฤษณะ โรฮิตได้รับพลังนี้จาก จาดู มนุษย์ต่างดาวที่มาเยือนบนโลกและได้เป็นเพื่อนกับโรฮิต ทำให้โรฮิตกลายเป็นคนที่ฉลาดเกินวัย และได้รับการไหว้วานจาก ดร.อารียา (นสีรุดดิน ชาห์) นักวิทยาศาสตร์ที่ขอให้โรฮิตช่วยใช้พลังพิเศษในการสร้างคอมพิวเตอร์ที่สามารถมองเห็นอนาคตได้ แต่แล้วโรฮิตก็โดน ดร.อารียาหักหลังในวันที่  ณิชา (ปรีตี้ ซินตา) ภรรยาของโรฮิตคลอดกฤษณะพอดี  และโรฮิตก็ไม่ได้กลับมาอีก ทำให้ณิชาตรอมใจตาย ทิ้งให้เมราต้องเลี้ยงดูหลานชายตามลำพัง เมราเกรงว่าความพิเศษของกฤษณะจะทำให้มีผู้ไม่หวังดีมาหลอกใช้เขาเช่นเดียวกับพ่ออีก เธอจึงตัดสินใจพากฤษณะไปเลี้ยงดูในแถบชนบทแห่งหนึ่งที่เต็มไปด้วยป่าเขา กฤษณะเติบโตมาพร้อมกับพลังพิเศษทางกายที่เหนือกว่าคนทั่วไปหลายเท่าตัว กระทั่งวันหนึ่ง กฤษณะในวัยหนุ่ม (หฤติก โรชาน) ได้พบกับ ปรียา (ปรียังคะ โชปุระ) พิธีกรสาวที่มาพักร้อนกับเพื่อนในละแวกบ้านของกฤษณะ และกฤษณะก็หลงรักปรียาเข้าให้

หลังจากปรียากลับไปทำงานที่สิงคโปร์ เธอก็โดนบอสเฉ่งโทษฐานที่หายไปหลายวัน ด้วยความกลัวว่าจะโดนไล่ออกจากงาน ฮันนี่ (มณีนิ มิศรา) เพื่อนสาวของปรียาแนะนำให้ปรียาหาทางให้กฤษณะมาที่สิงคโปร์เพื่อใช้ความพิเศษของเขาในการเรียกเรตติ้งเพื่อไม่ให้ตกงาน ปรียาจำใจต้องโกหกกฤษณะว่าเธอกำลังจะถูกบังคับให้แต่งงาน จึงต้องให้กฤษณะมาที่สิงคโปร์ กฤษณะขออนุญาติเมราผู้เป็นย่า แม้เมราจะห่วงกฤษณะแค่ไหน แต่เธอก็ต้องแพ้ใจให้กับความตั้งใจของหลาน โดยก่อนไปเธอได้เล่าเรื่องของโรฮิตให้กฤษณะฟัง และเตือนให้กฤษณะระวังตัวให้ดี อย่าให้ใครหลอกใช้เอาได้ กฤษณะไปถึงสิงคโปร์และได้พบกับปรียา ในที่สุดเขาและเธอก็ได้คบหากันเป็นแฟน กระทั่งวันหนึ่งเกิดเหตุไฟไหม้คณะละครสัตว์ที่กฤษณะกับปรียาไปเที่ยวด้วยกัน ผู้คนมากมายได้รับความเดือดร้อน กฤษณะจำต้องปลอมตัวในคราบของ กฤษ เพื่อช่วยเหลือผู้คน ความเก่งกาจของกฤษทำให้เขาโด่งดังไปทั่วสิงคโปร์ ปรียาเองก็เริ่มระแคะระคายว่า กฤษณะ กับ กฤษ อาจเป็นคนคนเดียวกัน แต่ในขณะที่เรื่องราวของกฤษยังคลุมเครือ ก็ปรากฏชายวัยกลางคนนาม วิกรม (ศารัท ศักเสนา) ผู้มาบอกกล่าวถึงความลับบางอย่างของ โรฮิต และวิกรมผู้นี้คือกุญแจสำคัญที่จะไขเรื่องราวทุกอย่างให้กระจ่าง

ตัวละครหลัก

null

กฤษณะ เมรา (หฤติก โรชาน) เด็กหนุ่มผู้เติบโตในป่าเขาด้วยพลังพิเศษ เป็นคนฉลาดแต่ไม่เฉลียว ซื่อจนเชื่อคนง่าย แต่ก็เป็นคนจิตใจดี มีเมตตา และมักเห็นใจคนอื่นอยู่เสมอ

null

ปรียา (ปรียังคะ โชปุระ) พิธีกรสาวชาวอินเดียที่ทำงานในสิงคโปร์ เหมือน Working Woman แต่จริงๆแล้วเป็นคนค่อนข้างซุ่มซ่าม ขี้ตกใจด้วยซ้ำ เหมือนผู้หญิงทั่วๆไป

null

โสณิยา เมรา (เรขา) หญิงชราผู้มีศักดิ์เป็นย่าของกฤษณะ เธอเป็นห่วงกฤษณะมาก กลัวว่าจะโดนหลอกใช้อย่างที่ โรฮิต ผู้เป็นพ่อเคยโดนมาแล้ว จึงไม่อยากให้กฤษณะไปไหนไกลๆ

null

ดร.อารียา (นสีรุดดิน ชาห์) หน้าฉากเขาคือนักวิทยาศาสตร์อัจฉริยะที่คนทั่วไปยกย่อง หลังฉากเขาคือจอมวายร้ายที่ทะเยอทะยานหมายจะเป็นผู้ยิ่งใหญ่บนโลกให้ได้ ด้วยคอมพิวเตอร์ที่มองเห็นอนาคตได้

null

วิกรม (ศารัท ศักเสนา) ชายวัยกลางคนผู้เป็นผู้ช่วยของโรฮิต สมัยที่มาทำงานกับ ดร.อารียา ต่อมาเมื่อรู้ว่า ดร.อารียาเป็นคนไม่ดี จึงคิดจะถอนตัว แต่ดันมาพบกับกฤษณะเสียก่อน และได้เล่าเรื่องบางอย่างเกี่ยวกับโรฮิตให้กฤษณะรู้

อันที่จริงแล้ว เรื่องราวของ Krrish นั้น ต่อนื่องมาจากภาพยนตร์เรื่อง Koi… Mil Gaya ที่ออกฉายเมื่อปี 2003 นู่น ซึ่งเป็นเรื่องราวของโรฮิตและณิชา พ่อและแม่ของกฤษณะที่ได้พบกับจาดู มนุษย์ต่างดาว โดยมีเรขามาเล่นเป็นแม่ของโรฮิต ภาพแฟลชแบ็คบางส่วนจากเรื่อง Krrish ก็เอามาจาก Koi… Mil Gaya น่าเสียดายที่เรื่องนี้ไม่ได้เข้าฉายในไทย และไม่มีแม้กระทั่งแผ่น เพราะว่ากันว่าเรื่องนั้นทำให้นางเอกสาว ปรีตี้ ซินตา โด่งดังจนได้ประกบคู่กับ ชาห์รุข ข่าน ในหนังรักโรแมนติกเรื่อง Kal Ho Naa Ho ซึ่งออกฉายในปีเดียวกันในเวลาต่อมา ซึ่งก็ต้องเข้าใจนะครับว่าตลาดหนังอินเดียไม่ได้กว้างเหมือนตลาดหนังฮอลลีวู้ด หรือฮ่องกง ที่ไม่ว่าจะมีหนังออกมา จะดีหรือห่วยก็ลากเข้าโรงหรือลงแผ่นไว้ก่อน หนังอินเดียไม่ได้ถูกใจคนไทยขนาดนั้น เว้นแต่จะเป็นหนังที่ดังจริงๆอย่าง Devdas , Dhoom ถึงจะได้มาไทย เห็นทีถ้าอยากดูจริงๆก็คงต้องไปหาแผ่นแถบพาหุรัดซะแล้วล่ะครับ หรือไม่ก็คงต้องโหลดมาดู ส่วนเรื่อง Krrish นั้นมีแผ่นมาสเตอร์แล้ว โดยบริษัท เจ – บิคส์ ก็ลองไปหามาดูแล้วกันครับ แต่คงยากหน่อยเพราะออกมาได้ 4-5 ปีแล้ว ไม่รู้จะยังเหลืออยู่มั้ย

ก็อย่างที่บอกแหละครับว่า Krrish เป็นภาคต่อจากหนังเรื่อง Koi… Mil Gaya ซึ่งทั้งสองเรื่องก็กำกับโดยผู้กำกับคนเดียวกันคือ ราเกศ โรชาน อ๊ะๆ นามสกุลคุ้นๆ ใช่มั้ยล่ะ ก็เค้าเป็นป๊ะป๋าของ หฤติก โรชาน พระเอกของเรื่องนี่ ลูกเล่นพ่อกำกับ อุตสาหกรรมในครัวเรือน โชคดีว่าคุณลูกแกหล่อเข้มบาดใจ (ไม่เหมือนผู้กำกับไทยบางคนที่รู้ว่าลูกไม่หล่อไม่เท่ ยังจะดันให้เป็นพระเอกอยู่นั่นแหละ) เผอิญ Krrish ทำรายได้ถล่มทลายก็รวยกันทั้งบ้าน ติดอันดับหนังทำเงินสูงสุดเป็นอันดับ 3 ในทศวรรษที่ผ่านมา (2000 – 2010) ก็ถือว่าประสบความสำเร็จมากๆครับ กับหนังซุปเปอร์ฮีโร่เรื่องแรกๆของบอลลีวู้ด เนื้อเรื่องก็ถูกใจชาวอินเดียทั่วไปเลย เนื้อเรื่องเข้าใจง่าย หลายแนวผสมกัน ที่สำคัญคือ พระเอกเรื่องนี้อย่าง กฤษณะ หรือ กฤษ ถูกออกแบบมาในลักษณะแอนตี้ฮีโร่หรือเปล่าผมเองก็ไม่แน่ใจ คือถ้าพูดถึงฮีโร่ทั่วไปเราจะนึกถึง ผู้ชายมาดเท่ ลุยๆ อารมณ์ขันนิดๆ กะล่อน เจ้าชู้ บู๊เก่ง ประมาณนี้ แต่เรื่องนี้นี่มาแหวกเลย ผมว่า ปีเตอร์ ปาร์คเกอร์์ จาก Spiderman นี่หน่อมแน้มพอแล้วนะ เจออีตากฤษณะเข้าไป พี่ปีเตอร์ของเราก็กลายเป็นหนุ่มเจ้าสำราญไปเลย

null

Krrish เป็นหนังที่ดูง่ายก็จริง แต่ก็ไม่ถึงกับว่าจะต้องถูกใจผู้ชมไปเสียหมด ทำให้ได้คะแนนใน imdb ประมาณ 6.1/10 ซึ่งอยู่ในระดับกลางๆ ก็อาจเป็นเพราะความเป็น “อินเดีย” มันไม่ได้ “อินเตอร์” ไปซะหมด เพราะเนื้อเรื่องดูง่ายเกินไป ไม่ใช่หนังเจ๋งอย่าง Iron Man หรือ The Dark Knight ที่เน้นขายความเป็นคาแรคเตอร์และแนวคิดมากกว่าจะขายความบันเทิงอย่าง Krrish สำหรับ Krrish เองแม้จะออกตัวว่าเป็นหนังซุปเปอร์ฮีโร่ บู๊ๆ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าในหนังจะต้องบู๊กระจายอย่างนั้น เพราะเมื่อดูจริงๆแล้วจะเห็นฉากบู๊แค่เพียง 2-3 ฉาก จากความยาวทั้งหมดเกือบสามชั่วโมง! คือถ้าไม่ได้การเดินเรื่องที่น่าติดตามแล้ว มันคงจะกลายเป็นหนังสุดเซ็งไปในทันที ก็ต้องขอชื่นชมคนเขียนบทที่หาสถานการณ์มาสอดแทรกให้ตื่นเต้นกันได้ตลอด ปกติหนังอินเดียจะบู๊น้อยอยู่แล้ว แต่พอเวลาบู๊ทีนี่แทบจะเป็นกำลังภายในก็ว่าได้ และเหมือนทีมสร้างจะรู้ว่าหนังอินเดียบู๊เหมือนหนังกำลังภายใน พี่แกเลยจัดผู้กำกับคิวบู๊อิมพอร์ตมาจากฮ่องกงกันเลย และชื่อของเขาก็คือ โทนี่ เฉิง หรือ เฉิงเสี่ยวตง นั่นเอง

พูดถึง เฉิงเสี่ยวตง ผู้กำกับคิวบู๊คนนี้ เราอาจไม่ได้รู้จักเขาดีเท่ากับ หยวนหวูผิง หรือ ดอนนี่ เยน เท่าไรนัก แต่ถ้าคุณเคยดูหนังของ จางอี้โหมว อย่าง Hero , Flying Daggers แล้วล่ะก็ เขานี่แหละครับ คือผู้กำกับคิวบู๊ในหนังเหล่านั้น อาจเป็นเพราะต้องการความแปลกใหม่หรืออย่างไรก็ไม่ทราบ แต่เพราะในหนังมีอยู่ฉากหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงความสามารถของกฤษณะ ในการจดจำสิ่งต่างๆที่อยู่ตรงหน้าแล้วเอามาเลียนแบบได้ นั่นคือตอนที่กฤษณะเดินทางไปสิงคโปร์ และได้พบกับชายชาวจีนคนหนึ่งรำมวยจีนอยู่ กฤษณะได้จดจำและเอาท่วงท่าเหล่านั้นมาใช้ในการต่อสู้นั่นเอง แต่จะว่าไปคิวบู๊ในเรื่องก็ไม่ถึงกับว่าดีมากนะครับ ตามมาตรฐานหนังอินเดียก็อาจจะพอกล้อมแกล้มไปได้ แต่ถ้าตามมาตรฐานของ เฉิงเสี่ยวตงแล้ว ถือว่างั้นๆนะครับ แถมคิวบู๊ยังต้องอาศัยบลูสกรีนมาเสริมอีกต่างหาก ก็ดูไม่เนียนกันไปตามสไตล์หนังอินเดียเค้าน่ะแหละ แต่การตัดต่ออะไรก็ทำให้ออกมาสนุกดี โดยเฉพาะคิวบู๊ตอนสุดท้ายที่ลูกน้องกรูกันเข้ามาอย่างไม่มีเหตุผล จนนึกไม่ออกว่าทำไมนักวิทยาศาสตร์คนนึง ต้องจ้างลูกน้องไว้เยอะขนาดนี้ด้วย(ฟระ)

null

แต่ถึงลูกน้องจะบานตะไทแค่ไหนก็เสร็จพี่กฤษณะแกทุกราย ที่น่าเสียดายก็คือ ในเรื่องไม่มีคู่ต่อสู้ประเภทที่ความสามารถสูสีกับ Krrish เลย ส่วนมากจะเป็นลูกกระจ๊อกรุมเอาซะมากกว่า ก็หวังว่าภาค 2 จะมีมาให้นะครับ ส่วนตัวแล้วผมมองว่า หฤติก เหมาะมากนะครับกับบทกฤษณะ ด้วยรูปร่างที่สูงล่ำเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว หน้าตาคมเข้มและแววตาขี้สงสารอะไรมันใช่หมดเลยครับ จึงไม่น่าแปลกใจที่ฉากดราม่าบางฉากของกฤษณะจะทำให้เราหลั่งน้ำตาได้ อีกท้ังเรื่องการออกลีลาคิวบู๊อะไรนี่ไม่ต้องห่วงครับ เพราะแต่ละกระบวนท่าของพี่ติ๊ก(เรียกตามแบบที่แฟนคลับสาวๆในไทยเรียกกัน)นั้น หนักแน่นดุดันจนดอนนี่ เยน ยังต้องมีหนาวเลยทีเดียว แถมหุ่นพี่แกนี่เรียกว่า ทำผมนอนอิจฉาไปหลายวันเลย อยากจะมีหุ่นอย่างพี่เค้ามั่ง ต้องทำยังไงดีเนี่ย ส่วนน้องพีค เอ๊ย ปรียังคะของเรา (เห็นปากเจ่อเหมือนกันเลยเรียกผิดซะงั้น) ก็เล่นได้ดีครับ ดูเป็นสาวบ๊องๆดี แต่ที่เอาใจไปเลยต้อง ป้าเรขา ที่เล่นเป็นย่าของกฤษณะ คนนี้นี่ระดับเทพของแท้ สมกับที่ฝากฝีไม้ลายมือในวงการมากว่า 40 ปีจริงๆ เรียกว่าฉากไหนที่พี่ติ๊กมาป๊ะหน้ากับป้าเรขาแล้วล่ะก็ ใครที่รู้ตัวว่าอ่อนไหวง่ายก็ขอให้เตรียมทิชชู่หรือผ้าเช็ดน้ำตาไว้ให้ดีก็แล้วกัน

ไหนจะดนตรีประกอบที่โหมกระหน่ำคอยกระตุ้นหัวใจผู้ชมตลอดเวลาอีก เรียกว่างานเบื้องหลังนี่ก็ใช่ย่อยเหมือนกัน เพราะเรื่องของเพลงเป็นเสน่ห์ของหนังอินเดียอยู่แล้วครับ โดยเฉพาะเพลงในฉากบู๊ทำมาได้ถึงใจทีเดียว พอพูดถึงฉากบู๊แล้ว ก็อย่างที่บอกแหละครับว่าเรื่องนี้บู๊น้อยมาก โดยเฉพาะพาร์ทแรก (หนังอินเดียส่วนใหญ่แบ่งเรื่องเป็นสองพาร์ท)นี่ ไม่มีให้เห็นแม้แต่หมัดเดียว เพิ่งจะมามีในพาร์ทสอง คือตอนที่กฤษณะมาสิงคโปร์แล้ว และถ้าใครที่อยากเห็นหนังบู๊แบบ ระเบิดอาคาร ผลาญถนน คนเลือดสาด ขอให้ผ่านไปเลยครับ เพราะฉากบู๊ในเรื่องค่อนข้างจะซอฟท์เอามากๆ เนื่องจากกฤษณะนั้นเป็นคนค่อนข้างมีเมตตา ไม่ได้โหดอะไรมากมาย แม้บุคลิกและหน้าตาตอนอยู่ในชุดยูนิฟอร์มจะดูโหดเอามากๆก็ตาม แต่ก็ดีไปอีกแบบครับ หนูๆน้องๆจะได้ดูกันได้ เพราะไม่โหดมาก และคาแรคเตอร์น่ารักๆของกฤษณะก็เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเยาวชนได้ เรียกได้ว่าเป็นหนังบู๊ที่ดูกันได้ทุกวัย และทุกเพศ(โดยเฉพาะเก้งกวาง ถ้าได้เห็นซิกซ์แพ็คพี่ติ๊กแล้วล่ะก็คงตัวสั่นกันเป็นแถว เหอะๆ)

null

ส่วนฉากกุ๊กกิ๊กอะไรก็มีบ้าง (ไม่บ้างหรอก เยอะเลยแหละ) ตามสไตล์หนังอินเดีย กว่าพระเอกนางเอกจะรู้จักชื่อจริงกันก็ปาเข้าไปเกือบครึ่งชั่วโมงแล้ว และคำพูดหวานๆแต่ละคำที่อีตากฤษณะเอามาจีบนางเอกนี่ก็นึกว่า ไชยา มิตรชัย ปะทะ กุ้ง สุธิราช มาพูดเอง คือหวานเลี่ยนออกแนว ลิเก๊ ลิเก มาแต่ไกล จนคนฟังนี่จะอ้วกแตกตายซะให้ได้ ถึงว่าสิ ทำไมพวกตลกถึงชอบพูดกันว่า “อันลิเกเฮฮามาจากแขก เฮ้!” เพราะต้นกำเนิดมันอยู่ที่นี่นี่เอง และบางคนอาจจะสงสัยว่า พระเอกจีบนางเอกแบบนี้ จะมีฉากร้องเพลงวิ่งข้ามเขาหรือเปล่า จะเหลือเหรอครับ! ก็บอกอยู่แล้วว่ากฤษณะเติบโตมาในแถบเชิงเขา แถมนางเอกมาเที่ยวบ้านพระเอกถึงที่ มีอย่างที่ไหนที่เขาจะปล่อยฉากคลาสสิคให้หลุดลอยไป ทำงั้นได้ไง เสียชื่อหนังอินเดียหมด แต่ก็อย่างว่าแหละครับ เป็นเสน่ห์ของหนังอินเดียทุกเรื่องอยู่แล้ว และก็อาจจะเป็นเพราะอย่างนี้แหละครับ ที่หลายคนค่อนข้างเอือมกัน และทำให้หนังอินเดียไม่โกอินเตอร์เท่าไหร่นัก เพราะยังเจาะตลาดคนในประเทศตัวเองอยู่

