True Legend (2010) : เอ็งเป็นตำนานจริงแน่อ๊ะป่าว?

Posted: ธันวาคม 4, 2010 in Action/บู๊, บทวิจารณ์ภาพยนตร์(รวม), ภาพยนตร์จีน

หมายเหตุ  บทความนี้ได้ถูกผู้เขียนนำไปเผยแพร่ลงใน http://www.gconsole.com

ก่อนอื่นก็ต้องขอบอกถึงข้อมูลบางส่วนของ ยาจกซู ตำนานหมัดเมา หรือในชื่อภาษาัอังกฤษว่า True Legend กันก่อนนะครับ สำหรับเรื่องนี้เป็นผลงานการคัมแบ็คมากำกับภาพยนตร์อีกครั้งของ หยวนวูปิง(หยวนเหอผิง) สำหรับเรื่องก่อนหน้านั้นเป็นเรื่องอะไรผมเองก็ไม่ทราบ แต่ที่แน่ๆ ผลงานการกำกับที่ดังสุดๆของหยวนวูปิงก็คือ ไอ้หนุ่มพันมือ และ ไอ้หนุ่มหมัดเมา ภาค 1 ที่หนุนส่งให้ เฉินหลง กลายเป็นซูเปอร์สตาร์แห่งเอเชียภายในชั่วข้ามคืน คราวนี้หยวนวูปิงขอส่งดาราเจ้าฝีมือรุ่นน้อง “จ้าวเหวินจั๊วะ” จาก ฟงอวิ๋น มาเป็นแอ็คชั่นสตาร์คนใหม่(เผื่อจะดัง)กับเค้าบ้าง โดยใส่สโลแกนไปว่า “ภาพยนตร์กังฟู 3D เรื่องแรกของโลก”

True Legend แบ่งเนื้อเรื่องเป็น 2 ตอน ซึ่งเชื่อมโยงถึงกัน

ตอนที่ 1 เป็นเรื่องราวของซูชาน(จ้าวเหวินจั๊วะ) แม่ทัพหนุ่มผู้เพียบพร้อมด้วยหน้าที่การงาน ทั้งยังเป็นที่ไว้วางพระทัยขององค์ชายแห่งเมืองจีน เค้าได้แต่งงานกับเสี่ยวหยิง(โจวซวิ่น) น้องสาวของหยวนลี่(แอนดี้ ออน)เพื่อนทหารรุ่นพี่ ซึ่งแท้จริงแล้วพ่อของหยวนลี่ถูกพ่อของซูชานสังหาร เนื่องจากฝึกวิชามารจนเกรงจะเป็นภัยต่อยุทธภพ หยวนลี่ได้แต่เก็บความแค้นเอาไว้ 5 ปีผ่านไปหยวนลี่ก็กลับมาแก้แค้น หลังจากที่ฝึกวิชาเดียวกับที่พ่อของตนฝึกมา โดยการสังหารพ่อของซูชาน ซูชานหมายแก้แค้นทว่าฝีมือของเค้ายังห่างไกลจากหยวนลี่นัก จึงถูกซัดตกน้ำไป เสี่ยวหยิงเองก็โดดน้ำตามซูชานไป เหลือเพียง เสี่ยวฟง ลูกของทั้งสองที่หยวนลี่กักไว้เป็นตัวประกัน ซูชานและเสี่ยวหยิงได้รับความช่วยเหลือจาก หยู(มิเชล โหย่ว) หญิงชาวป่าผู้รู้การแพทย์และมีอาชีพหมักเหล้าไปขาย ที่นี่ซูชานได้พบกับสมณะชุดดำและ เทพวูซู(เจย์ โชว) มาสอนการต่อสู้ให้ เพื่อให้ซูชานกลับไปแก้แค้นอีกครั้ง

ตอนที่ 2 ซูชานเดินทางมาถึงไห่หนานเจียง เขตแดนรอยต่อจีน-รัสเซีย ที่ซึ่งมีการประลองหมัดมวยระหว่างชาวจีนและชาวตะวันตก ตำนานหมัดเมาได้ถือกำเนิดขึ้นที่นี่

ตัวละครหลัก

ซูชาน(จ้าวเหวินจั๊วะ) อดีตแม่ทัพหนุ่ม ผู้ถูกศัตรูตามล่าจนต้องตกอับ ใช้ชีวิตไปวันๆอย่างซังกะตาย จนเมื่อเค้าได้พบกับเทพวูซู ก็คล้ายพบแสงสว่างในชีวิต