ถ้าตัดเรื่องความสมเหตุสมผลออกไป แล้วมองกันที่ตัวคาแรคเตอร์และการดำเนินเรื่องแล้ว Krrish ก็ถือเป็นหนังอีกเรื่องที่ดูได้สนุก ประทับใจพอสมควร ผมดูจบแล้วยังชอบเลย โดยเฉพาะบทสรุปของเรื่องที่ทำออกมาได้อบอุ่นมาก แม้กระทั่งจะอยู่ในฉากที่ต่อสู้กันอยู่ก็ตาม ไปจนกระทั่งฉากจบของเรื่อง ตั้งแต่ดูหนังมายังไม่เคยเห็นหนังบู๊เรื่องไหนที่ทำช่วงท้ายได้อบอุ่นหัวใจเท่าเรื่องนี้มาก่อน จนแม้แต่ผมเองก็ยังอดเสียน้ำตาไม่ได้เลย ก็ต้องชื่นชมคนเขียนบทและนักแสดงทุกท่านที่ทำหน้าที่ได้อย่างดี ที่สำคัญคือบทของแต่ละคนมีความเด่นในตัวเอง แม้กระทั่งบทเล็กๆอย่าง วิกรม ที่ออกมานิดเดียวแต่ก็มีความสำคัญต่อเนื้อเรื่องเป็นอย่างมาก น่าเสียดายที่ยังไม่ได้ดู Koi… Mil Gaya มาก่อน ไม่อย่างนั้นคงดู Krrish ได้อย่างถึงอรรถรสมากกว่านี้ แต่ถ้าถามว่าถ้าไม่เคยดู Koi… Mil Gaya มาก่อนแล้วมาดู Krrish จะรู้เรื่องมั้ย บอกได้เลยว่า รู้เรื่องครับ เพราะมันจะเท้าความให้ และไม่สปอยล์ภาคแรกอีกต่างหาก ถึงตอนนี้ผมก็คงต้องขอตัวไปหา Koi… Mil Gaya มาดูก่อนล่ะครับ แล้วถ้าโอกาสอำนวยเมื่อไหร่จะเอามารีวิวกันอีกที

null

หากใครที่เบื่อกับบทพระเอกซุปเปอร์ฮีโร่สุดเก๊กตามสไตล์ฮอลลีวู้ดแล้วล่ะก็ ลองแวะมาลิ้มรสซุปเปอร์ฮีโร่พันธุ์โรตีอย่าง Krrish กันดูบ้าง แม้ตัวหนังจะไม่ได้ขายความครีเอท ทางแนวคิดเหมือนฮอลลีวู้ด แต่ก็เป็นหนังที่ดูง่าย สนุก น่าติดตาม ความสมเหตุสมผลอาจมีไม่มาก แต่ก็ได้แง่คิดและความประทับใจมาทดแทน ถือได้ว่าเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับคนที่ไม่ชอบอะไรที่จำเจ หรืออยากจะลองอะไรที่มันแหวกแนวดูบ้าง Krrish ก็เป็นอีกหนึ่งช้อยส์ที่ส่วนตัวแล้วแนะนำให้หามาดูกันดีกว่า ลองมาเปิดใจดูหนังอินเดียซักเรื่อง สำหรับ Krrish ก็เป็นหนังซุปเปอร์ฮีโร่ที่บ่งบอกความเป็นอินเดียในหลายๆด้าน ตั้งแต่เครื่องแต่งกาย ยันไปถึงสูตรสำเร็จอย่างเพลง คิวบู๊เว่อร์ๆ ฉากบอกรักสุดเลี่ยน แม้จะเป็นสิ่งที่หลายคนเอียน แต่ก็ต้องยอมรับได้ว่า เพราะฉากเหล่านี้แหละ ที่ทำให้หนังอินเดียเติบโตมาจนทุกวันนี้ เอาเป็นว่าแค่หนังเรื่องนี้เป็นหนังซุปเปอร์ฮีโร่อินเดียที่หาดูได้ยาก พระเอกสุดบึ้กพอๆกับ Captain America และรายได้ที่ฮิตถล่มทลายในอินเดีย คงมากพอที่จะทำให้หลายๆท่านอยากจะสรรหามาชมกันนะครับ

คะแนนรวม  8.5/10

null

ฉากเด็ด

ฉากที่กฤษณะเดินทางมาสิงคโปร์แล้วพบกับ คริสเตียน ลี (ปินเซี่ย) หนุ่มชาวจีนที่รำมวยจีนเพื่อเอาเงินไปรักษาน้องสาว กฤษณะได้จดจำท่ารำมวยจีนของลีจนหมดสิ้น และเมื่อลีเกิดอุบัติเหตุในการแสดง กฤษณะก็สวมวิญญาณฮีโร่โชว์ท่ารำกังฟูที่ได้จดจำมาเมื่อครู่นี้อย่างสวยงาม ฉากนี้นอกจากจะแสดงถึงคาแรคเตอร์ของกฤษณะในทุกด้านแล้ว ยังจะได้เห็นพี่ติ๊กของเราร่ายรำท่าต่างๆด้วยตัวเอง แบบโนแสตนด์อิน โนสตั๊นท์ (แต่มีสลิงนิดๆ)
ตัวอย่างภาพยนตร์

ขอขอบคุณข้อมูลจาก วิกิพีเดีย Wikipedia

Directed by Rakesh Roshan
Produced by Rakesh Roshan
Screenplay by Sachin Bhowmick
Rakesh Roshan
Akash Khurana
Honey Irani
Robin Bhatt
Sanjay Masoom
Story by Rakesh Roshan
Starring Rekha
Hrithik Roshan
Priyanka Chopra
Naseeruddin Shah
Sharat Saxena
Music by Rajesh Roshan
Salim Sulaiman
Cinematography Santosh Thundiyil
Piyush Shah
Editing by Amitabh Shukla
Distributed by Filmkraft Productions (I) Pvt. Ltd.
Release date(s) June 23, 2006
Running time 185 minutes
Country India
Language Hindi
English
Cantonese
Budget 45 crore (US$9.13 million)[1]
Box office 117 crore (US$23.73 million)[2]

null

ไม่นานมานี้มีโอกาสได้ชมละครเรื่อง เรือนแพ ทางช่อง 5 จนจบเรื่อง ด้วยเสียงเพลงลูกกรุงอันไพเราะเพราะพริ้งพาลให้ผมนึกถึงหนังเรื่องหนึ่งในวัยเด็กที่ชอบมากเรื่องหนึ่ง ซึ่งตลอดทั้งเรื่องนอกจากจะเข้มข้นด้วยเนื้อหาแล้ว ยังมีเพลงลูกกรุงสุดคลาสสิคที่ช่วยกล่อมเกลาจิตใจผมให้เป็นผู้เป็นคนขึ้นมาได้ (ขนาดนั้นก็เว่อร์ปายยย) และหนังเรื่องนั้นก็คือเรื่องที่ท่านกำลังอ่านอยู่นี่แหละครับ ฟ้าทะลายโจร หรือในชื่อภาษาอังกฤษสุดเศร้าว่า Tears of The Black Tiger (น้ำตาเสือดำ) ผลงานการกำกับของ วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง ผู้กำกับไทยที่ผมชอบมากๆ การปรากฏตัวของฟ้าทะลายโจรนั้น แม้จะทำรายได้ไม่มากไม่มายนักในบ้านเรา แต่ในต่างประเทศนั้น เรื่องนี้ได้รับเสียงตอบรับที่ดีทีเดียว ทำให้วิศิษฎ์ยังพอมีเครดิตในการทำหนัง(ให้กับไฟว์สตาร์)บ้างอยู่ประปราย และกลายเป็นหนึ่งในผู้กำกับที่ดีที่สุดอีกคนของประเทศไทย

ฟ้าทะลายโจร เป็นหนังที่ดัดแปลงมาจากบทประพันธ์สุดคลาสสิคและแสนรักของ ศ.จินดาวงศ์ ซึ่งก็ดัดแปลงมาจากเรื่องราวของบรรดาโจรมือหนึ่งที่ออกปล้นสะดมในสมัยนั้น ซึ่งมักเรียกกันติดปากว่า “เสือ” คือเปรียบเทียบความโหดเหี้ยมของโจรกับเสือที่เป็นสัตว์นั่นเอง แต่มีการปรับเปลี่ยนจากบทพระเอกที่ควรจะเป็นของตำรวจให้กลายเป็นไอ้เสือเสียเอง โดยมีสไตล์การสร้างที่ตั้งใจให้ไม่สมจริง ไม่ว่าจะเป็นฉาก การแสดงของตัวละคร และบทพูด แต่ยังแสดงความเคารพต่อบทประพันธ์เอาไว้ ด้วยเสียงวิจารณ์ในแง่ดี บวกกับการแสดงที่ตรึงใจ ทำให้สองนักแสดงนำชาย เก่ง – ชาติชาย  งามสรรพ์ ผู้รับบทเป็น เสือดำ และ ต๊อก – ศุภกรณ์  กิจสุวรรณ ผู้รับบทเป็น เสือมเหศวร กลายเป็นดาราหนุ่มที่มีงานแสดงเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ยกเว้นก็แต่ สเตลล่า  มาลูกี้ ผู้รับบทเป็น รำเพย นางเอกของเรื่อง ที่ออกจากวงการไปแต่งงาน แต่กลับต้องประสบกับมรสุมชีวิตจากโรคร้าย และได้นำเรื่องราวชีวิตมาเล่าผ่านรายการ ตีสิบ เมื่อไม่นานมานี้
null

ฟ้าทะลายโจร นำพาผู้ชมเข้าสู่บรรยากาศในช่วงประมาณปี 2500 ในยุคที่เมืองไทยชุกชุมไปด้วยบรรดา “เสือ” ทั้งหลายแหล่ ที่ออกปล้นสะดมกันเป็นกลุ่มเป็นก๊ก หนึ่งในนั้นคือชุมโจรของ เสือฝ้าย(สมบัติ เมทะนี) โจรอาวุโสผู้เปี่ยมพิษสง พร้อมด้วยสมุนมือซ้ายอย่าง เสือมเหศวร(ศุภกรณ์ กิจสุวรรณ) และสมุนมือขวา เสือดำ(ชาติชาย งามสรรพ์) ความร้ายกาจของชุมโจรเสือฝ้ายทำให้ พระยาราชเสนา(ไพโรจน์ ใจสิงห์) ผู้ว่าฯพระนคร(กรุงเทพ) ต้องเรียกตัว ผู้กองกำจร(พศิน เรืองวุฒิ) ตำรวจหนุ่มไฟแรงคู่หมั้นของ รำเพย(สเตลล่า มาลูกี้) ลูกสาวของพระยาราชเสนามาช่วยปราบ แต่ท้ายที่สุดกำจรก็ต้องพลาดท่า เมื่อต้องปะทะกับโจรหนุ่มไฟแรงเช่นกันอย่าง เสือมเหศวรและเสือดำ เสือดำได้รับหน้าที่ให้ยิงกำจรทิ้ง ก่อนตายกำจรฝากข่าวเสือดำไปบอกถึงรำเพย คู่หมั้นของเขา ว่าตัวเขาได้ตายในหน้าที่เสียแล้ว และทันทีที่เสือดำได้เห็นรูปรำเพย เขาก็ต้องตกตะลึง ก่อนจะปล่อยให้กำจรหนีไป

แท้จริงแล้วเสือดำเคยรู้จักกับรำเพยมาตั้งแต่เด็ก เพราะพระยาพานทองเป็นสหายกับ กำนันเดื่อ(ครรชิต ขวัญประชา) พ่อของดำ ในวัยเด็กดำปกป้องรำเพยจากการถูกรังแกจนได้รับบาดเจ็บ ความซาบซึ้งทำให้รำเพยมอบหีบเพลง(ฮาร์โมนิก้า) ให้กับดำไว้ ก่อนจะจากไป ดำรู้ดีว่าตนเองต่ำต้อย เมื่อเข้าเรียนมหาวิทยาลัยและได้พบกับรำเพยอีกครั้้ง เขาพยายามแสร้งเป็นไม่รู้จักรำเพย แต่เมื่อรำเพยโดนเพื่อนนักศึกษารังแกอีกครั้ง ทำให้ดำต้องเปิดเผยตัวตน แต่ก็ต้องแลกมากับการโดนไล่ออก ดำใช้เวลาในช่วงนี้ฟื้นความสัมพันธ์กับรำเพยอีกครั้ง ก่อนจะกลับไปหาพ่อ แต่ปรากฏว่าพ่อถูกฆ่าตายเพราะมีคนต้องการเป็นกำนันแทนพ่อของเขา ดำโกรธจัดตามไปแก้แค้นแต่สู้ไม่ไหว โชคยังดีได้เสือฝ้ายมาช่วย และรับดำเข้ามาในชุมโจรกลายเป็นเสือดำจนทุกวันนี้ และปฏิบัติการต่อไปของเสือฝ้ายก็คือ ถล่มผู้กองกำจรให้ราบ ในวันแต่งงานของกำจรกับรำเพย และถึงเวลาแล้วที่ดำจะต้องเลือกระหว่าง เสือฝ้าย ผู้มีพระคุณ กับ รำเพย คนรักของเขาที่อาจเกิดอันตรายจากการบุกถล่มของเสือฝ้ายได้ทุกเวลา

ตัวละครหลัก

null

เสือดำ(เก่ง – ชาติชาย  งามสรรพ์) โจรหนุ่มผู้สุขุม เงียบขรึม ฝีมือเฉียบขาด เสือฝ้ายเห็นแววจึงรับเขามาเป็นมือขวา เป็นคนรักของรำเพย มีน้ำใจ เสียสละ และค่อนข้างอ่อนไหว

null

รำเพย ราชเสนา(สเตลล่า มาลูกี้) ลูกสาวของพระยาพานทอง เป็นสาวสังคมสูงผู้ทะนงในศักดิ์ศรี ชายเดียวที่เธอยอมสยบให้คือ ดำ แต่เธอก็ต้องถูกคลุมถุงชนให้แต่งงานกับกำจรโดยที่เธอไม่ได้เต็มใจเลยแม้แต่น้อย

null

เสือมเหศวร(ต๊อก – ศุภกรณ์  กิจสุวรรณ) เสือหนุ่มผู้มีนิสัยตรงข้ามกับเสือดำโดยสิ้นเชิง เดิมทีหมั่นไส้เสือดำที่มาแย่งตำแหน่งมือขวาไปจากตน แต่ด้วยความดีของเสือดำก็ทำให้เสือมเหศวรยอมสาบานเป็นเพื่อนกับเสือดำ แต่เขาจะทำตามคำสาบานได้จริงหรือ?

null

ร.ต.อ.กำจร(เอ – พศิน  เรืองวุฒิ) นายตำรวจหนุ่มไฟแรงผู้หมายล้างบางไอ้เสือให้หมดสิ้นไป หยิ่งทะนงในศักดิ์ศรียิ่งกว่ารำเพยเสียอีก ทำได้ทุกอย่างเพื่อเอาชนะในสิ่งที่ตนต้องการ แต่ดูเหมือนกับว่า ยิ่งเขาไขว่คว้า มันก็ยิ่งว่างเปล่า

null

เสือฝ้าย(สมบัติ เมทะนี) เสืออาวุโสผู้โหดเหี้ยม เป็นคนชอบให้โอกาส ชุบเลี้ยงดำมาในฐานะของมือขวา เป็นคนใจเด็ด กล้าได้กล้าเสีย ประกาศิตของเขาคือ “ใครหักหลังเสือฝ้าย มันต้องตาย!!!”

พูดถึงตรงนี้ก็นึกถึงตอนเด็กที่เคยรบเร้าขอให้พ่อพาไปดูเรื่องนี้ในโรงครับ เพราะอยากรู้ว่าเรื่องมันเป็นยังไง ด้วยความที่พ่อไม่มีเวลาพาไปก็เลยสปอยล์หนังแบบหลอกๆว่า เรื่องนี้นะ นางเอกชื่อฟ้า แล้วถือปืนมาไล่ฆ่าโจร เลยได้ชื่อว่า ฟ้าทะลายโจรไงล่ะ ไอ้ผมก็จำฝังใจจนกว่าจะมีโอกาสได้ชมจริงๆก็ 5-6 ปีต่อมานู่นแน่ะ และเนื้อเรื่องจริงๆของมันก็อย่างที่ผมเล่ามาน่ะแหละครับ และเมื่อได้ชมแล้วก็รู้สึกว่ามันยอดเยี่ยมมากๆ ในส่วนของบทก็เล่นกันตามบทประพันธ์ซึ่งแต่งได้ดีอยู่แล้ว ไม่ขอยกมาพูดอะไรมากนะครับ เพราะไม่เคยอ่านฉบับนิยายมาก่อน แต่เนื้อเรื่องก็ดูเป็นเหตุเป็นผลดี และได้อารมณ์ตามสไตล์หนังคาวบอยไทยย้อนยุค ในขณะเดียวกันก็เป็นการบ่งบอกสไตล์การทำหนังของวิศิษฏ์ คือค่อนไปทางแฟนตาซี สังเกตได้จากผลงานต่อๆมาของเขาอย่าง หมานคร , เปนชู้กับผี , อินทรีแดง ก็ยังเป็นฮีโร่ที่ความเว่อร์มากกว่าความมันส์อย่างเห็นได้ชัด

ดังนั้นหลายสิ่งหลายอย่างจึงตั้งใจให้ดูไม่สมจริง ไม่ว่าจะเป็นฉากที่ดำเป่าหีบเพลงอยู่กลางทุ่งหญ้า โดยมีแบ็คกราวนด์เป็นภาพเขียนรูปอาทิตย์ยามลับขอบฟ้า และดำก็นั่งอยู่บนต้นไม้ที่พร็อบขึ้น การแสดงออกของตัวละครที่ดูโอเวอร์แอ็คติ้ง และบทพูดสวยหรูที่ริปมาจากบทประพันธ์ ทำให้เมื่อตอนที่ชมอยู่ไม่รู้สึกว่ากำลังดูหนัง แต่กำลังชมละครเวทีอยู่ นอกจากนี้ยังมีการปรับฟิลเตอร์ภาพให้สวนทางกับความเป็นจริง ขับเน้นให้ทุกอย่างในฉากดูมีสีสันฉูดฉาดขึ้น ตามสมัยนิยมในตอนนั้น (ไม่ได้เน้นสีฉูดฉาดที่โปรดักชั่นอยู่แล้วอย่าง แหยมยโสธร) ดังนั้นการดำเนินเรื่อง คาแรคเตอร์ตัวละคร และองค์ประกอบอื่นๆของหนังดังที่กล่าวมานั้นก็มีลักษณะและทิศทางที่คล้ายคลึงกับละครเวที  แม้จะไม่ให้อารมณ์ที่สดเท่า แต่ก็ถือว่าสนุกและน่าติดตาม รวมทั้งยังมีกลิ่นอายแบบเซอร์เรียลลิสม์อยู่ประปรายตลอดเรื่อง

null

นอกจากการดำเนินเรื่องที่กระชับแล้ว วิศิษฎ์ยังให้ความสำคัญในส่วนของการตัดต่อภาพอันน่าตื่นตาตื่นใจ และฉากแอ็คชั่นแบบคลาสสิคที่ค่อนข้างเหนือมาตรฐานหนังไทยทั่วไป วิศิษฏ์บันดาลให้ฉากระเบิดภูเขาเผากระท่อมที่คนไทยเราคุ้นเคย(ซึ่งส่วนใหญ่มาจากหนังอาหลองและหนังพันนา ฤทธิไกร) กลายเป็นฉากแอ็คชั่นที่ดูตื่นตา ให้อารมณ์ความคลาสสิคแบบหนังบู๊ไทย แต่ดูไม่ซ้ำซากจำเจ มีการใช้คอมพิวเตอร์กราฟฟิคมาช่วยสร้างสรรค์ให้ดูเหนือจริงมากขึ้น มุมกล้องและการกำกับภาพที่สวยงาม อีกทั้งการตัดต่อที่ฉับไว ให้อารมณ์ลุ้น ก็ช่วยทำให้หนังมีความน่าติดตาม และดูสนุกไปกับทุกฉาก แม้ฉากบู๊จะมีไม่มาก แต่ฉากบู๊ทุกฉากก็ล้วนแต่ส่งผลต่อเนื้อเรื่องและพัฒนาการของตัวละครแต่ละตัว ไม่เหมือนหนังบู๊ทั่วๆไปที่สักแต่ว่าใส่ๆฉากบู๊เข้าไปพอให้คนดูหายกลุ้ม

จะว่าไปแล้วฉากบู๊ของวิศิษฎ์ก็ค่อนข้างมีความฮาร์ดคอร์อยู่ไม่น้อย แม้จะไม่ถึงกับสยดสยองแต่ก็เรียกได้ว่าค่อนข้างโหด ลองนึกภาพคนเวลาถูกยิงแล้วเลือดทะลักออกมาราวกับน้ำมันที่เติมรถเต็มถังแล้วมันล้นทะลักออกมาดูสิ นั่นแหละ ประมาณนั้นเลย ออกแนวเลือดสาดเลยว่างั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่ผลงานต่อๆมาซึ่งมีฉากบู๊เหมือนกันอย่าง อินทรีแดง จะมีคิวบู๊แบบฮาร์ดคอร์เลือดสาดไม่แพ้กัน ต่างกันตรงที่ใน ฟ้าทะลายโจร จะเป็นคิวบู๊ที่ดวลด้วยปืน ส่วนอินทรีแดงจะเป็นคิวบู๊แบบมาร์เชียลอาร์ตมากกว่า ส่วนตัวผมดูแล้วก็บอกตรงๆเลยว่าทั้งฉากทั้งเอฟเฟคท์อะไรมันรุนแรงจริง แต่ผมก็ยังชอบนะ คือมันดูแล้วรู้สึกสะใจจริงๆ แม้จะโดนยิงกันแค่นัดเดียวแล้วตาย แต่ก็เป็นนัดเดียวที่ดูแล้วรู้สึกกระชากใจ และสะใจมากกว่าโดนถล่มยิงจนพรุนซะอีก

null

กว่าจะได้คิวบู๊ที่สวยงาม ส่วนหนึ่งนั้นก็เป็นเพราะความสามารถของนักแสดง นับว่ามีการแคสติ้งมาค่อนข้างดี ไม่ว่าจะเป็นคุณเก่งและคุณต๊อก ที่เล่นเป็นเสือดำและเสือมเหศวร คู่นี้เรียกได้ว่าเท่ไปคนละแบบ เสือดำก็จะเป็นแนวขรึมๆ ซีเรียส ในขณะเดียวกันก็อบอุ่น อ่อนโยน คือพระเอกแบบสัสๆ ส่วนเสือมเหศวรก็จะมาในโทนตรงข้ามกัน คือกะล่อน เจ้าเล่ห์ ใจร้อน วู่วาม ประมาณ คลินท์ อีสต์วู้ด มาปะทะกับ คลาร์ค เกเบิล ทำนองนั้น และที่ขาดไม่ได้คือนักแสดงอาวุโส อย่างคุณสมบัติ เมทะนี ที่เล่นได้มีพลังและทำให้ผมขนลุกไปกับทุกฉาก กับคาแรคเตอร์ของเสือฝ้าย ขุนโจรผู้ทระนง และทำได้ทุกอย่างเพื่อให้ตนเองอยู่รอด เรียกว่าถ้าสามคนนี้มาประชันกันในซีนเมื่อไหร่ ผมว่าคนดูคงไม่อาจละสายตาไปได้อย่างแน่นอน เพราะคงจะอดเสียดายไม่ได้แน่ๆ

ส่วนนางเอกของเรื่อง คุณสเตลล่า มาลูกี้ที่รับบทเป็นรำเพย แม้จะเป็นหนังเรื่องแรกที่ได้เล่น แถมต้องเล่นเป็นนางเอกอีก แต่ก็ถือได้ว่าทำได้ดีพอสมควร ด้วยหน้าตาที่เป็นผู้ดีมาแต่แรกก็นับว่าโอเคแล้ว ยังมีการแสดงโทนดราม่าที่ทำได้ดี และดูแล้วรู้สึกสงสารและเห็นใจในชะตาของตัวละครตัวนี้ ตามแบบคุณหนูไฮโซทั่วไปที่มีพร้อมทุกอย่างยกเว้นอิสระในความรัก ส่วนคู่หมั้นของรำเพยอย่างผู้กองกำจรที่เล่นโดยคุณเอ ในส่วนของการแสดงผมว่าทำได้ดีนะครับ แต่ดูไม่เหมาะกับบทเท่าไหร่ เพราะคุณเอตัวเล็กไปหน่อย (ถ้าเป็นแบบ ดอม เหตระกูล ได้คงจะน่าลุ้นกว่านี้) หรืออาจเป็นความตั้งใจของผู้กำกับ ที่เพราะว่าพระเอกของเรื่องเป็นโจร ก็เลยต้องการถ่ายทอดหนังออกมาให้โจรดูเท่กว่าตำรวจก็อาจเป็นไปได้ คืออย่าว่าแต่ฝีมือเลย แค่ท่าชักปืนออกมามันก็คนละชั้นกันแล้ว

null

และอีกปัจจัยหนึ่งที่ช่วยให้หนังดูมีความสมบูรณ์และดูสนุกมากขึ้น เห็นทีจะไม่พ้นเพลงประกอบและดนตรีประกอบ ที่มีทั้งความไพเราะและให้อารมณ์เป็นอย่างมาก อย่างดนตรีประกอบ โดยเฉพาะธีมของชุมโจรเสือฝ้าย ผมว่าเป็นทำนองที่ไพเราะและให้ความเท่ไม่แพ้เพลงเปิดตัวของเฮียหลิวเต๋อหัวในผู้หญิงข้าใครอย่าแตะเลยทีเดียว ที่สำคัญคืออีกเพลงหนึ่งที่เป็นเพลงประจำตัวของเสือดำเลยก็ว่าได้ นั่นก็คือเพลง ใครจะเมตตา ขับร้องโดย คุณวิระ บำรุงศรี จากต้นฉบับโดย คุณเลิศ ประสมทรัพย์ โดยในหนังจะใส่เฉพาะเวอร์ชั่นของคุณวิระอย่างเดียว เป็นเพลงจังหวะเร็วๆ โดดเด่นด้วยเสียงไวโอลิน เนื้อหาเอ่ยถึงความเหงา ที่ขาดไร้คนเคียงข้างและอยากจะหวังให้ใครสักคนมาเมตตา “ตัวฉัน ทุกวันแสนตรม ขาดคู่ชมระทมตรมอยู่ผู้เดียว” นอกจากนี้ยังมีอีกหลายเพลงเลยครับที่นำเอาเพลงดังๆในยุคนั้นมาประกอบให้เข้ากับเนื้อเรื่อง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเพลงจากวงสุนทราภรณ์ เช่นเพลง พรหมลิขิต เป็นต้น

แม้จะเป็นหนังที่ได้การถ่ายทำที่ดี เพลงประกอบดี และการตัดต่ออันเร้าใจ แต่อาจเป็นเพราะความพยายามให้เหมือนหนังย้อนยุคมากเกินไป ทำให้การถ่ายทอดอารมณ์ของตัวละครนั้นดูโอเวอร์แอ็คติ้งเกินจนดูไม่เป็นธรรมชาติ (เห็นได้ชัดในบทเสือมเหศวร ของคุณต๊อก ศุภกรณ์) ซึ่งมีอยู่หลากหลายในหนังไทยยุคก่อน แต่กับยุคปัจจุบันก็ไม่ทราบว่าผู้กำกับอย่างคุณวิศิษฏิ์ จงใจจะรักษาภาพลักษณ์เอาไว้ แต่ดูไปๆมาๆ ก็เหมือนจะเป็นหนังตลกกลายๆไป นอกจากนี้ ตอนสุดท้ายของเรื่องที่ทำออกมาเหมือนจะให้ดูเศร้า กลับขาดการให้อารมณ์ร่วมกับคนดู จนฉากนั้นดูตลกไปแทนที่จะเศร้าและเห็นใจตัวละคร แต่จะว่าไปก็เหมือนเป็นลายเซ็นของคุณวิศิษฎิ์เขานะครับ กับการถ่ายทอดอารมณ์โอเวอร์แอ็คติ้งเหล่านี้ ซึ่งมีมาให้เราได้เห็นกันในหนังของเขาทุกเรื่อง

null

ฟ้าทะลายโจร เป็นหนึ่งในหนังโรแมนติกแอ็คชั่นไม่กี่เรื่อง ที่ดูจะทำได้เข้าถึงทั้งโรแมนติกและแอ็คชั่น เป็นเสมือนเหล้าเก่าในขวดใหม่ เนื้อเรื่องดูง่ายๆ ตามสไตล์หนังไทยยุคคลาสสิค แต่ได้การถ่ายทำด้วยเทคนิคดีระดับเทพ ผสานความเป็นแฟนตาซีเล็กๆ ได้อารมณ์หนังคาวบอยไม่น้อย เอาเป็นว่าให้คนเฒ่าคนแก่ดูก็สนุกจนน้ำหมากกระจายได้เหมือนกัน ส่วนตัวแล้วผมยกให้เป็น แฟนฉันเวอร์ชั่นคาวบอยไปเลย และเชื่อว่า มันอาจจะเป็นหนังโรแมนติกแอ็คชั่นพันธุ์ไทยอีกเรื่องหนึ่ง ที่เมื่อดูจบแล้วคงจะกระชากใจคนไทยไปไม่มากก็น้อย และเสือดำ ก็จะกลายเป็นพระเอกในคราบผู้ร้ายที่ดูโดดเด่นที่สุดในวงการหนังไทยไปอีกนาน

คะแนนรวม  8/10

ฉากเด็ด

ฉากเสือดำ VS เสือมเหศวร ในช่วงท้ายของเรื่อง ดูจะเป็นฉากที่แสดงถึงศักยภาพทั้งหมดทั้งมวลของเสือดำ พระเอกของเรา กับการตัดสินด้วยกระสุนเพียงนัดเดียว ตามกติกาคาวบอย แต่ขอโทษ มันดูสนุกกว่าดูหนังกราดยิงบางเรื่องซะอีก

ตัวอย่างภาพยนตร์

ขอขอบคุณข้อมูลจาก วิกิพีเดีย

กำกับ วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง
ผลิต นนทรีย์ นิมิบุตร
เขียน วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง
นำแสดง/
ชาติชาย งามสรรพ์
สเตลล่า มาลูกี้
ศุภกรณ์ กิจสุวรรณ
เอราวัต เรืองวุฒิ
สมบัติ เมทะนี
ไพโรจน์ ใจสิงห์
นัยนา ชีวานันท์
ครรชิต ขวัญประชา
สุวินิจ ปัญจมะวัต
เพลง อมรพงศ์ เมธาคุณาวุฒิ
กำกับภาพ ณัฐวุฒิ กิตติคุณ
ตัดต่อ ดุษณีย์ ผุยหนองโพธิ์
เผยแพร่ ไฟว์สตาร์ โปรดักชั่น
ฉาย 28 กันยายน พ.ศ. 2543
ยาว 110 นาที
ประเทศ ไทย
ภาษา ไทย

null

หลังจากย้อนตำนานหนังเกรดสามแห่งวงการหนังฮ่องกงกันไปแล้ว กลับมาเอาใจคอกิมจิกันกับหนัง 18+ อีกเรื่องที่บรรดาคุณผู้ชายในบ้านเรารู้จักกันเป็นอย่างดี กับ Sex is Zero – ปิ๊ดปี้ปิ๊ด ยกก๊วนกิ๊กสาว ที่เรียกได้ว่าเป็นที่รู้จักกันในฐานะของ American Pie เวอร์ชั่นเกาหลีกันเลยก็ว่าได้ อีกทั้งหนังเรื่องนี้ยังฮิตขนาดถึงกับว่าต้องมีภาค 2 ออกมาเอาใจคุณผู้ชมกันต่อ แถมยังทำให้ ลิมชางจุง และ ฮาจีวอน คู่พระนางของเรื่อง กลายเป็นพระนางคู่ขวัญกันในเวลาต่อมา อย่างเช่นเรื่อง Miracle on 1st Street หรือแม้กระทั่งใน Sex is Zero 2 สาวฮาจีวอนก็ยังมารับเชิญในบทเดิมในตอนต้นเรื่องอีกด้วย เรียกว่าเป็นหนังเรทอาร์ในใจของวัยรุ่นแดนกิมจิอีกเรื่องหนึ่งเลยล่ะ ส่วนในไทยเราถึงแม้รายได้จะไม่ฟู่ฟ่า แต่ก็นับว่ากระแสแรงใช่เล่น และเป็นหนังเกาหลีเรื่องแรกๆที่นำมาฉายในไทย

Sex is Zero มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก เนื่องเพราะตัวหนังมีแนวทางที่แหวกไปจากหนังเรทอาร์ทั่วไปของเกาหลี หนังเรทอาร์ส่วนใหญ่ของเกาหลีมักมีเนื้อหาและการดำเนินเรื่องในโทนมืดหม่น และเน้นการกระทำผิดด้านศีลธรรมเป็นส่วนใหญ่ (ซึ่งแน่นอนว่าหมายถึงการคบชู้สู่ชายนั่นเอง) และมักดำเนินฉากเลิฟซีนด้วยลีลาอ่อนไหว ไม่ได้เร่าร้อนเหมือนของฮ่องกงแต่อย่างใด แต่กับ Sex is Zero นั้นกลับแตกต่างออกไปจากหนังเรทอาร์ของเกาหลีเรื่องก่อนๆ โดยการขายความตลกและเอาฮาไปกับการเล่นมุกทะลึ่ง ตลกสัปดน และความสะเพร่าของตัวละคร มากกว่าจะให้ความสนใจไปที่ฉากซั่มกัน เรียกว่าทำให้คนดูฮาจนหงายเงิบมากกว่าจะนั่งปลุกอารมณ์ให้ตื่นก็ว่าได้ ยิ่งถ้าเจอภาคภาษาไทยที่ให้เสียงภาษาไทยโดย พันธมิตรแล้วล่ะก็ ถึงขนาดโคตรของโคตรฮาเลยทีเดียว!!!

null

นักศึกษาเด็กโข่งหนุ่ม ยุนสิก(ลิมชางจุง) กลับมาใช้ชีวิตเด็กปี 1 หลังจากไปทำหน้าที่เป็นรั้วของชาติอยู่หลายปี เขาพักอยู่กับเพื่อนอีกสามคนที่มีดีกรีความหื่นไม่แพ้กัน โดยใช้เวลาว่างไปกับการดูหนังเอวีอย่างเมามันส์ แต่นอกจากนั้นยุนสิกก็ยังมีเพื่อนอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเป็นกลุ่มศิลปะการต่อสู้ของมหาวิทยาลัย นำทีมโดยโค้ชหนุ่ม(ชอยซังกุ๊ก) ที่มักจะเล่นสตั๊นท์แบบผิดคิวตลอดเวลา แต่แล้วก็ต้องมีเหตุการณ์ให้ยุนสิกต้องเปลี่ยนตัวเองครั้งใหญ่ เมื่อเขาได้พบกับ ยุนโย(ฮาจีวอน) สาวสวยดาวมหาวิทยาลัย ยุนสิกและบรรดารูมเมทหนุ่มจอมหื่นร่วมมือกันวางแผนแอ้มยุนโยและเพื่อนๆของเธอ แม้จะไม่ราบรื่น แต่นั่นก็ทำให้พวกเขาได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น แถมโค้ชของยุนสิกกับ ยูมิ(ยูแชยอง) ครูสอนเต้นของยุนโย ก็เกิดปิ๊งปั๊งกันซะด้วยสิ

แต่แล้วยุนสิกก็ต้องอกหัก เมื่อยุนโยดันไปหลงคารม ซองฮู(จองมิน) หนุ่มหล่อจอมเจ้าชู้ที่พยายามตีตัวออกห่างจาก จีวอน(จินแจยัง) แฟนเก่าสุดเอ็กซ์ ซึ่งจีวอนก็ตามจองล้างจองผลาญยุนโยและซองฮูอย่างไม่ยอมเลิกรา ท้ายที่สุดยุนโยก็ตกเป็นของซองฮู แต่แล้วซองฮูก็แสดงธาตุแท้ออกมา โดยการไม่รับผิดชอบลูกของเขากับยุนโยที่กำลังจะลืมตาดูโลก พร้อมกับผลักไสไล่ส่งให้ยุนโยไปทำแท้งซะอย่างไม่ไยดี ก่อนจะหันกลับไประเริงร่ากับรักเก่าอย่างจีวอนอีกครั้ง ยุนสิกรับเป็นพ่อเด็กในท้องของยุนโย และดูแลยุนโยหลังจากทำแท้งเรียบร้อยแล้ว แต่ยุนโยยังต้องมีภารกิจใหญ่คือต้องแสดงเต้นเชียร์ในงานของมหาวิทยาลัย ซึ่งต้องใช้กำลังในด้านขาอย่างมาก ยุนสิกจึงต้องดูแลยุนโยที่ยังไม่หายดีจากอาการแท้ง แล้วต้องไปฝึกเต้นอยู่ตลอดเวลา เพราะอันตรายอาจเกิดขึ้นกับยุนโยได้ทุกเมื่อ

ตัวละครหลัก

null

ยุนสิก(ลิมซางจุง) หนุ่ม(ไม่)น้อย หน้า(ไม่)ใส แต่ใจซื่อ เป็นคนบื้อๆเบ๊อะๆแต่จริงใจ แอบหลงรักยุนโยอยู่ และพร้อมที่จะทำทุกอย่างเพื่อเธอ เห็นหน้าตาแบบนี้ แต่จริงๆแล้วมีความสามารถด้านสตั๊นท์และการแสดงผาดโผนไม่น้อย

null

ยุนโย(ฮาจีวอน) สาวสวยดาวมหาวิทยาลัยขวัญใจยุนสิก ที่มีแววว่ากำลังจะมีอนาคตที่ไปได้สวย แต่ต้องมาสะดุด เพราะท้องกับผู้ชายคนหนึ่ง แล้วต้องทำแท้ง จึงทำให้เธอได้รู้ว่า ใครกันแน่ที่รักเธออย่างแท้จริง

null

โค้ช(ชอยซังกุ๊ก) หนุ่มรุ่นพี่ของยุนสิก ที่ภายนอกดูโหด แต่จริงๆแล้วค่อนข้างกักขฬะ ออกแนวอันธพาลด้วยซ้ำ ชอบเก๊กท่า แต่เวลาเอาจริงแล้ว รั่ว!

null

จีวอน(จินแจยอง) แฟนเก่าของซองฮู นิสัยหยิ่ง ค่อนข้างเอาจริง ไม่ยอมที่ซองฮูทิ้งเธอไปหายุนโย

ซองฮู(จองมิน) หนุ่มหน้าตาดี ภายนอกดูน่าเชื่อถือ แต่จริงๆแล้วเป็นคนขาดความรับผิดชอบ ไม่พอใจใครก็ทิ้ง และเป็นคนที่ทำให้ยุนโยท้องจนต้องทำแท้งในเวลาต่อมา

ในครึ่งแรกของเรื่อง Sex is Zero เปิดตัวในหน้าหนังตลกลามกสัปดน กับกิจกรรมของเหล่าวัยรุ่นหื่นๆที่หมกมุ่นอยู่แต่กับเรื่องเซ็กส์ และการช่วยตัวเอง ตัวละครหนุ่มทุกตัวในเรื่องล้วนแล้วแต่มีอารมณ์หื่นที่ซ่อนลึกอยู่ภายใน ออกแนวถ้ำมองเสียด้วยซ้ำ (ซึ่งก็แน่นอนล่ะ รวมทั้งพระเอกของเราด้วย) มีความสุขกับการได้มองของสงวนของคุณผู้หญิงที่ถูกปกปิดไว้ ซึ่งในช่วงครึ่งแรกนั้นระดมไปด้วยมุกฮาที่ระดมยิงเข้ามาทั้งจากหนังและจากเหล่าทีมพากย์ที่มาช่วยกันสร้างความครื้นเครง กระทั่งเมื่อเนื้อเรื่องเข้าสู่ครึ่งหลัง คือตั้งแต่หลังจากที่ยุนโยมีอะไรกับซองฮูแล้วนั่นเอง ประเด็นที่แท้จริงของเรื่องจึงถูกเปิดเผยภายหลังจากที่กลบไว้ใต้มุกและเสียงฮาอยู่นาน หนังต้องการจะนำเสนอถึงเรื่องเซ็กส์ว่ามันไม่ใช่เรื่องสนุกเลย โดยเฉพาะเซ็กส์ในวัยเรียน ซึ่งไม่ว่าจะมีอะไรกันหรือแค่ออรัลเซ็กส์ก็ตาม แต่มันก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไรเลย รวมทั้งจะฉุดรั้งชีวิตให้ตกต่ำ โดยเฉพาะกับตัวยุนโย นางเอกของเรื่อง ที่ถูกผู้ชายทำให้ท้อง แล้วก็ทิ้ง จนต้องไปทำแท้งในเวลาต่อมา