เสี่ยวหยิง(โจวซวิ่น) ภรรยาของซูชาน น้องสาวของหยวนลี่ คอยให้กำลังใจและเืตือนสติซูชานอยู่ตลอดเวลา หวังรอวันที่ครอบครัวของนางจะได้อยู่พร้อมหน้าสามคนพ่อแม่ลูกอีกครั้ง

หยวนลี่(แอนดี้ ออน) พี่ชายของเสี่ยวหยิง มีความแค้นที่พ่อของซูชานสังหารพ่อของตน ต่างกับเสี่ยวหยิงที่ละวางความแค้นได้ ฝึกวิชามารจนวรยุทธ์แข็งแกร่ง แต่ถึงเค้าจะเลวเพียงใด ลึกๆแล้วกลับมีความอ่อนโยนแฝงอยู่อย่างไม่น่าเชื่อ

หยู(มิเชล โหย่ว) หญิงชาวป่าผู้รู้การแพทย์ ให้การช่วยเหลือซูชานและภรรยา ทั้งยังคอยรักษาอาการของซูชานจนหายเป็นปกติ มีอาชีพหมักเหล้าขาย บ่อยครั้งที่ซูชานแอบแฮ๊ปเหล้าของนางมาย้อมใจ

เทพวูซู(เจย์ โชว) ผู้ทำหน้าที่ร่วมกับสมณะชุดดำ คอยชี้แนะวรยุทธ์ให้ซูชาน ที่มาที่ไปและตัวตนที่แท้จริงเป็นปริศนา

ภายหลังมานี้หนังแอ็คชั่นกึ่งชีวประวัติบุคคลในประวัติศาสตร์ยังคงเป็นแนวหนังที่มาแรงที่สุดของบรรดาผู้สร้างหนังจีน ตั้งแต่ หวงเฟยหง เรื่อยมาจน Fearless , ยิปมัน 1-2 และจนถึง True Legend เพราะเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์สามารถนำมาล้างความอ่อนไหวของบทภาพยนตร์ได้ หากแต่กับหยวนวูปิงนั้น ยังไม่สามารถสลัดความอ่อนไหวไปจากบทได้ ผู้ชมสามารถเดาเนื้อเรื่องโดยรวมได้ตั้งแต่ต้นจนจบ ที่เด่นชัดที่สุดก็คือตอนที่ซูชานถูกซัดจนตกแม่น้ำ แล้วเสี่ยวหยิงก็กระโดดตามไป ไม่น่าเชื่อ สองคนนี้ดันถูกพัดมาเกยที่เดียวกัน มันจะบังเอิญไปหรือเปล่าจ๊ะลุงหยวน

แนวทางของ True Legend แตกต่างไปจากงานอื่นๆที่หยวนวูปิงเคยสร้างสรรค์ไว้ ผลงานของหยวนวูปิงที่เรารู้จักกันดีอย่าง ไอ้หนุ่มพันมือ หรือ ไอ้หนุ่มหมัดเมา เราจะรู้จักกันดีในฐานะของหนังกังฟูคอเมดี้ที่ถูกอกถูกใจเราๆ ท่านๆ เป็นอย่างมาก เพราะดูได้สนุก และไม่เครียด แต่กับยาจกซู กลับกลายเป็นหนังแนวกังฟู – เมโลดราม่า ดูเหมือนว่าหยวนวูปิงจะพยายามตามกระแสมากเกินไป เพราะหนังดังๆอย่าง Fearless หรือ ยิปมัน ก็มีทั้งกลิ่นอายของประวัติศาสตร์และดราม่าสอดแทรกอยู่ไม่น้อย แต่หากได้ดูทั้ง 3 เรื่องก็จะพบว่า ยาจกซู คือเรื่องที่มีจุดบกพร่องมากที่สุด นี่ยังไม่นับกระแส 3D ที่ไล่ตาม Avatar มาเป็นแถบๆ