เมื่อกลับมาดูอีกครั้งเป็นรอบที่ 2 (อั่นแน่ะๆ ดูเพื่อศึกษาจ้า อย่าคิดมาก) ก็พบว่าบรรดามุกตลกเหล่านั้นที่โปรยเอาไว้ตั้งแต่ต้นเรื่อง ไม่ใช่มุกที่คิดกันขึ้นมาเพียงแค่เอาฮาเท่านั้น แต่เป็นมุกที่กลั่นกรองจากการเสียดสีสังคม เรื่องการมีเซ็กส์ของหนุ่มสาว และพยายามบอกเป็นนัยๆ จะเห็นได้ว่าผู้หญิงในเรื่องก็ไม่ได้ใจง่ายไปซะทั้งหมด อย่างครูสอนเต้นเองที่ดูภายนอกเหมือนจะเป็นอย่างนั้น (แต่จริงๆแล้วคือเผลอไปกินยาปลุกเซ็กส์เข้าโดยไม่ได้ตั้งใจต่างหาก) แต่เป็นเพราะพวกเธอถูกบริบทหลายๆอย่างนำพาไป ซ้ำร้ายพวกเธอยังถูกชักจูงจากบรรดาชายหนุ่มหื่นๆทั้งหลายที่ไม่ได้มีจุดประสงค์อะไรนอกไปจากพยายามหว่านล้อมและชักแม่น้ำทั้งห้ามาทำให้พวกเธอไว้เนื้อเชื่อใจ หนังสื่อให้เห็นว่า “คารม” ของคุณผู้ชายนั้นมันน่ากลัวยิ่งกว่า “คารวย” ซะอีก

null

แต่ก็เพราะความหื่นนี่แหละ ที่ทำให้ตัวละครชายแทบทุกตัวนั้น ไม่ได้มีอะไรแตกต่างกันมากนัก ในแง่ของคาแรคเตอร์และมิติของตัวละครที่น่าค้นหา ทุกอย่างถูกเทไปให้ตัวของพระเอกคนเดียว ที่พอจะมีอะไรให้จับต้องได้บ้าง ส่วนตัวละครชายตัวอื่นๆถูกจดจำในฐานะของบรรดาชายหื่น ที่เอาแต่ดูหนังเอวีและจ้องจะฟันสาวๆไปวันๆ โดยเฉพาะตัวละครของชายโรคจิตสองคนที่แอบเข้ามาดูหนังเอวีในห้องพระเอก ซึ่งไม่ได้มีความสำคัญอะไรในเรื่องมากไปกว่าทำหน้าที่เชื่อมโยงมุกสัปดนทั้งหลายแหล่เข้ากับสถานที่และสถานการณ์ในตอนนั้น ซึ่งนั่นก็รวมไปถึงบรรดารูมเมทของพระเอก และเพื่อนๆกับโค้ชในชมรมศิลปะป้องกันตัวของพระเอกอีกด้วย ยกเว้นก็แต่ แตฮับ(ลีซียอน) กะเทยหนุ่มหนึ่งในรูมเมทของพระเอก ที่หื่นไม่ได้เพราะเป็นกะเทย แต่ทว่าตัวละครก็แทบไม่มีมิติเลยเช่นกัน

ในส่วนของมุกตลกสัปดนนั้นก็เล่นกับสถานการณ์ง่ายๆ ไม่ได้เว่อร์เฮฮาออกแนวโจวซิงฉือแบบหนังเกรดสามของฮ่องกง เป็นสถานการณ์ที่หลายๆคนอาจมีโอกาสได้ไปสัมผัสลงพื้นที่จริง คือไม่เกินจินตนาการไปนัก สถานการณ์ธรรมดาๆที่เราสามารถฮาไปกับมันได้ เช่นในฉากของเพื่อนพระเอกคนหนึ่งที่พาเพื่อนของยุนโยคนหนึ่งมาพักที่โรงแรมด้วยกัน เนื่องจากเมาจัดจนกลับบ้านไม่ไหว โดยให้สัญญาว่าสิ่งที่เขาจะทำกับเธอคือแค่จับมือเท่านั้น พร้อมทั้งใช้คารมกล่อมให้หญิงสาวยอมตกลง แต่ที่ไหนได้ สิ่งที่เขาทำนั้นไม่ใช่แค่จับมือ แต่รวมไปถึงจับหน้าอกเธอเป็นการลักหลับด้วย แม้จะเป็นฉากฮาๆ แต่พอมาคิดๆดูแล้วก็สงสารคุณผู้หญิงเหมือนกันที่ต้องเสียท่าให้กับผู้ชาย ฉากนี้ดูจะเป็นการบอกอะไรลางๆแล้วจากผู้กำกับ ให้เตรียมตัวรับเรื่องที่หนักหนากว่าในทำนองเดียวกันนี้

null

พล็อตของเรื่องฟังดูง่ายๆ คือพระเอกไม่ใช่คนดีเด่นอะไร ทำให้นางเอกไม่รัก แล้วหันไปรักผู้ชายอีกคน แต่เขาก็ทิ้งเธอไป พระเอกดูแลนางเอกจนชนะใจนางเอก ซึ่งในเรื่องก็ไม่ค่อยได้ใส่พล็อตรองอะไรไปมากนัก ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย ที่หนังมีพล็อตที่หลวมเกินไป และเทเวลาให้กับการเล่นมุกมากไป (ซึ่งมุกเหล่านั้นไม่ได้มีความสำคัญอะไรกับเนื้อเรื่อง) ก่อนจะมาให้ความรู้ในเรื่องอาการของคนที่ทำแท้ง ว่าจะมีอาการอย่างไร ซึ่งจะมีให้ดูในตอนท้ายเรื่อง แต่ก็เข้าใจว่าเป็นเรื่องยากถึงยากมาก เพราะการที่จะผสมผสานมุกให้เข้ากับเนื้อเรื่องไม่ใช่สิ่งที่ทำกันง่ายๆ แต่มุกที่นำเสนอมาในเรื่องก็นับได้ว่าฮามากๆ น่าเสียดายที่ในภาค 2 พยายามลอกเลียนแบบมุกที่เป็นสูตรสำเร็จในภาคแรก แต่ก็ทำได้ไม่ครีเอท รวมทั้งสาวๆก็ไม่สวยน่ารักเร้าใจเท่าภาคแรก ทำให้ไม่เป็นที่น่าประทับใจเท่าไหร่

เมื่อถึงครึ่งเรื่องหลัง แม้จะไม่ฮาเท่าครึ่งแรก เพราะต้องเทประเด็นให้กับการทำแท้งของนางเอก หนังดูจะใส่มุกที่ดูไม่ยัดเยียดเท่าไหร่ เหมือนเป็นมุกตามสถานการณ์ ซึ่งสอดใส่เข้ามาได้ดี แม้จะไม่ถึงกับฮามาก แต่ก็ดูเข้ากับสถานการณ์ของหนังไปเรื่อยๆ ส่วนตัวผมชอบมุกที่พระเอกกำลังโชว์ความสามารถด้านผาดโผนในตอนท้ายเรื่อง และต้องให้เพื่อนใช้ค้อนปอนด์ทุบก้อนอิฐที่วางบนอกตัวเองทีละก้อน แต่พอเห็นนางเอกวิ่งผ่านไปด้วยความร้อนรน ทำให้พระเอกถึงกับสะดุ้งและเผลอลุกขึ้นมองตาม เป็นจังหวะเดียวกับค้อนปอนด์ที่เพื่อนเหวี่ยงมา ฟาดเข้ากับหัวพระเอกอย่างจัง ผมว่าฉากนี้สื่ออะไรได้เยอะพอสมควร การห่วงใยคนที่เรารัก จนไม่ห่วงตัวเราเอง ดูจะใช้กับฉากนี้ได้ดีที่สุด ที่ผมพูดนี่ไม่ได้อยากให้ทุกคนดูหนังเรื่องนี้แบบดราม่านะครับ แต่ผมพูดเพื่อให้รู้เจตนาของผู้สร้างว่าไม่ได้ทำมาเพื่อเอาฮากันอย่างเดียวนะ มันมีสาระอยู่ไม่น้อยทีเดียว เพียงแต่เราต้องค่อยๆกะเทาะสาระออกจากเปลือกที่ฉาบด้วยความฮาอยู่ให้ได้

null

แม้จะเป็นหนังตลก แต่ก็ยังมีมุมดราม่าให้ดูกันบ้าง ซึ่งอารมณ์ดราม่าของเรื่องนั้นก็ทำได้ในระดับหนึ่ง กำลังพอดี ไม่กดดันมากเกินไป (เอ๊ะ หรือมากไปหว่า) เอาเป็นว่ามันดราม่ากำลังดีก็แล้วกัน ซึ่งผู้สร้างก็ได้อาศัยความดราม่าเหล่านี้ในการเทสิ่งที่ต้องการจะสื่อออกมาให้ผู้ชมได้รับรู้ นั่นก็คือเรื่องที่ว่าเซ็กส์ไม่ใช่เรื่องที่ดีเลย หากเราไม่รู้จักการป้องกัน บทสรุปของเรื่องดูห้วนๆไปหน่อย แต่ก็นับได้ว่ามาถูกทาง และอยู่ในจุดที่มันควรจะเป็น และต้องขอชื่นชม ลิมซางจุง ผู้รับบทยุนสิก พระเอกของเรื่อง ที่แสดงได้ดีทั้งในแง่ของความทะลึ่งตึงตัง อารมณ์ดราม่า และการแสดงผาดโผน ซึ่งเท่าที่ดูก็รู้เลยว่าหมอนี่เล่นเองทุกฉาก เป็นนักแสดงอีกคนหนึ่งที่เทรนร่างกายมาอย่างดี แม้จะไม่หล่อล่ำ หน้าเนียนแบบหนุ่มเกาหลีทั่วๆไป แต่คาแรคเตอร์ในตอนท้ายเรื่อง ก็ทำให้พี่แกหล่อได้จริงๆว่ะ

อีกคนที่ชอบก็คือ ชอยซังกุ๊ก ที่รับบทเป็นโค้ชของพระเอก และคู่ของเขาก็คือ ยูแชยอง ครูสอนเต้นของนางเอก ซึ่งสองคนนี้รับส่งมุกกันได้เป็นอย่างดี เรียกได้ว่าขโมยซีนพระเอกนางเอกไปอย่างหน้าตาเฉย ส่วนนักแสดงสาวๆในเรื่องก็เล่นกันอย่างไม่หวงเนื้อหวงตัว โดยเฉพาะ จินแจยองที่เล่นเป็นจีวอน นางอิจฉาของเรื่อง (พูดซะเหมือนละครไทยเลย แต่ผมนึกคำอะไรที่จะใช้จำกัดความเธอคนนี้ไม่ออกอีกแล้ว) เธอคนนี้เป็นนักยิมนาสติกมาก่อน แต่ก็ผันตัวมาเล่นหนังเรทอาร์และได้โชว์บอดี้เจ๋งๆของเธอให้เราดูกันด้วย ซึ่งก็นับได้ว่าโชว์มากที่สุดในเรื่องเลยล่ะ แถมตอนท้ายเรื่องเธอจะได้โชว์ความสามารถด้านยิมนาสติกอีกด้วย เรียกว่าทูอินวันเลยล่ะ ใครที่ไม่เคยชมก็ดูหน้าเธอได้จากภาพด้านล่าง แค่เห็นก็เสียวซี้ดกันเลยใช่ไหมล่ะ แต่ถ้าอยากเห็นมากกว่านี้ต้องหามาชมกันเอง เอามาลงในนี้ไม่ได้ เดี๋ยวจะกลายเป็นบล็อกติดเรทกันซะเปล่าๆ อะจึ๋ย
null

Sex is Zero นับได้ว่าเป็นหนังเรทอาร์อีกเรื่อง ที่ดูแล้วได้สาระ ได้คิดอะไรตามสไตล์หนังเรทอาร์เกาหลี ที่มักจะให้ตัวละครต้องลงเอยด้วยความผิดหวังหลังจากการไปมีเซ็กส์กับใครซักคน และต้องหาทางออกให้กับตัวเอง แต่ความต่างที่ได้ก็คือ อารมณ์ขันและมุกตลกต่างๆที่ประเคนเข้ามาให้ได้ผ่อนคลายอารมณ์กันตลอดเรื่อง เนื้อเรื่องเสียดสีความใจเร็วด่วนได้ของวัยรุ่นสมัยนี้ ที่ดูจะเป็นปัญหามาทุกยุคทุกสมัย อีกเรื่องที่สอดแทรกก็คือการตัดสินใจที่จะรักใครสักคน ก็อย่าได้มองจากรูปลักษณ์ภายนอก อย่างที่นางเอกในเรื่องเจอ เพราะคนหน้าตาดีส่วนใหญ่มักจะใช้จุดที่ตนเองหน้าตาดี ในการดึงดูดเพศตรงข้ามมาเพื่อแก้เหงา (ผมล่ะเกลี๊ยดเกลียดพวกคนหล่อๆ เหอะๆ เปล่าหรอก ที่เกลียดเพราะตัวเองไม่หล่ออย่างมันต่างหาก) เอาเป็นว่าหากคุณต้องการหนังเรทอาร์ซักเรื่องที่ไม่ได้มีแค่ฉาก”เอากัน”อย่างเดียว Sex is Zero คืออีกทางเลือกที่จะให้ความแตกต่างแก่บรรดาขาหื่นทั้งหลายได้ไม่น้อย

คะแนน 7/10

ฉากเด็ด
ฉาก Window ที่มีอยู่ในตอนกลางเรื่อง เป็นการผูกมุกที่ให้บรรดาตัวละครหลักทั้งหลายมาเจอกัน โดยมีคนกลางคือไอ้โรคจิตสองตัวที่แอบเข้ามาดูหนังโป๊ในห้องพระเอก จะเกี่ยวยังไงกับ Window อันนี้ต้องไปชมกันเอาเองครับ แต่รับรองว่า ฮาแน่ๆ

ตัวอย่างภาพยนตร์

ขอขอบคุณข้อมูลจาก วิกิพีเดีย Wikipedia

Directed by Yoon Je-kyoon
Written by Yoon Je-kyoon
Starring Lim Chang-jung
Ha Ji-won
Yoo Chae-yeong
Jin Jae-yeong
Distributed by Showbox
Release date(s) December 12, 2002
Running time 96 min.
Country South Korea
Language Korean
Budget $2,200,000 US[1

null

หลังจากย้ายจากบล็อกเก่าที่เต็มไปด้วยหนังจีนแล้ว ก็กะว่าตัวเองจะหยุดรีวิวหนังจีนไปซักพักนึง แล้วมาเติมส่วนของหนังประเทศอื่นๆบ้าง แต่พอเห็นหนังเรื่องนี้ปุ๊บ ต่อมความอยาก(รีวิว) มันก็เริ่มทำงาน พอๆกับต่อมความอยากดู (เหอะๆๆ) ในฐานะที่ติดตามหนังเรื่องนี้มาทุกภาค (อะจ๊าก รู้กันหมดเลยว่าเราหื่น) แต่เคยดูมาจริงๆนะ ตั้งแต่เป็นเวอร์ชั่นเก่าเมื่อปี 1991 นู่น เพราะผมได้ยินมาว่านี่คือหนังรีเมคของหนังเรทอาร์ในตำนานฮ่องกง หรือถ้าจะเรียกตามแบบผู้เชี่ยวชาญก็คือ หนังเกรดสามของฮ่องกง หลังจากที่บรรดาหนังเกรดสามต่างถูกทอดทิ้งกันจนน่าใจหายในระยะสิบปีที่ผ่านมา ไม่หวือหวาฟู่ฟ่าเหมือนเมื่อยุค 90 ซึ่งในตอนนั้น Sex and Zen ภาคแรกก็ถือได้ว่าเป็นหนังเกรดสามที่ดังสุดๆเรื่องหนึ่งในยุคนั้น พอรู้ว่ามีการรีเมคกันใน พ.ศ. นี้ ผมก็เลยต้องไปหาภาคเก่าๆมาดูเพื่อเปรียบเทียบกันว่าระหว่างของเก่ากับของใหม่อย่างไหนดีกว่ากัน (ข้ออ้างชัดๆ มึงอยากดูนมตะหาก) ซึ่งก็อาจจะแล้วแต่ความชอบของแต่ละคน แต่ในฐานะที่ผมเคยดูภาคเก่าๆมาก่อน ก็ขออนุญาตว่ากันไปตามความเห็นของผมก็แล้วกันนะครับ

ถึงจะประกาศตัวว่าเป็นหนังอีโรติค 3D เรื่องแรกของโลก แต่ก็คงเป็นได้แค่ในแง่โปรดัคชั่นเท่านั้น เพราะถึงแม้ว่าจะถ่ายทำก่อนก็จริง แต่ก็โดนหนังเรท R จากเกาหลีเรื่อง Natalie ที่ทำเป็น 3D เหมือนกัน แต่ถ่ายเสร็จก่อน ชิงฉายไปอย่างหน้าตาเฉย (กรุณาอย่าถามว่าทำไมผมถึงรู้ หึๆๆ) แต่ก็นั่นแหละ ยังไงซะ Sex and Zen 3D : Extreme Ecstasy ก็ยังมีความเป็น 3D มากกว่า Natalie เพราะถ่ายทำโดยใช้กล้อง 3D ไปแทบตลอดเรื่อง (อย่าถามอีกว่าทำไมผมถึงรู้ความต่างของสองเรื่องนี้) สำหรับในภาคนี้ ก็ได้มีการใช้บริการนักแสดงจากฝั่งญี่ปุ่นที่มีความถนัดในด้านอีโรติคโดยเฉพาะ ซึ่งเราๆท่านๆบรรดาคุณผู้ชายทั้งหลายแหล่ จะให้เกียรติเรียกพวกเธอว่า นางเอก AV ซึ่งงานนี้ก็ได้มาแจมกัน 2 คน และได้พระเอกเป็นคนญี่ปุ่นอีกด้วย อาจเป็นเพราะในประเทศจีนคงไม่มีดาราคนไหนกล้าพอที่จะรับบทที่มีความหวือหวาประมาณนี้ สาเหตุหนึ่งอาจเป็นเพราะกลัวโดนแบนเหมือน ทังเหวย นางเอกสาวที่เคยรับบทบาทในหนังที่มีฉากแบบนี้มาแล้วจากเรื่อง Lust Caution จนแทบหมดอนาคตไปเลย

null

ในสมัยราชวงศ์หมิง มีบัณฑิตหนุ่มผู้หนึ่งนามว่า เว่ยหยางเซิง(ฮิโระ ฮายามะ) นักศึกษาลัทธิเซน ที่หลงรักในตัวของ เถียยู่เซียง (หลันเหยียน) จนขอแต่งงานทันทีที่แรกพบกัน เถียยู่เซียงเองก็ต้องใจในตัวของเว่ยหยางเซิงเช่นกัน ทำให้ คุณชายหลิน(จัสติน จาง) เพื่อนสนิทของเว่ยหยางเซิงที่หมายปองเถียยู่เซียงแอบเก็บความไม่พอใจเอาไว้ลึกๆ ภายหลังจากงานแต่งงานของเว่ยหยางเซิงและเถียยู่เซียง สองสามีภรรยาก็กระทำกิจกรรมประสาข้าวใหม่ปลามัน ด้วยการบะบะโอ๊บะบะกันแทบจะทุกวันคืนเลยก็ว่าได้ กระทั่งวันหนึ่งเว่ยหยางเซิงได้คิดจะหาหลักฐานเอาผิด คุณชายหนิง(โทนี่ โฮ) ขุนนางหนุ่มผู้มีรโหฐานอยู่ในถ้ำแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นที่ซ่องสุมกำลังพลเพื่อก่อการกบฏ เว่ยหยางเซิงได้ให้คุณชายหลินพาเขาไปทำความรู้จักกับคุณชายหนิง และเขาก็ได้พบว่าที่ถ้ำแห่งนี้เต็มไปด้วยนางบำเรอนับร้อยที่พร้อมจะปรนเปรอให้เขา ทั้งยังได้พบเจอกับ เฉินก้วนซาน(เจสัน เหยา) เพื่อนของคุณชายหลิน คุณชายหนิงได้แนะนำให้เขารู้จักกับ ตงเหม่ย(ยูกิโกะ ซูโอะ) และ หรุยจู(ซาโอริ ฮาระ) สองสุดยอดนางบำเรอระดับเทพ และจอมปีศาจราคะ(เหลยไห่เหยียน) สุดยอดกูรูด้านเพศที่ร่างเป็นหญิงแต่วิญญาณเป็นชาย ทำให้เว่ยหยางเซิงต้องติดแหง็กอยู่ที่นี่จนไม่ยอมกลับบ้านกลับช่องในที่สุด

แล้วความสัมพันธ์ของสองผัวเมียก็มาถึงทางตัน เมื่อเว่ยหยางเซิงติดใจสาวๆของคุณชายหนิงจนขอหย่ากับเถียยู่เซียง ก่อนจะไปทำการอัพเกรดกระปู๋อันใหม่ จนไร้เทียมทานในยุทธจักรบนเตียง ผิดกับเถียยู่เซียงที่นอกจากจะเปล่าเปลี่ยวเอกาแล้ว ยังต้องเสียท่าให้กับคนเผาถ่านหนุ่มวัยกลางคน จนถูกชาวบ้านประณาม โชคดีที่เฉินก้วนซานช่วยเอาไว้ได้ เฉินก้วนซานเองก็หลงรักเถียยู่เซียงเช่นกัน แต่ก็ไม่อาจทำอะไรได้ เพราะเขารู้ดีว่านางยังภักดีกับสามีเก่าอยู่ นานวันเข้าเถียยู่เซียงก็เริ่มเห็นความดีในตัวเฉินก้วนซานจนพร้อมใจมอบกายให้กับเขา เหตุการณ์คงจะจบลงด้วยดี หากคุณชายหนิงไม่เสือกจับได้ซะก่อน ว่าเว่ยหยางเซิงคิดหาหลักฐานไปกล่าวหาว่าเขาเป็นคนกบฏ คุณชายหนิงจึงจัดการทรมานเว่ยหยางเซิงอย่างสาหัสสากรรจ์ รวมไปถึงคนที่เว่ยหยางเซิงรัก และหนึ่งในนั้นก็คือ เถียยู่เซียงนั่นเอง

ตัวละครหลัก

null

เว่ยหยางเซิง(ฮิโระ ฮายามะ) บัณฑิตหนุ่มเจ้าสำราญ ผู้ใคร่หาความสุขจากเพศรสโดยการ บะบะโอ๊บะบะ แม้จะแต่งงานกับเถียยู่เซียงแล้ว เขาก็ยังไม่อาจลดเรื่องนี้ได้ แม้จะรู้ว่าเป็นกลลวงของศัตรูก็ตาม ท้ายที่สุดเขาจึงต้องพบกับความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส

null

เถียยู่เซียง(หลันเหยียน) สาวสวยที่ดูเหมือนจะกุมความเจ้าชู้ของเว่ยหยางเซิงได้อยู่หมัดในฐานะภรรยา แต่แล้วเขาก็เลือกที่จะทิ้งเธอไป ชะตากรรมของเถียยู่เซียงนับได้ว่า น่าสงสารที่สุดในเรื่อง ต้องพบเจอกับอุปสรรคครั้งแล้วครั้งเล่า มีเพียงรักแท้เท่านั้นที่จะพิสูจน์ทุกอย่าง

null

ปีศาจราคะ(เหลยไห่เหยียน) ปีศาจตาแก่ที่อยู่ในร่างสาวสวย มีทักษะด้านเพศสูง มักจะสูบพลังจากคนอื่นไปเพิ่มพูนความงามให้ตนเอง จากการซั่มกัน เป็นปีศาจที่ค่อนข้างเห็นแก่ตัว ใครให้ประโยชน์มากกว่าก็จะไปเข้ากับคนนั้น

null

คุณชายหนิง(โทนี่ โฮ) ขุนนางผู้โฉดชั่วและหื่นกระหาย เขาซ่องสุมอาวุธและกำลังพล เพื่อรอวันที่จะก่อกบฏ เจ้าเล่ห์จนแม้แต่เว่ยหยางเซิงก็ไม่รู้ตัวว่าถูกไอ้หมอนี่จับตามาตั้งแต่ต้นแล้ว

null

หรุยจู(ซาโอริ ฮาระ) นางบำเรอฝ่ายบู๊ของคุณชายหนิง มีความสามารถด้านการเร้าอารมณ์ต่อเพศชายได้ นอกจากนี้ยังเป็นหนึ่งในมือสังหารของคุณชายหนิงอีกด้วย

null

ตงเหม่ย(ยูกิโกะ ซูโอะ) นางบำเรอฝ่ายบุ๋นของคุณชายหนิง เพิ่มความท้าทายให้ตนเองด้วยการสักรูปมังกรไว้ทั่วร่างกาย นอกนั้นก็ไม่มีอะไรแค่ที่ระบายความใคร่เฉยๆ

ทางด้านกระแสตอบรับนั้น Sex and Zen 3D : Extreme Ecstasy ถือว่าทำได้ดีมากในส่วนของการดึงความสนใจแก่ผู้เข้าชม ไม่ว่าจะด้วยการนำเสนอหนังเกรดสามที่เคยสร้างความฮือฮามาแล้วในอดีต การรีเมคใหม่ในรูปแบบ 3D หรือการระดมดาราสาวๆสุดเซ็กซี่มารับบทเด่นในหนัง ทว่าทางผู้สร้าง ไม่ว่าจะเป็น คริสโตเฟอร์ ซุน ผู้กำกับ และ สตีเฟน เฉียว โปรดิวเซอร์ที่โดดลงมารับหน้าที่เขียนบทเอง กลับมองพลาดไปในจุดของความสมเหตุสมผลของเนื้อเรื่อง และเลือกที่จะกระหน่ำฉากซั่มกันมากเกินความจำเป็น เกินความจำเป็นในที่นี้ไม่ได้หมายความว่ามากเกินไปนะครับ แต่ผมหมายความว่า มันถูกใส่มาอย่างผิดที่ผิดทาง ใส่มาไม่ตรงจังหวะที่ควรจะนำเสนอซักเท่าไหร่นัก แต่ในส่วนของจำนวนฉากซั่มนั้น ถือว่าพอสมควรแล้วครับสำหรับหนังแนวนี้

Sex and Zen 3D : Extreme Ecstasy พยายามนำเอาจุดเด่นของสามภาคแรกมารวมกัน ไม่ว่าจะเป็นการใช้เนื้อเรื่องหลักเป็นพระเอกกับนางเอกจากภาค 1 เมื่อปี 1991 (ซึ่งภาคนั้นก็สร้างจากวรรณกรรมเรื่อง บัณฑิตหลังเที่ยงคืน มาอีกที) การใส่ความเป็นแฟนตาซีเข้าไป แบบเดียวกันกับภาค 2 และการลงทัณฑ์ทรมานแบบภาค 3 ส่วนมุกตลกนั้นก็มีอยู่ประปราย (ก็บอกแล้วว่าดู 3 ภาคแรกก่อนหน้านี้มาแล้ว) เป็นเสน่ห์ของหนังเกรดสามฮ่องกงแทบทุกเรื่องที่ต้องใส่มุกสัปดนคลายเครียดกันเป็นปกติ ทว่าในส่วนของ 3 ภาคแรกนั้นก็ล้วนแต่มีจุดเด่นเป็นของตนเอง ที่จะทำหนังอีโรติกโดยผสมผสานแนวต่างๆเข้าไป แต่พอมาในภาคนี้ หนังพยายามยัดเยียดจุดเด่นของทั้งสามภาคแรกมาโดยไม่ค่อยคำนึงถึงความสมเหตุสมผลซักเท่าไหร่ กะเอามันส์ เอาฮากันอย่างเดียว โดยเฉพาะในส่วนของ ปีศาจราคะ ที่คาแรคเตอร์มาเป็นแฟนตาซีจ๋าอย่างชัดเจน เรียกว่าแหวกกว่าคนอื่นเขามา แต่ยังดีที่ได้บริบทต่างๆในเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นฉากอึมครึม และดนตรีประกอบอันลึกลับ ทำให้บทปีศาจราคะ พอกลืนไปกับสถานการณ์ในเรื่องได้ แต่ก็ยังไม่เนียนเท่าไรนัก

null

ไม่ใช่แค่การรวมตัวกันของจุดเด่นอย่างผิดที่ผิดทางเท่านั้น แต่การดำเนินเรื่องก็ใช่ว่าจะดีนัก รวมไปถึงการสร้างคาแรคเตอร์ที่แบนและแทบไม่มีมิติ ยกเว้นแต่เถียยู่เซียง นางเอกของเรื่องที่พอจะมีอะไรให้น่าค้นหา ให้ลุ้น หรือน่าติดตามบ้าง(มากกว่าดูมๆของเธอ) นอกนั้นตัวละครที่เหลือแทบไม่มีอะไรให้น่าเอาใจช่วยหรือสนุกไปด้วยได้เลย แม้ว่าในตอนท้ายเรื่อง หนังจะพยายามสร้างอุปสรรค ตลอดจนแรงกดดันใส่บรรดาตัวละครไปนานัปการ แต่ด้วยความที่หนังพยายามใส่แต่จุดมุ่งหมายของตัวละคร มากกว่าจะบอกกล่าวลักษณะนิสัยภายในของตัวละคร และการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างตัวละคร จึงไม่สามารถทำให้คนดูผูกพันกับตัวละครได้ และไม่อาจกระตุ้นให้คนดูรักและเอาใจช่วยตัวละครไปจนตลอดรอดฝั่งในสถานการณ์สุดท้ายได้ มีแต่เถียยู่เซียง นางเอกของเรื่องที่ดูจะเจออะไรหนักหนามามากในชีวิต มากพอที่จะทำให้เราเอาใจช่วยไปกับเธอได้

ตัวอย่างที่เด่นชัดเลยก็คือ หลังจากที่เว่ยหยางเซิงและเถียยู่เซียงแต่งงานกันแล้ว และต่างมอบความสุขให้แก่อีกฝ่ายด้วยการซั่มกัน ตั้งแต่ฤดูร้อนยันฤดูหนาว โดยใช้การตัดต่อแบบรวบรัดประมาณ 1 นาทีกว่าๆ จากนั้นหนังตัดไปตอนที่เว่ยหยางเซิงตีสนิทกับคุณชายหนิงและหลงระเริงอยู่ในนั้น จนตัดสินใจส่งจดหมายไปขอหย่ากับเถียยู่เซียง ผมเชื่อว่าหลายคนที่ได้ชมคงจะงงมากว่า เอ๊ะ อะไรวะ เอากันแป๊บเดียว หย่ากันแล้ว!!! คือ โอเค ในด้านของความเป็นจริงในสังคม เวลาคุณผู้ชายไปเจอบรรดาอีหนูก็ย่อมต้องหลงอีหนูมากกว่าเมียเป็นธรรมดา แต่ที่น่าแปลกคือ บทไม่ได้สร้างความสัมพันธ์อย่างอื่นระหว่างเว่ยหยางเซิงกับเถียยู่เซียงที่นอกเหนือไปจากการซั่มกันเลย น่าจะใส่รายละเอียดไปว่าเวลาว่างหลังจากที่คู่นี้เขาไม่ได้ซั่มกันน่ะเขาทำอะไรด้วยกันบ้าง อาจจะทำกับข้าวด้วยกัน วาดรูปด้วยกัน หรือจะไปเที่ยวด้วยกันแล้วค่อยพาไปกินตับกันทีหลังก็ได้ แต่สิ่งที่เห็นในหนังคือ เหมือนมันแต่งงานกันเพื่อซั่มกันอย่างเดียว แล้วความผูกพันอย่างอื่นก็ไม่ได้นำเสนอไว้ จนมันดูขัดแย้งกับช่วงไคลแมกซ์ของเรื่องว่ามันไม่น่าจะรักกันได้ขนาดนี้ หรืออีกฉากหนึ่ง คือตอนที่คนเผาถ่านแอบมาตีท้ายครัวเถียยู่เซียง ก็ปรากฏตัวออกมาเฉยๆเลย ไม่ได้มีการเตรียมการไว้เลย หากจะบอกว่านี่เป็นการเซอร์ไพร์สคนดู มันก็เป็นการเซอร์ไพรส์ที่ไร้เหตุผลเอามากๆ

null

และที่ขัดใจสุดๆ ขออนุญาตสปอยล์หน่อย ใครที่ไม่อยากรู้กรุณาข้ามไปอ่านย่อหน้าต่อไปได้เลย ผมเตือนแล้วนะ เอ้า มาว่ากันในส่วนของการให้จุดจบของตัวละคร(ฝ่ายร้าย)แต่ละตัว ที่เรียกได้ว่า โง่ เซ่อ สะเพร่า กันเป็นแถบๆ ตั้งแต่หัวหน้ายันลิ่วล้อเลยทีเดียว เพราะการตายของแต่ละตัวนั้นอยู่ในลักษณะทำตัวเอง หรือกระทำอัตวินิบาตกรรมทางอ้อมกันทั้งนั้น ซึ่งหากคิดในแง่ดีก็อาจจะคิดได้ 2 ทางคือ 1.มันเป็นมุกตลก 2.คือทีมผู้สร้างต้องการจะสื่อในเรื่องของกรรมใดใครก่อ กรรมนั้นคืนสนอง มันทำตัวมันเอง แต่ถ้าคิดในแง่ร้ายก็คือ คนเขียนบทมันขี้เกียจเขียนลักษณะการตายของตัวละครแต่ละตัว เลยเอาไงก็ได้ ให้แม่งตายๆไปซะ (แนะนำให้หาหนังเรื่อง Death Note 1-2 มาดูนะ จะได้หาวิธีการตายที่มันดูมีเหตุผลหน่อย)

บ่นกันไปเยอะแล้ว มาพูดถึงเรื่องที่น่าฟังกันบ้างดีกว่า อย่างในเรื่องของ 3D ที่หลายคนสงสัยกันอยู่ว่า คุ้มค่าแก่การชมมั้ย คือก็ต้องบอกก่อนนะครับว่า มันเป็นหนังที่สร้างโดยคนจีน เทคนิคคงไม่อาจเทียบชั้นฮอลลีวู้ดได้ ยิ่งหนังเทพๆอย่าง Avatar , Transformers 3 ยิ่งไม่ต้องพูดถึง (แต่ก็ยังดีกว่า 3D หลอกเด็กอย่าง Clash of The Titan) แต่ในส่วนของฉากซั่มกันนี่ เรียกได้ว่า เต็มตาทะลุจอ อย่างที่ทีมพันธมิตรเขาพากย์เล่นๆกันไว้ในหนังแหละครับ โดยเฉพาะฉากเปิดอกของเหลยไห่เหยียน ที่แม้จะมีเพียงฉากเดียวในเรื่อง แต่ก็ได้เห็นกันเต็มๆตาไปเลย แล้วก็มีอีกฉากหนึ่งคือฉากที่คนเผาถ่านไปตีท้ายครัวเถียยู่เซียงในอ่างน้ำ แล้วเผอิญมีน้ำกระฉอกออกมา ก็ไม่ทราบว่าเป็นน้ำในบ่อน้ำหรือเป็นน้ำใน”ปืนฉีดน้ำ”กันแน่ แต่ก็เรียกได้ว่า แทบจะเปียกราดหน้าคนดูอย่างเราๆท่านๆกันเป็นแถว ก็ได้แต่หวังว่าในแผ่น DVD และ Bluray จะยังมีเวอร์ชั่น 3D มาวางขายกันหรือเปล่า ก็ถ้ามีจริงๆ ใครที่มี 3D TV ก็ขอแสดงความยินดีด้วยละกัน

null

พูดถึงฉากซั่มหรือฉากเลิฟซีน ชวนให้นึกถึงบรรดาฉากคลาสสิคต่างๆจากทั้ง 3 ภาคแรก ที่ในภาคนี้พยายามจะแสดงการคารวะ ไม่ว่าจะเป็นฉากนางเอกโดนคนเผาถ่านข่มขืนในอ่างน้ำที่เอามาจากภาคแรก(ภาคแรกเป็นคนตัดฟืน) , ฉากซั่มกายกรรม โหนโซ่เหิรเวหาที่เอามาจากภาคแรกเหมือนกัน , การปรากฏตัวของปีศาจสองเพศ ที่เอามาจากตัวร้ายในภาค 2 , ฉากการลงทัณฑ์ด้วยเครื่องทรมาน ที่ดูเหมือนว่าจะเอามาจากภาค 3 แต่ดูไปดูมาเหมือนกับเอามาจากหนังเกรดสามสุดฮิตอีกเรื่องที่ชื่อว่า The Chinese Torture Chamber Story มากกว่า ไม่ว่าจะเป็นฉากม้าไม้เมืองทรอย เอ๊ย ม้าไม้ทรมานที่จะทำลายอวัยวะเพศของผู้หญิง (อึ๊ยยย สยองงงง) และการลงทัณฑ์อีกหลายหลาก ที่ดูยังไงก็เอามาจาก The Chinese Torture Chamber Story มากกว่าจะเอามาจาก Sex and Zen 3 เชื่อผมสิ เพราะไอ้เรื่องที่ว่าน่ะผมดูมาหมดแล้ว อุ๊บ!

สิ่งที่พอจะทำให้ผมประทับใจได้ในหนังเรื่องนี้ก็มีอยู่แค่ 2 อย่าง ซึ่งถ้านับจริงๆก็แค่อย่างเดียวเท่านั้น และอย่างที่ว่านั่นก็คือ บรรดาสาวๆแต่ละนางในเรื่องนั่นเอง ที่มันดูน่าเร้าใจจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นสาวฮ่องกง สาวจีนแผ่นดินใหญ่ สาวเอวี ทั้งแม่นางตงเหม่ยและแม่นางลุยจู๋ เอ๊ย หรุยจู ล้วนแล้วแต่มีจุดเด่นและสไตล์เป็นของตัวเองทั้งนั้น และอีกอย่างที่ชอบก็แค่องค์ประกอบภายนอก ก็คือเสียงพากย์ฮาๆของทีมพันธมิตรเท่านั้นแหละ พูดถึงสาวๆในภาคนี้ ส่วนตัวผมมองว่าเจ๋งกว่าทุกภาคนะ อันนี้ความเห็นส่วนตัว แต่ในแง่ของการทำความเร้าใจในฉากซั่มกันนั้น เทียบสามภาคแรกไม่ได้ (โดยเฉพาะภาคสองที่ทำได้แบบ… มันส์มากกกก….) แต่ก็หวังว่าจะพอมีสาวๆซักคนที่แจ้งเกิดจนโด่งดังในระดับฮอลลีวู้ดได้อย่าง ซูฉี ที่เล่นในภาค 2 จนเข้าตาแมวมองและได้เล่นหนังในโปรดักชั่นที่ดีขึ้นเรื่อยๆแล้ว แต่ยอมรับว่าสาวๆในภาคนี้ก็เจ๋งจริงๆ เรียกได้ว่าละสายตาไม่ได้เลยทีเดียว

null

ไม่ว่าจะสวยซ่อนร้ายแบบ ซาโอริ น่ารักบ้องแบ๊วแบบ ยูกิโกะ สวยเจ้าเล่ห์แปลกตาอย่าง เหลยไห่เหยียน หรือจะสวยน่าทะลวง เอ๊ย น่าถนอมอย่าง หลันเหยียน แต่ละคนก็ล้วนแต่มีคาแรคเตอร์ภายนอกภายในและบุคลิกเป็นของตัวเอง โดยส่วนตัวแล้ว ผมชอบเหลยไห่เหยียนที่เล่นเป็นปีศาจราคะที่สุด (แต่ขอแบบหญิงทั้งตัวและหัวใจนะ ไม่ใช่หญิงครึ่งชายครึ่ง) แต่ก็นั่นแหละ แม้ว่าเธอจะเป็นคนที่โชว์น้อยที่สุดในเรื่องก็ตาม แต่เธอก็ทำให้ผมลุ้นระทึกได้ตลอด (ถ้าไม่ติดว่ามีเสียงเป็นผู้ชายนะ คงจะเคลิ้มกว่านี้) แต่คนอื่นๆก็นับว่าเข้าขั้นเทพเหมือนกัน โดยเฉพาะหลันเหยียนที่เล่นเป็นนางเอกของเรื่อง ซึ่งผมก็ไม่นึกว่าเธอจะใจกล้าขนาดนี้ เรียกได้ว่าเป็นการคืนกำไรแก่ผู้ชมชนิดมหาศาลเลยทีเดียว ใครอยากดูก็อดใจรอแผ่นกันซักหน่อย รับรองว่าเต็มตาแน่ๆ

หากเทียบกับหนังเกรดสามรุ่นเก่าๆแล้ว Sex and Zen 3D : Extreme Ecstasy อาจไม่ใช่หนังที่ดีหรือมีคุณค่าอะไรนัก ยิ่งถ้าเทียบกับฉบับออริจินอลก็ยิ่งห่างชั้นกัน ในส่วนของลีลาการเล่าเรื่อง และความสมเหตุสมผลทั้งปวง แต่โชคยังดีที่ทางผู้สร้างมีการนำเสนอในรูปแบบที่ผู้ชมให้ความสนใจ ทำให้กระแสหนังเกรดสามที่ซบเซาไปกลับมาตื่นตัวอีกครั้ง มันไม่ใช่หนังที่ดีเด่นอะไร แต่ก็ทำให้เราสนุกไปกับมันได้ เพราะอย่างน้อยมันก็ได้ตอบสนองในสิ่งที่ผู้ชมต้องการจะเข้าไปเพื่อชมได้อย่างเต็มอิ่มและได้อรรถรส และคงจะดีหากทีมผู้สร้างใส่ใจในบท และพยายามหาจุดที่จะตรึงคนดูได้ดีกว่าฉากซั่มกัน สิ่งที่สอนในเรื่องนับว่ามาถูกทางแล้ว คือการพยายามสอนให้ผู้ชมได้รับรู้ว่า การร่วมรักหาได้สำคัญเท่ากับความรักที่มีร่วมกันไม่ หากมีการพัฒนาบทได้มากกว่านี้ ภาคนี้ก็คงจะขึ้นเป็นตำนานหนังรีเมคที่ดี มากกว่าจะได้รับการจดจำเพียงแค่ว่าเป็นหนังอีโรติกเรื่องแรกของโลกที่ใช้เทคนิค 3D ถ่ายทำ

null

คะแนน 5/10  ข้อหารีเมคได้ไม่น่าประทับใจเท่าไหร่

ฉากเด็ด

ส่วนตัวผมคิดว่า ฉากพระเอกผ่าตัดเปลี่ยนกระปู๋ น่าจะเป็นฉากที่ทำได้ดีกว่าภาคแรกนะ เพราะภาคนี้เพิ่มผู้ช่วยหมอมาอีกคน รับส่งมุกกันได้เป็นอย่างดี รับรองว่าเป็นฉากที่หลายคนต้องฮาจนกรามค้างกันอย่างแน่นอน