สิ่งหนึ่ง(ในหลายสิ่ง)ที่ทำให้ยาจกซูกลายเป็นแค่หนังกังฟูดูเอามันส์ แทนที่จะเป็นกังฟูดราม่าที่ดีได้นั้น อาจเป็นในด้านของ “ความสมจริง” ทั้งที่ชื่อเรื่องก็บอกอยู่แล้วว่า True Legend (ตำนานที่แท้จริง) แถมยังเป็นการนำเอาชีวประวัติของบุคคลที่มีตัวตนจริงอยู่ในประวัติศาสตร์มานำเสนอ แต่ด้วยความที่หยวนวูปิงต้องการจะสร้างสรรค์ความ “แหวก” ให้กับวงการภาพยนตร์ Martial Art มากจนเกินไป ทำให้หนังที่ดูจะจริงเรื่องนี้ กลายเป็นความ “เว่อร์” ชนิดที่ว่า ถ้าไม่ใช่ผู้กำกับคิวบู๊ระดับหยวนวูปิงแล้ว ยาจกซูอาจกลายเป็นหนังที่ถูกบรรดานักวิจารณ์สับเละก็เป็นได้

อาจเป็นเพราะเทคนิคการถ่ายทำในสมัยนี้ดูทันสมัยขึ้น ทั้งระบบ 3D ที่มาแรงและดึงดูดคอหนังอย่างมาก ทำให้หยวนวูปิงนำเสนอเรื่องนี้ออกมาในแนว “กำลังภายใน” แทนที่จะเป็น “กังฟู” ซึ่งผมว่า หนังกังฟูจริงๆไม่จำเป็นต้องใช้ 3D ก็สนุกได้ งานกลางเก่ากลางใหม่ของหยวนวูปิงอย่าง Iron Monkey ที่ฉายในปี 1993 ก็ยังดูได้สนุก หรืออย่างหลายๆเรื่องที่กล่าวมาข้างต้นก็ยืนยันได้เป็นอย่างดี แต่ก็อย่างที่บอกว่าหยวนวูปิงต้องการทำตามกระแสมากเกินไป ผลลัพธ์ที่ได้คือ มันทำลายโลโก้ความเป็นหยวนวูปิงไปได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

ส่วนที่โปรโมทกันไว้ว่าหนังเรื่องนี้จะออกมาในรูปแบบกังฟู 3D เรื่องแรกของโลก ผมไม่เห็นว่า 3D ของท่านจะมากมายตรงไหน ที่เด่นชัดที่สุดก็คือตอนที่สู้กับเทพวูซู(แน่นอนสู้กับเทพก็ย่อมมีความเว่อร์กันบ้างเป็นธรรมดา แต่ที่น่าโมโหคือ 3D ไม่เนียนเลย) ที่เหลือก็เพียงแค่ฉากซัดอาวุธลับเล็กๆน้อยๆ กล้อมแกล้มๆ ไม่ได้มากมายอะไร และขอแสดงความยินดีสำหรับท่านที่ต้องการจะสร้างหนัง 3D ซักเรื่อง มันไม่ได้ยากเย็นอะไรเลย ก็เพียงแค่คุณซูมกล้องไปใกล้ๆกับอาวุธที่มันฟาดใส่กัน ให้อาวุธเฉี่ยวหน้าจอนิดหน่อยพอให้คนดูตกใจว่ามันจะแทงทะลุจอมั้ย แค่นี้ก็ตื่นเต้นประสาทจะบริโภคกันพอแล้ว แล้วถ้ามีคนถามว่าเทคนิคนี้ได้มาจากใคร ให้บอกเค้าไปว่า “หยวนวูปิง” เหอๆๆ

สำหรับตัวของซูชานเอง บทพยายามจะยัดเยียดความน่าสงสารไปให้ตัวละครตัวนี้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ผมกลับรู้สึกว่ามันมากไปจนดูไม่มีเสน่ห์เอาซะเลย คนที่ดูน่าเห็นอกเห็นใจกว่ากลับเป็นตัวร้ายซะงั้น เพราะในเรื่องนี้ตัวของหยวนลี่เองก็ไม่ได้เลวร้ายไปซะหมด หยวนลี่เป็นเพียงคนที่ยึดติดกับความแค้นมากเกินไป ซูชานเองก็เช่นกัน เมื่อต่างคนต่างคิดล้างแค้นจึงต่างหมายล้างผลาญกันให้ถึงที่สุด หารู้ไม่ว่าการแก้แค้นนอกจากจะไม่ช่วยอะไรแล้ว ยังทำให้เกิดบาปติดตัวขึ้นอีกต่างหาก(โดยส่วนตัวแล้วผมเชื่อว่าการแก้แค้นมันไม่ได้ช่วยอะไรหรอก แต่ถ้าไม่ได้แก้แค้นแล้วมันจะรู้สึกคาใจไปตลอดชีวิต อึดอัดเฟ้ยยยยย!!!!)

บทของโจวซวิ่นก็ไม่มีอะไรให้พูดถึงมาก ตามประสาภรรยาที่ดีทั่วไป ส่วนป้ามิเชล โหย่วที่เคยวาดลีลาบู๊กระจายมาแล้วใน Crouching Tiger Hidden Dragon เรื่องนี้กลับไม่ได้บู๊อะไรเลย มีแค่ฉากโรยตัวบนหน้าผาเท่านั้น(ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าใช้สแตนด์อินหรือเปล่า) ก็เข้าใจครับว่าอะไรๆก็ต้องล่วงเลยไปตามกาลเวลา แต่ในส่วนของการแสดงที่ไม่ใช่บู๊เธอก็สามารถถ่ายทอดอารมณ์ได้ดี ดูเป็นบุคคลที่น่าเชื่อถือดีครับ น่าเสียดายว่าเธอมีบทน้อยมาก แถมบทก็ไม่ส่งให้เธอเด่นแต่อย่างใด

ผิดกับอีกคนหนึ่งซึ่งถึงแม้บทจะน้อย แต่กลับมีความโดดเด่นขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อ เรียกว่าขโมยซีนกันไปแบบหน้าตาเฉย (เพราะหน้าตาพี่แกเฉยได้ตลอดเวลาจริงๆ)โดยส่วนตัวแล้วเป็นตัวละครที่ผมชอบมากที่สุดในเรื่องเลยทีเดียว จะเป็นใครไปไม่ได้ ถ้าไม่ใช่ เจย์ โชว เรื่องนี้กับบทของเทพวูซู เทพแห่งศิลปะการต่อสู้ที่มาชี้แนะวรยุทธ์ให้กับซูชาน ขอบอกว่าทุกฉากที่เจย์ โชวออกมา บู๊ล้วนๆครับผม ที่น่าประทับใจคือบู๊ได้เจ๋งกว่า Kung Fu Dunk และ The Treasure Hunter มากมายนัก แถมท้ายด้วยการเมาไปแล้วโชว์สเต็ป B-Boy ไปด้วย ในตอนที่ 2 ผมเลยเพิ่งรู้วันนี้ว่าที่แท้ B-Boy มีต้นกำเนิดมาจากประเทศจีนนี่เอง

ส่วนในด้านของแอ็คชั่นเองก็ไม่ต้องห่วงครับในเรื่องของความมันส์ ระดับหยวนวูปิงซะอย่าง ขนาดงูกับแมวฉกกัน ยังทำให้มันสนุกได้ สำหรับใครที่เคยชมผลงานเก่าๆของลุงหยวน พวกไอ้หนุ่มประมาณนี้ อย่างไอ้หนุ่มพันมือ ไอ้หนุ่มหมัดเมา เมื่อคุณมาชมยาจกซู คุณจะเห็นความแตกต่างในเรื่องของการถ่ายทำ ที่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไปก็มีลูกเล่นในการถ่ายทำมากขึ้น ทั้งมุมกล้องแบบ 360 องศา และการ “เน้น” สโลว์ภาพจังหวะหมัดและเท้า เวลาที่โดนกันหนักๆ เพิ่มความสะใจให้คนดูเป็นทวีคูณ จะขัดนิดหน่อยก็ตรงที่ จ้าวเหวินจั๊วะและแอนดี้ ออนเค้าไ่ม่ใช่นักแสดงบู๊แบบ Martial Art โดยตรง เวลาสู้กันก็อาจจะมีสลิงช่วยกันบ้าง แต่ปัญหาเหล่านี้ก็ถูกกลบด้วยการใส่อารมณ์อันดุเดือดในฉากบู๊ ฉากบู๊ทุกฉากในเรื่องนี้ ขอเน้นนะครับว่าทุกฉาก ล้วนแล้วแต่หมายปลิดชีวิตคู่ต่อสู้ กะให้ถึงตายกันไปข้างเลยทีเดียว โดยเฉพาะหมัดอสรพิษของหยวนลี่ ที่ทำออกมาได้น่ากลัวพอสมควร ดังนั้นฉากบู๊ที่ถูกถ่ายทอดออกมาจึงเต็มไปด้วยความสะใจ ต่างไปจาก ยิปมัน หรือ Fearless ซึ่งก็ถือว่าได้อารมณ์ไปอีกแบบครับ ถ้าคุณเบื่อฉากบู๊สไตล์พ่อพระของท่านยิปมันแล้ว ก็เชิญแวะมาหายาจกซูได้นะครับ