ตัวอย่างภาพยนตร์

Directed by Christopher Suen
Produced by Stephen Shiu
Stephen Shiu, Jr.
Screenplay by Stephen Shiu
Stephen Shiu, Jr.
Mark Wu
Story by Li Yu
Starring Hayama Go
Saori Hara
Lan Yan
Vonnie Lui
Cinematography Jimmy Wong
Editing by Chung Wai Chiu
Studio One Dollar Production
Local Production
Distributed by One Dollar Distribution
Release date(s) April 14, 2011
Running time 128 minutes
Country Hong Kong
Language Cantonese
Budget USD$ 3.2 million

null

เคยมีใครบางคนพูดไว้ว่า ชีวิตคนเราไม่ใช่เกมส์ ที่เมื่อเกมส์โอเวอร์แล้วจะเล่นต่อไปได้ คนเราเมื่อเกิดหนเดียวก็ต้องตายหนเดียว แต่เชื่อเถอะว่าไม่ว่าใครก็ตามที่เคยเล่นเกมส์ ไม่ว่าจะเป็นเกมส์ PC , Playstation 1-3 , PSP , Xbox ,  Wii , เครื่องเล่นเกมส์เก่าๆอย่าง Famicom หรือแม้แต่เกมส์บนอุปกรณ์มัลติมีเดียพกพาอย่างมือถือหรือ iPad เมื่อติดใจเกมส์ใดเกมส์หนึ่งเข้าไปแล้ว ก็ย่อมต้องมีซักครั้งนึงที่เกิดความคิดว่าอยากจะเข้าไปอยู่ในเกมส์บ้าง อยากจะเป็นตัวเอกในเกมส์ อยากจะลองเข้าไปผจญภัยในเกมส์ดูบ้าง แต่นั่นก็คงเป็นได้แค่จินตนาการเท่านั้น เพราะในโลกความเป็นจริงนั้น อย่างมากเราก็ทำได้แค่สร้างจอยสติคเกมส์ที่ควบคุมได้จากท่าทางนั่นก็ถือว่าไฮเทคพอแล้ว ผู้กำกับ เอ็ดการ์ ไรท์ ผู้ซึ่งชื่นชอบในการสร้างหนังแนวแปลกๆแต่โดนใจผู้ชมก็ได้หยิบยกเอาเทคนิคแบบเกมส์ 8 บิท มาใช้กับหนังที่ออกฉายในปี 2010 ของเขาเรื่องนี้ และเขาก็ไม่ทำให้แฟนๆผิดหวัง เพราะเขาทำมันออกมาได้ดีซะด้วยสิ

หลังจากสร้างความประทับใจกับหนังแนวแปลกๆที่กลายเป็นสไตล์ของตัวเองมาแล้วจาก Shaun of the Dead และ Hot Fuzz คราวนี้เอ็ดการ์ลองหันมาทำหนังที่เนื้อหาและภาพดูซอฟท์ลงมากว่านี้หน่อยนึงกับ Scott Pilgrim VS. the World หรือในชื่อไทยว่า สก็อต พิลกริม กับศึกโค่นกิ๊กเก่าเขย่าโลก (ทำไมหนังฝรั่งชอบตั้งชื่อไทยยาวๆจังวะ) หนังที่ดัดแปลงมาจากนิยายภาพกราฟฟิคเรื่อง Scott Pilgrim ของ ไบรอัน ลี โอมัลเลย์ ซึ่งผมต้องขอออกตัวก่อนเลยว่า ผมไม่เคยอ่านการ์ตูน Scott Pilgrim มาก่อน ทำให้ไม่สามารถแยกแยะได้ว่า เนื้อเรื่องในหนังกับในการ์ตูนต่างกันอย่างไร มีอะไรที่แต่งเติมเข้ามาหรือตัดทอนออกไปบ้าง และนี่คือรีวิวหนัง เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมจะพูดต่อไปนี้ก็จะมีแต่ในเนื้อหาของหนังอย่างเดียวแล้วกันนะครับ

null

ในแถบโตรอนโต ประเทศแคนาดา สก็อต พิลกริม(ไมเคิล คีร่า) เด็กหนุ่มวัย 22 ปี อาศัยอยู่ในหอพักร่วมกับรูมเมทเกย์หนุ่มที่ชื่อว่า วอลเลซ เวลส์(เคียแรน คัลกิน ที่หน้าเหมือนแฮร์รี่ พอตเตอร์เวอร์ชั่นถอดแว่นยังกะแกะ) ที่มักจะคอยพร่ำสอนสก็อตต่างๆนานา  นอกจากนี้สก็อตยังเป็นมือเบสในวงดนตรีที่มีชื่อว่า เซ็กส์-บ็อบ-อมบ์ ร่วมด้วยสมาชิกในวงอีก 2 คน อันได้แก่ สตีเฟ่น สติลส์(มาร์ค เว็บเบอร์) นักร้องนำขี้บ่น และ คิม ไพน์(อลิสัน พิลส์) มือกลองหญิงเดี่ยวของวงที่คอยพร่ำเตือนสก็อตตลอดเวลาในฐานะของเพื่อนและแฟนเก่า นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งคนที่เป็นเสมือน “กึ่งสมาชิกวง” นั่นคือ นีล นอร์ดกราฟ(จอห์นนี่ ซิมม่อนส์) หรือ ยัง นีล ที่คอยเล่นเบสแทนสก็อตที่ชอบโดดซ้อมบ่อยๆ เพื่อเอาเวลาไปเทคแคร์ ไนฟ์ส เชา(เอลเลน หว่อง) แฟนสาวชาวจีนวัย 17 ที่ไม่ว่าใครๆก็ล้วนแต่คัดค้านไม่ให้คบหากัน เพราะกลัวสก็อตจะโดนข้อหาพรากผู้เยาว์ รวมทั้ง สเตซี่ พิลกริม(แอนนา เคนดริค) น้องสาวตัวดีที่ทำตัวเป็นพี่สาวของสก็อตตลอดเวลา

สก็อตมักฝันเห็นหญิงสาวผมสั้นสีชมพูคนหนึ่ง ที่ไปไหนมาไหนด้วยโรลเลอร์เบลดตลอดเวลา แล้วเขาก็พบว่านางในฝันนั้นมีตัวตนจริงๆ เธอชื่อ ราโมน่า ฟลาวเวอร์ส(แมรี่ เอลิซาเบธ วินสเตด) หญิงสาวอเมริกันผู้มีโลกส่วนตัวสูง สก็อตถูกใจเธอทันที ถึงขั้นบอกเลิกกับเชาเพื่อมาคบกับเธอ แต่การดูใจของพวกเขากลับต้องมีปัญหา เมื่อแฟนเก่าสุดโฉดทั้ง 7 คน ของราโมน่า ต่างรวมตัวกันเป็นสมาคมแฟนเก่าของราโมน่าเพื่อมากำจัดสก็อต แล้วมาแย่งชิงราโมน่ากันเองในภายหลัง แฟนเก่าทั้ง 7 นั้นได้แก่ แมทธิว พาเทล(สัตยา บับบ้า) หนุ่มอินเดียผู้มีเวทมนตร์ , ลูคัส ลี(คริส อีแวนส์) ดาราหนุ่มบ้าพลัง , ทอดด์ อินแกรม(แบรนดอน เราธ์) มือเบสหนุ่มผู้มีพลังจากมังสวิรัติ และเป็นคนที่ เอ็นวี่(เบรีย ลาร์สัน) แฟนเก่าของสก็อตกำลังคบอยู่อีกด้วย , ร็อกซี่(เม วิทแมน) เลสเบี้ยนสาวหลุดโลก , ไคล์ และ เคน คาตายานากิ(โชตะ ไซโตะ และ เคย์ตะ ไซโตะ) คู่แฝดหนุ่มผู้มีกำลังภายใน และคนสุดท้าย กีเดียน(เจสัน ชวาร์ทซแมน) ไฮโซหนุ่มผู้เหนือกว่าสก็อตทุกด้าน ซึ่งหากสก็อตสามารถเอาชนะทั้ง 7 คนนี้ได้ เขาก็จะได้ครองคู่กับราโมน่าอย่างสมปรารถนา

ตัวละครหลัก

null

สก็อต พิลกริม(ไมเคิล คีร่า) มือเบสแห่งวง เซ็กส์-บ็อบ-อมบ์ ดูภายนอกเป็นคนติ๋มๆ แต่จริงๆแล้วมีฝีมือในการต่อสู้ระดับเทพ เป็นคนโลเล ตัดสินใจยาก แต่หากได้ตัดสินใจแล้ว ก็จะทำลงไปอย่างสุดเหวี่ยง

null

ราโมน่า ฟลาวเวอร์ส(แมรี่ เอลิซาเบธ วินสเตด) นางในฝันของสก็อต เป็นคนโลกส่วนตัวสูง และค่อนข้างชิลๆ ถูกใจใครก็คบ แต่ก็มีเหตุให้ต้องเลิกโดยไม่ตั้งใจทุกครั้ง จึงเป็นเหตุให้บรรดาแฟนเก่าทั้ง 7 ตามมาขัดขวางเธอทันทีที่รู้ว่าเธอคบกับสก็อต

null

ไนฟ์ส เชา(เอลเลน หว่อง) แฟนปัจจุบันที่กำลังจะกลายเป็นแฟนเก่าของสก็อต เธอเป็นสาวน้อย ม.ปลาย วัย 17 ที่ทั้งรักและทั้งเทิดทูนบูชาในความสามารถของสก็อต แต่สก็อตก็ทิ้งเธอไปคบกับราโมน่า เมื่อสก็อตถูกแฟนเก่าของราโมน่าตามล่า ราโมน่าจึงต้องถูกแฟนเก่าของสก็อตอย่างเธอตามล่าด้วยเช่นกัน

null

วอลเลซ เวลส์(เคียร่า คัลกิน) เกย์หนุ่มผู้เป็นรูมเมทของสก็อต ชอบพาคู่ขามาสะมะแครชกันที่ห้องเสมอ และชอบพูดจาเชิงชู้สาวกับสก็อต ดูเหมือนคนไร้สาระ แต่ความจริงคอยเตือนสติสก็อตอยู่ตลอด และคอยรายงานความประพฤติของสก็อตให้กับสเตซี่ น้องสาวของสก็อตอยู่เสมอ

null

คิม ไพน์(อลิสัน พิลล์) อดีตแฟนของสก็อตที่ลดสถานะมาเป็นเพื่อน เป็นคนเรียบๆ เนิบๆ เย็นชา แต่พอเวลาแสดงคอนเสิร์ตก็จัดเต็มทุกที คอยห้ามปรามสก็อตไม่ให้ทำอะไรไม่ดี ทั้งที่ไม่ค่อยอยากจะใส่ใจสก็อตเท่าไหร่นัก เอ๊ะ หรือว่ายัง…

null

สเตซี่ พิลกริม(แอนนา เคนดริค) น้องสาวของสก็อต ที่ดูเหมือนแม่ของสก็อตมากกว่า ขี้บ่น จุ้นจ้าน วุ่นวาย แต่ที่ทำไปทั้งหมดก็เพราะหวังดีกับพี่ชายล้วนๆ

null

กีเดียน(เจสัน ชวาร์ทซแมน) แฟนเก่าของราโมน่าที่โฉดที่สุด เก่งที่สุด และเป็นคนเดียวที่ราโมน่ารักแบบฝังใจ ภายนอกดูเป็นหนุ่มไฮโซธรรมดา แต่จริงๆแล้ว ชั่วอย่าบอกใครเลยเชียว

อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นนะครับว่า ผมเองไม่เคยมีโอกาสอ่าน Scott Pilgrim ในเวอร์ชั่นการ์ตูนมาก่อน เลยไม่สามารถบอกได้ว่าเนื้อเรื่องมีความแตกต่างกันอย่างไร แต่ในเวอร์ชั่นหนัง ถึงแม้ตัวหนังและบรรดาเทคนิค CG ต่างๆ จะทำให้หนังออกมาดูสนุก แต่ในด้านของการหาเหตุผลต่างๆมาเพิ่มน้ำหนักให้กับการดำเนินเรื่องนั้นยังดูเบาหวิวอยู่มาก อะไรๆก็ดูจะง่ายดายไปซะหมด อาจเป็นเพราะหนังมีตัวละครที่เยอะ และต้องรีบเล่าภายในเวลาไม่ถึงสองชั่วโมง ทำให้ทีมงานต้องพยายามดำเนินเรื่องให้กระชับ และตัดเหตุผลบางประการออกไป เพื่อเล่าเรื่องภายในเวลาอันจำกัด ใครก็ตามที่ได้ชมแล้วจะเห็นได้ว่า หนังดำเนินเรื่องเร็วอย่างน่าใจหาย กิริยาอาการของตัวละครแต่ละตัวล้วนไวอย่างกับนินจา แต่ถ้าคิดในแง่ที่ว่ามันเป็นหนังตลก ก็พอจะให้อภัยในจุดนี้ได้ เพราะอย่างน้อยการที่ตัวละครทำอะไรที่เหนือกว่าคนปกติธรรมดาทั่วๆไปเขาทำกัน มันก็ช่วยทำให้ตัวละครดูใกล้เคียงกับตัวการ์ตูนมากขึ้น

แม้สก็อตจะเป็นพระเอกที่มีความสามารถทั้งการเล่นดนตรีและการต่อสู้ แต่ก็ดูออกว่าทางทีมงานตั้งใจที่จะให้สก็อตเป็นพระเอกแบบแอนตี้ฮีโร่ ทั้งหน้าตาแหยๆที่ดูไม่ต่างจากเด็กเนิร์ดทั่วไป หุ่นผอมๆเป็นก้าง ทั้งยังเป็นคนโลเลอีกต่างหาก แต่นั่นก็เป็นพฤติกรรมที่ปุถุชนทั่วไปล้วนเป็นกัน ที่ทีมงานสร้างให้สก็อตยังมีกิเลสอยู่นั้นอาจเป็นเพราะต้องการสื่อถึงจิตใจของวัยรุ่นสมัยนี้ ที่ล้วนต้องการทางเลือก และการได้ปลดปล่อยตนเองตามสังคมกับเขาบ้าง เพื่อลดช่องว่างในการสื่อสารกับคนดูแบบแฟนตาซี แล้วอาศัยจุดที่สก็อตมีความใกล้เคียงกับชีวิตจริงนี้เข้าไปทำความรู้จักกับผู้ชม สก็อตอาจเป็นพระเอกที่นิสัยไม่ได้ดีเลิศเลออะไรนัก แต่ลองคิดดูว่าหากเราตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกับสก็อต ที่ต้องเลือกระหว่างคนที่ชอบกับคนที่ใช่ คุณจะเลือกใคร แล้วคุณจะลังเลเหมือนสก็อตหรือไม่

null

ในส่วนของสองสาวที่ต้องแย่งชิงสก็อตกันทั้งเรื่อง ระหว่างราโมน่ากับเชา ที่ถึงแม้ว่าบทของราโมน่าจะดูเด่นและมีความสำคัญต่อเนื้อเรื่องมากกว่า ทั้งยังดูมีเสน่ห์และเหนือกว่าเชาซะจม แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าความน่ารัก และความจริงใจของเชา ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผู้ชมอดที่จะประทับใจในตัวละครตัวนี้ไม่ได้ (ที่สำคัญคือเพราะเชานี่แหละที่ทำให้สก็อตดูเลวไปในทันที) โดยเฉพาะการแสดงออกของเชาที่มีต่อสก็อต ซึ่งมันนอกเหนือไปจากความรัก แต่ดูเป็นการนับถือและเทิดทูนบูชาสก็อตอีกด้วย ในขณะที่ราโมน่าเป็นสาวเท่ มาดมั่นและมีความเป็นตัวของตัวเองสูง ทั้งนิสัยส่วนตัวก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรนัก (แค่เข้ากับคนอื่นไม่เก่ง) ผิดกับเชาที่ไร้เดียงสา และดูน่ารัก แม้จะไม่ใช่คนสวยอะไร แต่ก็ต้องยอมรับว่าลักษณะนิสัยของเชา ทำให้ตัวละครตัวนี้ดูมีความหมายทัดเทียมกับราโมน่าขึ้นมาทันที และยิ่งมีผลกระทบต่อการตัดสินใจของสก็อตมากขึ้น

แม้จะมีบทที่ดำเนินเรื่องไปอย่างไหวยวบ แต่ Scott Pilgrim VS. the World กลับสามารถแก้ตัวได้สำหรับในส่วนของการวางคาแรคเตอร์ของตัวละคร ความกระชับของฉากแต่ละฉาก และบรรดาเทคนิคพิเศษต่างๆ ที่ทยอยกันเข้ามาช่วยให้หนังดูมีความน่าสนใจมากขึ้นเป็นกองไปตลอดทั้งเรื่อง ตัวละครทุกตัวล้วนเป็นตัวของตัวเอง มีเอกลักษณ์และความแตกต่างจากตัวละครอื่นๆ จนเป็นจุดเด่นที่ทำให้ตัวละครหลายตัวได้รับการจดจำ ในฐานะของส่วนหนึ่งในหนังที่เป็นเอกลักษณ์และขับเน้นจุดเด่นของตนเองออกมา ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนๆของสก็อต ที่มีบุคลิกแตกต่างกันไป และโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับบรรดาแฟนเก่าสุดโฉดทั้ง 7 ของราโมน่า ที่ทั้งถิ่นฐาน ไลฟ์สไตล์ และความสามารถพิเศษของพวกเขาแต่ละคนนั้น ล้วนแตกต่างกันอย่างสุดขั้ว (แต่ชั่วเหมือนกันหมด) ทำให้สก็อตต้องฝึกไหวพริบ และคิดหาสารพัดวิธีต่างๆนานาเพื่อนำมารับมือกับพวกเขา ที่ล้วนแต่ท้าตีท้าต่อยกับสก็อตด้วยกติกาและความถนัดในเชิงต่อสู้ที่แตกต่างกันออกไป

null

และความน่าสนใจของเรื่องก็อยู่ที่วิธีการรับมือกับคู่ต่อสู้แต่ละคนของสก็อต ที่มีความถนัดแตกต่างกันออกไปนี่แหละครับ ที่ทำให้ผู้ชมจะคอยเอาใจช่วยสก็อตให้หาวิธีต่อสู้พวกมันให้ได้ ซึ่งในพาร์ทของฉากบู๊ทั้งหลายก็จะมีการใส่เทคนิค CG เข้าไปช่วยให้ฉากนั้นๆคล้ายกับฉากเล่นเกมส์ที่เราๆท่านๆทั้งหลายคุ้นเคยกัน เช่น มีการใส่แสงแฟลชเวลาที่ต่อยโดนกัน ใส่ตัวอักษรเป็นรูปซาวนด์เอฟเฟคท์ เปรี้ยง ปร้าง พลั่ก ผัวะ อะไรก็ว่าไป มีเกจพลัง หรือที่เราชอบเรียกกันว่าขีดเลือดนั่นแหละ ถ้าเลือดหมดเมื่อไหร่ก็เดี้ยง มีเกจวัดความเร็วสูง และทุกครั้งที่แฟนเก่าคนใดคนหนึ่งพ่ายแพ้ ร่างกายก็จะสลายกลายเป็นเหรียญเงินให้เก็บไปใช้ได้ และเงินรางวัลก็จะสูงขึ้นเรื่อยๆ ยังไม่รวมการตัดสลับฉากที่ทำออกมาในแนวมูฟวี่เปิดเรื่องของเกมส์ เมื่อเปลี่ยนฉากทีก็ไม่ได้ตัดสลับกันแบบธรรมดา แต่ต้องไปดูกันเอง นี่ยังไม่นับสัญลักษณ์ของเกมส์อีกหลายประการที่โผล่ขึ้นมานอกเหนือจากฉากต่อสู้อีกด้วย

CG ทั้งหลายที่ใช้ในหนังนั้นเรียกได้ว่าน่าจะเป็นที่ถูกใจและสะใจบรรดาเกมเมอร์ตัวยงทั้งหลายเลยทีเดียว โดยเฉพาะคอเกมส์ 8 บิท ที่เคยฮิตมากเมื่อสมัย 20-30 ปีที่แล้ว ราวกับได้ย้อนเวลากลับไปอีกครั้ง แม้กระทั่งโลโก้ Universal Pictures ตอนเปิดเรื่องก็ยังเป็นในลักษณะ 8 บิท เป็นเสียงแบบมีดี้มาเลยครับ แฟนๆที่อายุ 25 up ก็น่าจะจำกันได้กับครั้งหนึ่งที่เราเคยสัมผัสมันในเครื่องเล่น Famicom หรือที่บ้านเราเรียกกันง่ายๆว่า เกมส์ตลับ นั่นแหละ กับจอยสติ๊คอันบางๆที่เป็นต้นแบบให้กับบรรดาเครื่อง PS ทั้ง 3 รุ่น สมัยนั้นค่ายเกมส์ที่ดังสุดๆ ก็น่าจะมี 3 ค่ายที่เป็นยักษ์ใหญ่ คือ Nintendo , Capcom และก็ Konami โดยเฉพาะ Nintendo ที่เป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกเครื่องเล่นเกมส์อันดับแรกๆของโลก ก่อนจะมาพ่ายให้กับ Sony ที่ถอยเครื่องเล่นตระกูล Playstation จนฮอตฮิตไปทั่วโลก และตอนนี้ก็พัฒนามาได้ 3 เจเนอเรชั่นแล้ว

null

เกมส์ที่ฮิตมากๆของ Nintendo และไม่มีใครไม่รู้จักก็ต้องนี่เลย Super Mario Bros. ตาหนวดช่างซ่อมท่อที่ต้องฝ่าฟันตะลุยด่านเพื่อช่วยเจ้าหญิง (ซึ่งก็ใจง่ายยอมให้ตัวร้ายเขาจับไปซะทุกภาค) กับซาวนด์เอฟเฟคท์สุดน่ารัก และความสะใจเวลาได้กระทืบเห็ด รวมทั้งเสียงเก็บเหรียญทองอันไพเราะเพราะพริ้งที่ทำให้เกมส์นี้เป็นอมตะมาจนทุกวันนี้ หลายปีต่อมาฝั่ง Capcom ก็ส่งฮีโร่พันธุ์ไซบอร์กมาเอาใจคอไซไฟ เขาก็คือ Megaman หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อของ Rockman นั่นเอง กับหุ่นยนต์หนุ่มตัวสีฟ้าที่มีแขนเป็นปืนใหญ่ ต้องตะลุยหลายต่อหลายด่าน เวลาเดี้ยงร่างก็จะสลายกลายเป็นวงกลมหลายๆวง เรียกว่าตายแบบอลังการงานสร้างมากๆ และเกมส์ที่สุดมันส์สะใจขาบู๊ในยุคนั้นก็ต้อง Contra ของค่าย Konami ที่สมัยนั้นเรียกได้ว่าเป็นเกมส์ยากอันดับต้นๆของวงการเลยทีเดียว ไหนจะบอสของแต่ละด่านที่ปล่อยกระสุนออกมาทีก็ต้องหลบกันให้ว่อน เพราะกระสุนของบอสแต่ละลูกนั้น นอกจากยิงออกทีละหลายลูกแล้ว ยังลอยเป็นวิถีโค้งซ้ายโค้งขวา ขนาด Wanted ยังอายเลยทีเดียว แถมตัวพระเอกก็กากสัสๆ แค่เดินชนลูกกระจ๊อกทีเดียวก็ตายแล้ว แต่ก็นับได้ว่าเป็นหนึ่งในเกมส์ที่มันส์ที่สุดในยุคนั้นเลยทีเดียว

จะเห็นได้ว่าทั้งสามเกมส์ที่กล่าวมา ล้วนแต่เป็นเกมส์แนวเดียวกัน คือ Action Adventure ตะลุยผ่านด่านไปเรื่อยๆ และต้องรับมือกับบอสของด่านนั้นๆ ต่างกันที่ Contra จะพิเศษกว่าใครเพื่อน ตรงที่สามารถเล่นแบบสองคนได้ แต่เกมส์แนวนี้ก็เป็นต้นแบบให้กับเกมส์อื่นๆมาจนยุคปัจจุบัน สำหรับในส่วนของการรับมือกับแฟนเก่าสุดโฉดแต่ละคนของ Scott Pilgrim VS. the World ก็จะเป็นการดำเนินเรื่องแบบเกมส์เช่นกัน แต่จะเป็นแบบเกมส์ Fighting สู้กันตัวต่อตัว ผ่านเป็น Stage ไป โดยเริ่มตั้งแต่ แมทธิว พาเทลเป็น Stage 1 ลากยาวไปจนถึงกีเดียนที่เป็น Final Stage แต่ก็นั่นแหละ การเชื่อมโยงให้แฟนเก่าแต่ละคนมาพบกับสก็อต ก็ทำง่ายไปหน่อย ส่วนใหญ่จะปรากฏตัวแค่ฉากเดียว คือฉากที่สู้กับสก็อตเท่านั้น แม้จะประกาศตนภายหลังว่าเป็นสมาคมแฟนเก่าที่สามัคคีกันตามกำจัดสก็อต แต่ก็เป็นเหมือนกับสมาคมเลื่อนลอย ที่ไม่มีการประชุมหารือกันเพื่อกำจัดสก็อต หรือสิ่งที่เป็นสัญลักษณ์ของสมาคมแต่อย่างใด

null

ในแง่ของคนอ่านการ์ตูน ผมไม่รู้ว่าเอ็ดการ์ได้ทำประสบความสำเร็จหรือไม่ แต่ในแง่ของคนดูหนังคนนึง ที่ขอแสดงความเห็นต่องานของเขา เอ็ดการ์ประสบความสำเร็จในการทุ่มเทให้กับสิ่งที่ตนจะนำเสนอต่อผู้ชมบางกลุ่ม นั่นคือการใส่ฉากแบบเกมส์เข้ามาเพื่อเอาใจเกมเมอร์ทั้งหลาย แต่นั่นก็เป็นเหมือนดาบสองคมที่ทำให้ Scott Pilgrim VS. the World เป็นหนังที่เจาะตลาดคนดูได้แค่กลุ่มวัยรุ่นเท่านั้น เพราะตัวหนังก็ดำเนินเรื่องได้แบบ “แนว” เกินไป ทั้งผู้ใหญ่หลายคนก็คงเบื่อที่จะเล่นเกมส์แล้ว และผู้ใหญ่(เกรียนๆ ที่ชอบอวดตัวเองว่าทรงภูมิ)บางคนในประเทศบางประเทศ(เช่น ประเทศเราเป็นต้น) ก็มักคิดว่าเกมส์เป็นสิ่งที่ไร้สาระ และบั่นทอนปัญญารวมทั้งมอมเมาจิตใจเยาวชน (ไอ้ผู้ใหญ่ประเภทนี้ น่าจะจับมันมา โชริวเคน ซักทีสองทีจะได้ตื่นขึ้นมารับรู้แล้วเปิดจิตใจซะบ้าง)

Scott Pilgrim VS. the World เป็นหนังที่ดูสนุก แม้จะด้อยเรื่องเหตุผลในการกระทำของตัวละคร และสาระที่พอมีอยู่บ้างในเรื่อง ว่าด้วยการลำดับความสำคัญระหว่างจุดหมายที่จะฝ่าไปให้ถึง กับประสบการณ์ระหว่างที่ฝ่าอุปสรรคเพื่อไปถึงจุดหมาย ว่าอะไรที่มีความหมายกับชีวิตมากกว่ากัน ซึ่งหมายถึงการที่สก็อตต้องตัดสินใจเลือกระหว่างราโมน่า นางในฝัน กับ ไนฟ์ส เชา คนที่ทั้งรักและเทิดทูนเขา ซึ่งสก็อตก็ไม่แน่ใจว่าความรู้สึกที่ยังมีต่อเธออยู่นั้นมันเป็นความรักหรือสำนึกผิดกันแน่ (และอาจจะรวม คิม ไปอีกคนด้วย)ซึ่งสก็อตจะต้องแก้ปัญหาทั้งหมดที่เขาเองเป็นคนก่อขึ้นให้ได้ แต่ไม่ว่ายังไงก็อย่าได้ทุ่มเทให้กับความรักจนโงหัวไม่ขึ้นแบบสก็อตจนลืมคนรอบข้างที่คอยเป็นห่วงเป็นใยอย่างเพื่อนๆ และน้องสาวไป การที่รู้ว่าเรารักใครอาจจะดีกว่ารู้ว่าใครรักเราก็จริง แต่การที่รู้ว่าใครรักเราก็ยังมีข้อดี เผื่อว่าเราทุ่มเทให้กับคนที่เรารักมากเกินไปจนลืมรักตัวเราเอง ก็จงจำไว้ว่า คนที่รักเรานี่แหละที่จะช่วยเหลือในเวลาที่เราลืมรักตัวเอง อย่าลืมไปเตือน พี่เบิร์ด ธงไชย เรื่องนี้ด้วยล่ะ (เพราะพี่เบิร์ดชอบพูดว่า “เบิร์ดรักทุกคนเลยยยย…) แล้วจะเหลืออะไรให้รักตัวเองงง!!!

คะแนนรวม  8/10
null

ฉากเด็ด

ฉากจบของเรื่องครับ สำหรับเรื่องนี้จะมีการทำฉากจบมา 2 แบบ (เหมือน Infernal Affairs ภาคแรกเลย)โดยฉากจบแบบธรรมดาจะอยู่ในเนื้อเรื่อง ส่วนฉากจบอีกแบบหนึ่งจะอยู่ใน Deleted Scene (ฉากที่ตัดออก) ซึ่งสามารถหาชมได้ใน Bonus ของ DVD และ Bluray ครับ

ตัวอย่างภาพยนตร์

ขอขอบคุณข้อมูลจาก วิกิพีเดีย Wikipedia

Directed by Edgar Wright
Produced by Edgar Wright
Marc Platt
Eric Gitter
Nira Park
Screenplay by Edgar Wright
Michael Bacall
Based on Scott Pilgrim by
Bryan Lee O’Malley
Narrated by Bill Hader
Starring Michael Cera
Mary Elizabeth Winstead
Jason Schwartzman
Kieran Culkin
Ellen Wong
Alison Pill
Mark Webber
Johnny Simmons
Anna Kendrick
Music by Nigel Godrich
Cinematography Bill Pope
Editing by Jonathan Amos
Paul Machliss
Studio Big Talk Films
Relativity Media
Distributed by Universal Studios
Release date(s) July 27, 2010 (Fantasia Festival)
August 13, 2010 (United States)
Running time 112 minutes[1]
Country United Kingdom
United States
Language English
Budget $85–90 million[2][3][4]
$60 million after tax rebates[5]
Gross revenue $47,664,559[2][5

null “สิ่งใดที่นำพาให้ตามหารักที่หายไป?”

A. เงิน                                                                        B. โชคลาภ

C. ปัญญา                                                                   D. พรหมลิขิต

คำถามที่ขึ้นบนแฮนด์บิลของหนังอาจจะดูก้ำกึ่งระหว่างยากและง่าย (แต่จะดูง่ายไปทันทีเมื่อเทียบกับคำถามโอเน็ตและแกทแพท) Slumdog Millionaire หรือในชื่อภาษาไทยว่า คำตอบสุดท้าย…อยู่ที่หัวใจ จะนำพาให้คุณได้รู้ถึงที่มาของคำตอบ ทั้งยังได้รู้ถึงความสำคัญของคำตอบนั้น บางครั้งคำตอบบางคำตอบอาจจะไม่ต้องใช้อวัยวะที่เรียกว่า “สมอง” คิด เพราะสมองแสดงออกเพียงสติปัญญา หาใช่ความรู้สึกไม่ ดังนั้นเราจึงต้องใช้สิ่งที่ตอบได้ทุกความรู้สึกที่เป็นอยู่ และสิ่งนั้นเราทุกคนต่างเรียกมันว่า “หัวใจ” ดังที่ปรากฏในชื่อไทยของเรื่อง หัวใจ ที่ว่านั้นหาใช่หัวใจที่เป็นอวัยวะไม่ แต่คือหัวใจที่เป็นตัวแทนของการแสดงออกถึงความรู้สึกต่างๆ สุข ทุกข์ กลัว เศร้า โกรธ รังเกียจ อับอาย ประหลาดใจ ล้วนแล้วแต่ใช้ “หัวใจ” เป็นตัวประมวลผลทั้งสิ้น แหม อย่าเพิ่งทำหน้าอย่างนั้นสิครับ ผมไม่ได้จะเปลี่ยนแนวมารีวิวแบบวิชาการหรอกนะ แต่บางทีก็ต้องมีการหาข้อมูลกันมาบ้าง เพราะผมมันพวกโง่แล้วอวดฉลาด (ว่าไปนั่น)

แต่คนฉลาดก็ไม่ได้แปลว่าจะต้องรู้ไปซะทุกเรื่อง หากขาดโอกาสและประสบการณ์ เรื่องบางเรื่องเรียนรู้ได้ในตำรา แต่ที่กว้างใหญ่กว่าคือโลกใบนี้ ยังมีอะไรมากมายที่แม้แต่อัจฉริยะก็ยังไม่รู้ และถึงรู้ก็ยากที่จะหาคำตอบและตรรกะต่างๆมาอธิบายได้ ที่กล่าวมานี้คือส่วนหนึ่งของธีมหลักที่ทางผู้สร้าง Slumdog Millionaire ต้องการจะนำเสนอต่อผู้ชม ผ่านหนังดราม่าที่อบอวลด้วยกลิ่นอายโรแมนติก และเสียดสีสังคมอย่างถึงพริกถึงขิง ซึ่งถ้าว่ากันตามความจริงแล้ว Slumdog Millionaire ไม่ใช่หนังอินเดียอย่างที่หลายคนเข้าใจกันนะครับ เพราะทีมงานส่วนใหญ่หรืออาจจะทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นคนอังกฤษกันทั้งนั้น รวมไปถึง แดนนี่ บอยล์ ผู้กำกับภาพยนตร์ด้วย แต่ผมคิดว่าการที่นักแสดงทั้งหมดเป็นชาวอินเดีย เรื่องราวและเหตุการณ์ทั้งหมดล้วนเกิดขึ้นในประเทศอินเดีย และหลายท่านก็คงจดจำหนังเรื่องนี้ในฐานะหนังอินเดียไปแล้ว ผมเลยเลือกที่จะจัดมันอยู่ในหมวดของหนังอินเดียด้วย ในขณะเดียวกันก็จัดให้มันอยู่ในหมวดของหนังฮอลลีวู้ดเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ผมขอเตือนทุกท่านอีกครั้งว่า Slumdog Millionaire ไม่ใช่หนังอินเดียแท้ๆนะครับ

null

Slumdog Millionaire บอกเล่าเรื่องราวของ จามาล มาลิค(เดฟ พาเทล) เด็กหนุ่มชาวสลัมมุมไบวัย 18 ปี ที่เข้าแข่งขันรายการเกมส์โชว์ที่มีชื่อว่า “Who Wants To Be A Millionaire?” (แปลว่า ใครอยากเป็นเศรษฐี? แต่อย่าไปตอบว่า “ฉันน่ะสิ ฉันน่ะสิ” เชียว) เพื่อตามหา ลติกา(ฟรีด้า ปินโต) หญิงสาวผู้เป็นรักแรกและรักเดียวของเขาที่เคยผ่านช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตมาด้วยกันในวัยเด็ก แต่ต่อมาได้พลัดพรากจากกัน จามาลมารู้อีกทีว่าเธอกลายเป็นผู้หญิงคนสำคัญของ จาเวด ข่าน(มเหศ มันชเรขาร์) ผู้มีอิทธิพลในย่านสลัมมุมไบ  อีกทั้ง ซาลิม(มธุระ มิททาล) พี่ชายของจามาล ที่เคยร่วมทุกข์ร่วมสุขในวัยเด็ก และพลัดพรากจากกันเช่นเดียวกันกับลติกา ก็ได้กลายเป็นมือขวาของจาเวดไปเรียบร้อยแล้ว จามาลพบลติกาครั้งสุดท้าย เมื่อปลอมตัวเข้ามาเป็นคนงานในบ้านจาเวด และพบลติกาอีกครั้ง แต่ก็ต้องพรากจากกันอีก และลติกาก็โดนกักขังไว้เพื่อไม่ให้พบกับจามาลอีก สิ่งเดียวที่จามาลจำได้ก็คือลติกาชอบดูรายการใครอยากเป็นเศรษฐี  และนั่นคือหนทางเดียวที่เขาจะสื่อสารกับเธอ เพียงเพื่อพบเธออีกสักครั้ง นั่นคือการสมัครเข้าแข่งขันในรายการที่เธอชอบดูนั่นเอง

จามาลเข้าแข่งขันโดยไม่ได้หวังเงินรางวัลแต่อย่างใด แต่จะเป็นโชคหรือเคราะห์กรรมก็ไม่ทราบ ที่ทำให้จามาลตอบคำถามถูกทุกข้อ ทำให้ เปรม(อนิล กาปูร์) พิธีกรและเจ้าของรายการนี้เริ่มคลางแคลงใจในตัวของจามาลว่าอาจใช้วิธีทุจริตในการตอบคำถาม เพราะสถานะของจามาลไม่ได้มีเครดิตมากพอที่จะตอบคำถามระดับที่แม้แต่ศาสตราจารย์ยังไม่รู้ได้ เปรมจึงอาศัยช่วงที่รายการหยุดบันทึกเทป เรียกตำรวจมาจับจามาลไป จามาลอยู่ในการควบคุมของ สารวัตร(อิราฟาน ข่าน) และถูกทรมานเพื่อเค้นคำตอบว่าเขาโกงอย่างไร แต่ไม่ว่าจะทรมานอย่างไรจามาลก็ไม่ยอมปริปาก ก่อนที่สารวัตรจะเลือกใช้ไม้อ่อนกับเขา ในการสอบปากคำว่าเพราะเหตุใดจามาลถึงตอบได้ทุกคำถาม จามาลจึงเล่าเรื่องของตนเองตั้งแต่วัยเด็ก ว่าแต่ละช่วงชีวิตเขาได้พบเจออะไรมาบ้าง และคำตอบของคำถามแต่ละข้อนั้นก็ตรงกับเหตุการณ์ต่างๆที่เขาเจอมาโดยบังเอิญ ถึงคราวที่จามาลจะต้องพิสูจน์ตัวเองกับสารวัตร เพื่อหาโอกาสที่จะกลับไปเข้าแข่งขันในรายการอีกครั้ง กับคำถามสุดท้ายที่มีมูลค่าแจ็คพอตสูงถึง 20 ล้านรูปี แต่การกลับไปครั้งนี้หาใช่เพื่อเงินรางวัลไม่ แต่เพื่อการตามหาชีวิตอีกครึ่งหนึ่งของจามาลที่พลัดพรากไป ซึ่งเขาเรียกเธอว่า “ลติกา”

ตัวละครหลัก

null

จามาล มาลิค(เดฟ พาเทล) เด็กหนุ่มวัย 18 ปี จากสลัมมุมไบ มีชีวิตอันเหลวแหลกในวัยเด็ก เพราะกำพร้าพ่อแม่ วัยเด็กร่วมมือกับซาลิมเป็นมิจฉาชีพเพื่อประทังชีวิต เมื่อโตขึ้นได้ตามหาลติกาผ่านเกมส์โชว์ แต่ตอบถูกเกือบทุกคำถาม ทำให้โดนสอบปากคำ ทั้งๆที่คำตอบของคำถามทุกข้อล้วนมาจากเหตุการณ์ที่เขาได้พบเจอมาทั้งสิ้น

null

ลติกา(ฟรีด้า ปินโต) คนรักของจามาลในวัยเด็กที่พลัดพรากจากกันไป และเป็นเสมือนทุกสิ่งทุกอย่างของจามาล เป็นผู้หญิงคนสำคัญของจาเวด ข่าน ผู้ทรงอิทธิพลในสลัมมุมไบ

null

ซาลิม มาลิค(มธุระ มิททาล) พี่ชายของจามาล มีนิสัยเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย เพราะก้าวทางผิดจึงทำให้เขาต้องกลายมาเป็นสมุนของจาเวด และสำนึกได้ถึงความเลวที่เคยกระทำกับน้องชาย ทำให้ซาลิมกลับใจคิดจะกลับมาช่วยให้น้องชายสมหวังอีกครั้ง

null

เปรม(อนิล กาปูร์) พิธีกรรายการใครอยากเป็นเศรษฐี หน้ากล้องอาจดูเหมือนพิธีกรทั่วไปที่เป็นมิตรกับผู้เข้าแข่งขัน แต่หลังฉากกลับเป็นจิ้งจอกเฒ่า ที่คอยทำทุกวิถีทางเพื่อให้จามาลพ่ายแพ้ในรายการนี้ เพราะเขาไม่เชื่อว่าคนกระจอกอย่างจามาลจะสามารถทำได้ในสิ่งที่อัจฉริยะทำไม่ได้

null

สารวัตร(อิราฟาน ข่าน) นายตำรวจหนุ่มผู้ควบคุมตัวของจามาล และทำคดีของจามาลอยู่ ภายนอกดูเป็นคนโหดๆ เหี้ยมๆ พูดจาเหน็บแหนมกระแทกกระทั้น แต่แท้จริงแล้วเป็นคนที่รับฟังโดยเหตุผล และไตร่ตรองอย่างรอบคอบ