null

แต่ถึงแม้จะีชื่อเรื่องภาษาัอังกฤษว่า True Legend ที่แปลว่า ตำนานที่แท้จริง แต่ก็ยังมีีีีจุดที่น่าสงสัยอยู่หลายประการ เช่น ในประวัติศาสตร์ว่ากันว่ายาจกซูเป็นประมุขรุ่นสุดท้ายแห่งพรรคยาจก แต่ในหนังก็ไม่ได้มีพรรคยาจกเลยแม้แต่น้อย ดังนั้นลูกศิษย์อย่างหวงเฟยหง จึงไม่ได้มีบทบาทในเรื่องแต่ประการใด บทสรุปไม่ได้สื่อให้เห็นเลยว่ายาจกซูเผยแพร่หมัดเมาด้วยวิธีใด มีเพียงคำบรรยายโปรยเอาไว้

นั่นเป็นจุดน่าสงสัยในด้านเนื้อเรื่อง ส่วนด้านการถ่ายทำก็ยังมีจุดที่ไม่อาจมองข้ามไปได้ เช่น

1.เดวิด คาราดีน มารับบทเป็นเจ้านายของพวกนักมวยฝรั่ง สงสัยว่าโผล่มาได้ไง ตกลงนี่หนังสมัยไหนกันแน่ ก็ปู่เดวิดท่านเดี้ยงไปไม่กี่ปีก่อนนี่เอง

2.หลายฉากที่คล้ายหนังบู๊ Martial Art เรื่องอื่นๆ เช่น ฉากโรงประลองในตอนท้ายไปคล้ายกับโรงประลองในตอนจบของ Fearless , ฉากสู้กันตรงไหเหล้าก็คล้าย Fearless เช่นกัน , ฉากสู้กับฝรั่ง 3 คน ดูคล้ายๆ ต้มยำกุ้ง , ฉากฉีดยาโด๊ปให้มีแรงฮึดสู้ เหมือนใน องค์บาก 1 ทั้งหมดนี้ผมเองก็ไม่แน่ใจนะว่าผมคิดไปเองหรือเปล่า

นอกเหนือไปจากนั้น ลุงหยวนยังมีการ “อวย” ผลงานตัวเองที่เคยสร้างสรรค์ไว้ ถ้าคุณเคยดูไอ้หนุ่มพันมือ ซึ่งเป็นผลงานของลุงหยวนเช่นกัน คงจะจำกันได้ว่าหมัดอสรพิษเป็นวิชาของเฉินหลงแท้ๆ แต่พอถึงยาจกซูดันกลายเป็นวิชามารซะงั้น 555

ยาจกซูก็ถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ที่ชื่นชอบความสะใจ และการต่อสู้หมัดมวยแบบ Martial Art ที่ไม่ควรมองข้าม แม้จะด้อยเรื่องบท แต่หากคุณต้องการความฮาร์ดคอร์ ดูแล้วไม่คิดอะไรมาก ก็ขอความกรุณาท่านผู้มีจิตเป็นกุศลทุกท่านโปรดทำบุญทำทานยาจกผู้ยิ่งใหญ่อย่างยาจกซูด้วยนะจ๊ะ

คะแนนรวม 6.5/10

ฉากเด็ด
เป็นฉากที่เจย์ โชว ปรากฎตัวอีกครั้งในตอนที่ 2 ของหนัง ในมาดของหนุ่มเจ้าสำราญ มาสอนหมัดเมาให้ซูชาน โดยจะมีลีลา B-Boy ผสมด้วย เท่อย่าบอกใครเชียว

อันนี้ตัวอย่างหนังนะครับ

ขอขอบคุณข้อมูลจากเว็บ วิกิพีเดีย Wikipedia

Directed by Yuen Woo-Ping
Produced by Bill Kong
Zhang Zhenyang
Written by To Chi-Long
Starring Vincent Zhao
Zhou Xun
Jay Chou
Michelle Yeoh
Editing by Wenders Li
Release date(s) 9 February 2010 (China)
11 February 2010(Hong Kong)
Running time 110 minutes
Country China
Hong Kong
Language Mandarin
Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s