เคยสงสัยกันบ้างมั้ยครับว่า ทำไมชีวิตของคนเราถึงมักจะมีสุขและทุกข์หมุนเวียนกันไปมาตลอด บางครั้งเราทำตัวดีๆแล้ว ทุกข์ก็ยังตามมา บางครั้งบนวิกฤติเรากลับมองเห็นโอกาส และอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่ถาโถมเข้ามาในชีวิตจนแทบจะบ้าตายซะให้ได้ บางเรื่องเราไม่ได้จุดชนวนแต่มันกลับเกิดขึ้น โทษตัวเองก็ไม่ได้ โทษใครก็ไม่ได้ เพราะความผิดนี้เป็นสิ่งที่ “โชคชะตา” กำหนดขึ้น หลายครั้งหลายคราที่มนุษย์ได้รับบทลงท้ณฑ์จากการฝ่าฝืนโชคชะตา สิ่งเดียวที่ทำได้ก็คือต้องยอมรับมัน แต่ว่าโชคชะตามักไม่ค่อยส่งเรื่องดีๆมาให้เราหรอกครับ มันมักจะเล่นตลกกับเราเสมอ และตัวเอกของหนังอย่าง จามาล มาลิค ก็โดนโชคชะตาเล่นตลกจนหัวปั่น ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนตั้งตัวไม่ติดเลย สิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิตของเขาตั้งแต่เด็กยันหนุ่ม และอุปสรรคนานัปการที่เขาต้องฝ่าฟันเพียงเพื่อให้ได้เห็นใบหน้าของผู้หญิงที่เป็นรักแรกและรักเดียวในชีวิตของเขาอย่าง ลติกา ก็ทำให้เขาแทบจะเอาชีวิตไม่รอดเลยทีเดียว

ที่กล่าวมานั้นคือพล็อตหลักของหนัง ที่มีเนื้อหาแหวกแนวจากหนังทั่วๆไป โดยการเล่นกับความรู้สึกของคน โดยเฉพาะตัวเอก ซึ่งในพล็อตหลักนั้นถูกถ่ายทอดมาในแบบโรแมนติกดราม่า ในขณะที่ซับพล็อตหรือพล็อตรองได้นำเสนอในแง่ของการเสียดสีสังคม คือ การเล่าย้อนถึงชีวิตในวัยเด็กของจามาล ขณะที่กำลังให้ปากคำกับตำรวจอยู่ ได้กล่าวถึงวัยเด็กของจามาลที่พบเจอแต่เรื่องเลวร้าย  โดยเฉพาะสังคมอินเดีย เรื่องราวร้ายๆเริ่มต้นขึ้นเมื่อแม่ของจามาลและซาลิมเสียชีวิตจากสงครามระหว่างศาสนา เรื่อยไปจนเป็นขอทาน และประกอบมิจฉาชีพเพียงเพื่อเลี้ยงตนให้อยู่รอดปลอดภัยไปวันๆ ผู้กำกับแดนนี่ บอยล์ เลือกที่จะนำเสนอสถานการณ์สองเวลานี้ให้ควบคู่ขนานไปด้วยกันอย่างมีชั้นเชิง โดยการเริ่มจากจุดใกล้ไคลแมกซ์ของเรื่อง มาตัดสลับกับการที่จามาลเล่าย้อนอดีตของตนเอง แล้ววกกลับมาที่จุดเดิมที่เปิดเรื่องเอาไว้ นับว่าเป็นหนังที่หาการเปิดตัวในแบบฉบับนี้ได้ยากยิ่งทีเดียว เพราะมันเป็นเรื่องยากที่จะวางโครงเรื่องไว้บรรจบเข้าหากันในตอนต่อมาได้ โชคดีที่แดนนี่ บอยล์ให้รายละเอียดตรงนี้ได้ค่อนข้างชัดเจน

null

อีกสไตล์หนี่งที่ค่อนข้างทำได้ดี คือการเสียดสีสังคมอินเดีย โดยเฉพาะเรื่องของการแบ่งแยกชนชั้นวรรณะอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะตัวละครอย่างเปรม พิธีกรรายการที่เทียบได้กับชนชั้นวรรณะแพศย์ ซึ่งแสดงออกถึงการรังเกียจจามาลอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากจามาลเป็นเพียงเด็กสลัมคนหนึ่ง ซึ่งแทบไม่มีสถานภาพทางสังคมเลย การที่เขาเป็นเพียงเด็กเสิร์ฟชาในคอลเซนเตอร์ ก็เท่ากับว่าจามาลเป็นคนวรรณะศูทรดีๆนี่เอง และการที่จามาล “รู้” คำตอบโดยบังเอิญ ก็ยิ่งทำให้เปรมคลางแคลงใจ เพราะเขาไม่มีทางเชื่อหรอกว่าเด็กสลัมจนตรอกคนหนึ่งจะตอบคำถามที่บรรดาบุคคลผู้ทรงภูมิทั้งหลายยังไม่รู้ได้อย่างไร ดังนั้นในระหว่างที่ทั้งสองคุยกันหลังบันทึกเทป เปรมจึงทั้งผลักไสไล่ส่ง และพยายามสร้างสถานการณ์เพื่อบีบบังคับให้จามาลแพ้การแข่งให้เร็วที่สุด แต่ก็ไม่เป็นผลแต่อย่างใด เพราะจามาลยังคงเชื่อมั่นอยู่ว่า ถ้าเขายังยืนหยัดอยู่ในรายการนี้ได้นานเท่าไหร่ โอกาสที่ลติกาจะเห็นเขาและติดต่อกลับมาหาเขาก็ยังมีมากขึ้นเท่านั้น

นอกจากนี้หนังยังได้ตีแผ่ถึงชีวิตของเด็กสลัมที่ต้องอยู่อย่างปากกัดตีนถีบ โดยเฉพาะเด็กกำพร้าอย่างจามาลและซาลิม สองพี่น้องที่ต้องคอยติดสอยห้อยตามไปด้วยกันตลอด พวกเขาต้องพบเจอเหตุการณ์มากมายในวัยเด็ก และบางเหตุการณ์ก็อันตรายเกินกว่าที่เด็กวัยเดียวกันจะเผชิญได้ ไม่ว่าจะเป็นการหนีตายจากสงครามระหว่างศาสนาที่เป็นเหตุให้แม่ของพวกเขาตาย หรือการเผชิญหน้ากับแก๊งขอทานที่ภายนอกดูเป็นคนใจบุญ แต่แท้จริงแล้วกลับเอาเด็กมาทำให้พิการแล้วให้ตระเวนขอเงินจากผู้คน แต่สองพี่น้องก็ผ่านมาได้อย่างทุลักทุเล ประสบการณ์ส่วนใหญ่ล้วนเต็มเปี่ยมไปด้วยความอันตราย ยิ่งสอนให้สองพี่น้องต้องทำทุกอย่างเพื่อเอาตัวรอด แม้จะต้องกระทำเรื่องที่ผิดต่อศีลธรรมและความดีงามนานาประการ เช่น ขโมยของ เป็นต้น และเมื่อชีวิตของสองพี่น้องย่างเข้าสู่จุดแรกของวัยรุ่น ซึ่งเป็นวัยหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต ที่เดินทางผิดเพียงครั้งเดียวก็ยากที่จะหันหลังกลับ ทำให้สองพี่น้องมีความคิดเห็นที่ขัดแย้งกัน โดยเฉพาะซาลิมผู้พี่ที่หลงเดินทางผิดสู่เส้นทางสายนักเลง ทำให้สองพี่น้องต้องเดินกันคนละทาง และแยกจากกันในที่สุด และกว่าที่ซาลิมจะรู้ตัวว่าเดินทางผิด แม้จะกลับใจได้ แต่เขาก็กลับตัวไม่ทันเสียแล้ว

null

มีหลายคนที่ได้ชมหนังเรื่องนี้แล้วได้สงสัยและตั้งคำถามถึงความสัมพันธ์ระหว่างซาลิมกับจามาล ว่าแท้จริงแล้วสองพี่น้องคู่นี้เขาจะดีหรือจะร้ายใส่กัน โดยเฉพาะซาลิมที่บางครั้งก็เป็นพี่ที่คอยช่วยเหลือจามาลทุกเรื่อง แต่บางครั้งก็เห็นแก่ตัวจนเกินไป และกระทั่งตัวของจามาลเอง ที่ผมเชื่อว่าหลายคนคงสงสัยว่าตกลงแล้วอุปนิสัยของเขาเป็นยังไงกันแน่ บางครั้งก็ดี บางทีก็กวนประสาทคนอื่น ในส่วนนี้แดนนี่ บอยล์ได้ให้เหตุผลว่า บุคลิกของตัวละครทุกตัว เขาตั้งใจที่จะให้พวกเขาเหล่านั้นเป็นตัวละครที่ใกล้เคียงกับชีวิตจริงมากที่สุด พูดง่ายๆคือมีความเป็นปุถุชนนั่นเอง แม้จะทำความดีมาตลอด แต่บางครั้งก็ต้องพ่ายแพ้ต่ออำนาจโมหะและกิเลสต่างๆได้เช่นกัน ส่วนเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างจามาลและซาลิม แดนนี่ได้ให้เหตุผลอีกว่า เป็นความสัมพันธ์ที่คู่พี่น้องทั่วไปมีให้กันนั่นแหละ ต่อให้เลวใส่กันยังไง แต่สายสัมพันธ์ยังไงก็ตัดไม่ขาด โดยเฉพาะซาลิมที่แม้จะเป็นคนออกปากไล่จามาลให้ออกไปจากชีวิต แต่เมื่อได้พบเจอกับน้องชายอีกครั้ง เขาก็มีอาการดีใจอย่างเห็นได้ชัด

หรือจะเป็นตอนในวัยเด็ก กับฉากที่ระหว่างที่จามาลและซาลิมหลบหนีออกจากแก๊งขอทาน แล้วกระโดดขึ้นโบกี้รถไฟได้ เหลือเพียงลติกาที่วิ่งตามมาเพื่อจะขอขึ้นรถไฟด้วย ซาลิมจับมือเธอเอาไว้ได้ แต่เมื่อเห็นพวกแก๊งขอทานวิ่งตามมา ซาลิมชั่งใจแล้วคิด ดูท่าว่าไม่น่าจะรอด เขาจึงตัดสินใจปล่อยลติกาทิ้งซะ เพราะไม่อย่างนั้นเขากับน้องชายคงไม่รอดแน่ ถ้าว่าในแง่ของหนังอาจจะดูเป็นการกระทำที่เกินเลยไปซักนิด แต่พอคิดในแง่ของชีวิตจริง มันก็ไม่แปลกนะครับที่พี่น้องจะรู้สึกและกระทำต่อกันแบบนั้น เพราะความผูกพันธ์ระหว่างทางสายเลือดและความรู้สึกยังไงก็ตัดกันไม่ขาดแน่ จนท้ายที่สุดซาลิมเลือกที่จะช่วยเหลือให้น้องชายสมหวังในความรัก ด้วยสายสัมพันธ์ที่มีต่อน้อง และการสำนึกถึงบาปที่ตนเคยกระทำกับน้องในอดีต แม้เขาจะรู้ดีว่าการกระทำของเขาจะเป็นการทรยศต่อเจ้านายของเขาก็ตาม และตัวจาเวดผู้เป็นเจ้านายของซาลิมเอง ก็มีอิทธิพลมากทีเดียว แม้แต่ตำรวจยังเกรงกลัว นี่ก็เป็นสิ่งที่สื่อให้เห็นถึงอำนาจเหนือกฏหมายที่เสียดสีสังคมได้อย่างเจ็บแสบ

null

นอกจากความสุดยอดในการดำเนินเรื่องที่มีความเฉียบคม และนำเสนออย่างมีชั้นเชิงแล้ว สิ่งที่นอกเหนือจากความสุดยอดในด้านภาพ ก็ยังมีความสุดยอดในด้านเสียง ที่มีรางวัลออสการ์มาการันตีอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นรางวัลบันทึกเสียงยอดเยี่ยม รางวัลดนตรีประกอบยอดเยี่ยม และรางวัลเพลงประกอบยอดเยี่ยม (ดนตรีประกอบกับเพลงประกอบต่างกันตรงที่เพลงมีเนื้อร้องนะครับ แต่ดนตรีจะแค่บรรเลงเฉยๆ เพื่อกระตุ้นอารมณ์ของผู้ชม) ต้องขอบอกว่าฝ่ายบันทึกเสียงหรือมิกซิ่งซาวนด์ทำหน้าที่ได้ดีสมราคาจริงๆ การปรับเสียงในโทนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเสียงพูดจากทีวี เสียงพูดจากหน้งกางแปลง โดยเฉพาะเสียงพูดจากโทรศัพท์ ที่มีความใกล้เคียงกับเสียงในความเป็นจริงอย่างมากถึงมากที่สุด ราวกับตัวละครเหล่านั้นมาคุยโทรศัพท์อยู่ข้างหูเรานี่เอง อันแสดงให้เห็นถึงความพิถีพิถันและความเอาใจใส่ในทุกรายละเอียดในด้านเสียงจริงๆ

ส่วนดนตรีประกอบก็สร้างความเร้าใจได้ดีทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นดนตรีประกอบในบทอย่าง เพลงเปิดของรายการเกมส์โชว์ ที่สร้างความตื่นเต้นและชวนให้คิดตามคำถามได้ดี หรือดนตรีนอกบทอย่างฉากไล่ล่า ที่ให้อารมณ์ทริลเลอร์อย่างดีเยี่ยม และเพลงประจำตัวของลติกา ที่จะเป็นเสียงผู้หญิงฮัมเพลง ให้อารมณ์ความเหงาและความคิดถึงอย่างโหยหาได้เป็นอย่างมาก ส่วนเรื่องเพลงประกอบก็จะแหวกแนวกว่าหนังอินเดียทั่วๆไปเล็กน้อย เพราะเพลงส่วนใหญ่จะเป็นเพลงแนวแร็พแดนซ์ และเป็นเนื้อภาษาอังกฤษเสียส่วนใหญ่ แต่ก็ยังคงกลิ่นอายของหนังอินเดียอยู่ ขาดก็แต่เพียงฉากร้องเพลงแบบมิวสิควิดีโอ ตามสไตล์หนังอินเดียทั่วไปที่มีอยู่เพลงเดียวคือเพลง Jai Ho ในตอนท้ายเรื่อง เป็นไปได้ว่าเพลงส่วนใหญ่ถูกแต่งขึ้นภายหลังจากหนังเสร็จสมบูรณ์ เพื่อต้องการดูอารมณ์ในฉากนั้นว่าเนื้อหาของเพลงควรจะเป็นแบบไหน และจังหวะควรจะเป็นยังไง สำหรับคอหนังอินเดียอาจจะผิดหวังกันบ้าง แต่อาจเป็นเพราะแดนนี่ต้องการความเป็นสากลในหนังของเขาก่อนเป็นอันดับแรกก็ได้

null

แม้หนังจะเต็มไปด้วยข้อดีมากมาย แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีข้อบกพร่อง น่าเสียดายที่นอกจากการเอาใจช่วยตัวละครแล้ว หนังไม่สามารถกระตุ้นอารมณ์ดราม่าและโรแมนติกที่เป็นแนวทางของหนังให้ถึงจุดพีคได้ ถามว่าอารมณ์ดราม่าและโรแมนติกมีหรือไม่ จริงๆมีนะ มีเยอะด้วย แต่หนังมัวเทประเด็นให้กับการพิสูจน์ตัวเองของพระเอกมากไปทำให้มาให้น้ำหนักกับอารมณ์ดราม่าและโรแมนติกได้ไม่สูงพออย่างที่ควรจะเป็น จากที่ตอนแรกกะจะทำให้ฉากโรแมนติกและดราม่ากลายเป็นจุดเด่นของเรื่อง กลับถูกแย่งซีนไปโดยฉากไล่ล่า และฉากกระตุ้นอารมณ์ให้เอาใจช่วยพระเอกในการพิสูจน์ตัวเอง และรอพบลติกาไปอย่างน่าเสียดาย รวมทั้งเหตุการณ์ที่เป็นที่มาของคำตอบของคำถามบางคำถามก็ดูขาดเหตุผลในการที่พระเอกจะรู้คำตอบไปอีกด้วย ยังรู้สึกว่าพระเอกยังไม่น่าสงสารเท่าไหร่เลย

แต่ไม่ว่าจะยังไง เมื่อลองบวกลบคูณหารถอดรูธออกมาแล้ว Slumdog Millionaire ก็ยังคู่ควรกับตำแหน่งหนังดีและรางวัลออสการ์ 8 ตัวอยู่ดี หนุนส่งให้เดฟ พาเทล และ ฟรีดา ปินโต คู่พระนางของเรื่องกลายเป็นซุปตาร์ในเวลาต่อมา (และกลายเป็นคู่รักนอกจอกันจริงๆ) แม้หนังจะสอดแทรกสาระอยู่มากมาย แต่ก็สรุปรวมได้เป็นสาระใหญ่ๆคือ ต้องการให้เรามีความศรัทธาในตนเอง และอย่าได้เชื่ออะไรโดยปราศจากการพิจารณาให้ถี่ถ้วน ให้ยึดตนเป็นที่ตั้ง และใช้สติปัญญาทุกอย่างไขปัญหา เราก็จะสามารถอยู่ร่วมกันในสังคมนี้ได้อย่างมีความสุข และอย่าได้ยอมแพ้ต่อโชคชะตา เพราะมันคงไม่เล่นตลกกับเรามากเกินไปหรอกครับ เศรษฐีที่ไหนก็ล้วนแต่ต้องเริ่มต้นจากศูนย์ทั้งสิ้น ดาบที่จะดีได้ก็ต้องผ่านไฟมาก่อนทั้งนั้น ยึดมั่นในความดีเข้าไว้ ซักวันหนึ่งมันก็จะกลายเป็นพลังให้เราก้าวผ่านอุปสรรคไปได้ในที่สุด ถึงเวลานั้นไม่ว่าเราจะเป็น Slumdog หรือไม่ แต่ยังไงเราก็ต้องได้เป็น Millionaire (เศรษฐี) อย่างแน่นอน ไม่ใช่เศรษฐีที่ร่ำรวยด้วยเงินตราหรือทรัพย์สมบัติ แต่เป็นเศรษฐีที่ร่ำรวยด้วยความดีและความศรัทธา ไม่ว่าจะเป็นความศรัทธาจากผู้อื่นและจาก…ตนเอง สู้! สู้!

คะแนนรวม  10/10

ฉากเด็ด

null

ฉากที่จามาลในวัยเด็ก ซึ่งกำลังถ่ายหนักอยู่ในส้วมแบบยกใต้ถุน (คือสูงขึ้นจากพื้น และที่ใต้ถุนนั้นก็มีแต่…ขี้ล้วนๆ) และทันทีที่ได้ยินเสียงตะโกนว่า อมิตาภ บาจจัน ดาราคนโปรดมาเยือนในแถบหมู่บ้าน ซาลิมพี่ชายก็หนีไปดูดาราโดยแอบใส่กลอนจากประตูข้างนอกไว้ ทำให้จามาลออกมาไม่ได้ และทางออกก็มีอยู่ทางเดียว คือ รูสำหรับทิ้งระเบิดนั่นเอง โดยมีเบื้องล่างเป็น “บ่อทอง” ล้วนๆ แต่เมื่อดาราขวัญใจมาทั้งที จะไม่ไปขอลายเซ็นก็กระไรอยู่ เจ้าหนูจามาลเลยตัดใจทิ้งดิ่งลงสู่บ่อทอง และวิ่งไปขอลายเซ็นดาราคนโปรดทั้งสภาพนั้นแหละ และนี่คือจุดเริ่มต้นที่หนังกำลังจะบอกกับผู้ชมว่า สำหรับจามาลแล้ว ไม่มีอะไรที่มันทำไม่ได้!!!

ตัวอย่างภาพยนตร์

ขอขอบคุณข้อมูลจาก  วิกิพีเดีย  Wikipedia

Directed by Danny Boyle
Produced by Christian Colson
Written by Simon Beaufoy
Based on Q & A by
Vikas Swarup
Starring Dev Patel
Freida Pinto
Madhur Mittal
Anil Kapoor
Ayush Mahesh Khedekar
Tanay Chheda
Irrfan Khan
Rubina Ali
Tanvi Ganesh Lonkar
Azharuddin Mohammed Ismail
Ashutosh Lobo Gajiwala
Music by A. R. Rahman
Cinematography Anthony Dod Mantle
Editing by Chris Dickens
Studio Celador Films
Film4
Distributed by Pathe Pictures
(UK)
Fox Searchlight Pictures
Warner Bros. Pictures
(US)
Release date(s) 12 November 2008(United States)
9 January 2009(United Kingdom)
Running time 120 minutes
Country United Kingdom
Language English
Hindi
Budget $15 million[1]
Gross revenue $377,910,544[1