องค์บาก (2003) : โอกาสของผู้กล้า ศรัทธาไม่มีท้อ

Posted: กุมภาพันธ์ 12, 2011 in Action/บู๊, บทวิจารณ์ภาพยนตร์(รวม), ภาพยนตร์ไทย

โปสเตอร์แบบอินเตอร์

“ไม่ใช้สตั๊นท์  ไม่ใช้สลิง  ไม่ใช้ตัวแสดงแทน” นี่คือประโยคบรรยายสรรพคุณของนักบู๊หนุ่มชาวไทย “จา พนม ยีรัมย์” (หรือในชื่อปัจจุบันว่า ทัชชกร  ยีรัมย์)  ที่สร้างชื่อเสียงให้กับเขาเป็นอย่างมาก จนได้รับชื่ออินเตอร์ว่า “โทนี่ จา” (Tony Jaa) ในเวลาต่อมา
ภาพยนตร์เรื่อง องค์บาก นับเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่งของคนไทยในเวลานั้น  เพราะนอกจากจะเป็นหนังที่ปลุกกระแสหนัง Martial Art ไทยที่ซบเซาอยู่นานแล้วให้กลับมาคึกคักกระปรี้กระเปร่าขึ้นอีกครั้งแล้ว มันยังเป็นหนังที่สอดแทรกเอกลักษณ์ความเป็นไทยไว้อย่างเต็มเปี่ยม ที่เด่นชัดที่สุดคงจะไม่พ้น มวยไทย และการประกาศตนว่าเป็นเมืองพุทธอย่างแท้จริงด้วยสิ่งที่มีค่าที่สุดที่ต้องตามล่ากันในเรื่องอย่างเศียรพระองค์บาก ปัจจัยเหล่านี้จึงทำให้องค์บากกลายเป็นหนังทำเงินทั้งในไทยและในต่างประเทศ พร้อมกับเสียงวิจารณ์ในแง่บวกและชื่นชมไปได้อย่างไม่ยากเย็น

ทิ้ง ประดู่พลิ้ว VS โตชิโร่

องค์บาก เป็นเรื่องราวของ ทิ้ง ประดู่พลิ้ว(จา-ทัชชกร  ยีรัมย์) หนุ่มอีสานที่ต้องเข้ามาในกรุงเทพ เพื่อตามหาเศียรพระองค์บาก ซึ่งเป็นที่เคารพสักการะของชาวบ้านหนองประดู่ ที่ถูกลักลอบขโมยไปโดยพวกของ ดอน(เบท-วรรณกิตติ์ สิริพุฒ) เพื่อเอามาขายให้กับ คมทวน(สุเชาว์  พงศ์วิไล) มหาเศรษฐีใจบาปผู้ชอบสะสมโบราณวัตถุเป็นชีวิตจิตใจที่อยู่ในกรุงเทพนั่นเอง ที่กรุงเทพทิ้งได้พบกับ บักหำแหล่(หม่ำ  จ๊กมก-เพ็ชรทาย  วงศ์คำเหลา) ลูกชายผู้ใหญ่บ้านหนองประดู่ ที่เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น ยอร์จ แท็กทีมกับ หมวยเล็ก(แอ-ภุมวารี  ยอดกมล ) สาวห้าวปากร้ายร่วมมือกันเป็น 18 มงกุฏ ต้มตุ๋นชาวบ้านจนสร้างศัตรูไว้ทั่วเมือง

ทิ้งได้ช่วยเหลือยอร์จและหมวยเล็กจากการตามล่าของผู้มีอิทธิพล(ที่ยอร์จและหมวยเล็กไปต้มเขามา) ทำให้ยอร์จได้เห็นความสามารถด้านมวยไทยของทิ้ง และคิดจะใช้ประโยชน์นี้เพื่อให้ทิ้งไปชกมวยเถื่อน และตนจะพนันมวยข้างทิ้ง หากทิ้งชนะ ยอร์จเองก็จะได้เงินพนันไปด้วย ตอนแรกทิ้งไม่ร่วมมือ เพราะเห็นว่าเป็นการใช้ความรู้ด้านมวยไทยในทางที่ผิด แต่เมื่อยอร์จบอกว่า หากทิ้งร่วมมือกับตน ตนจะบอกที่อยู่ของดอนให้ ทิ้งจึงจำต้องเผชิญหน้ากับวงการอิทธิพลมืด เพื่อนำเศียรพระองค์บากกลับมาให้ทันพิธีอุปสมบทหมู่ให้ได้

ตัวละครหลัก

null

ทิ้ง  ประดู่พลิ้ว(จา-ทัชชกร  ยีรัมย์) เด็กหนุ่มจากบ้านหนองประดู่  ผู้ต้องตามหาเศียรพระองค์บากที่ถูกลักลอบเอาไป  โดยใช้ความสามารถด้านมวยไทยรับมือกับเหล่าอิทธิพลมืด เด็กหนุ่มต่างจังหวัดผู้นี้จะทันเล่ห์เหลี่ยมของชาวกรุงได้หรือ?

null

บักหำแหล่ หรือ ยอร์จ(หม่ำ จ๊กมก – เพ็ชรทาย  วงศ์คำเหลา) ลูกชายผู้ใหญ่บ้านผู้ละทิ้งท้องนามาสู่ป่าคอนกรีต เจ้าเล่ห์เป็นที่หนึ่ง ร่วมมือกับหมวยเล็กเป็น 18 มงกุฏ คิดหาทางรวยด้วยการให้ทิ้งไปชกมวยเถื่อน แล้วพนันข้างทิ้ง

null

หมวยเล็ก(แอ-ภุมวารี  ยอดกมล) สาวหมวยร่างเล็กสุดห้าว  ร่วมมือกับยอร์จต้มตุ๋นชาวบ้าน แต่แท้จริงแล้วเป็นเด็กมีปัญหา เนื่องจากไม่ต้องการเิงินที่พี่สาวขายยาเสพติดส่งเีสีย  เธอจึงตัดสินใจที่จะหาเงินเอง  โดยไม่สนใจว่านั่นจะเป็นเงินที่ได้มาอย่างถูกต้องหรือไม่?

null

คมทวน(สุเชาว์  พงษ์วิไล) มหาเศรษฐีวัยชราผู้ชื่นชอบการสะสมโบราณวัตถุเป็นชีวิตจิตใจ  นอกจากนี้ยังชอบเล่นพนันมวยเถื่อนอีกด้วย เป็นคนพิการนั่งบนวีลแชร์ และเป็นมะเร็งกล่องเสียงจากการสูบบุหรี่จัด

องค์บากเปิดเรื่องด้วยฉากแข่งกันไปเก็บยอดธงบนต้นไม้  ซึ่งเป็นฉากที่ดูสนุกพอสมควร ทั้งยังผสมผสานระหว่างการโชว์สตั๊นท์กับประเพณีการละเล่นของชาวอีสานไว้ได้อย่างกลมกลืน การดำเนินเรื่องขององค์บากก็เป็นไปอย่างเรื่อยๆ ไม่มีพลิกล็อคหรือหักมุมใดๆ จะมีก็แต่หักเหลี่ยมบ้างเล็กน้อย(หักเหลี่ยมกับหักมุมไม่เหมือนกันนะจ๊ะ)  พูดง่ายๆว่าไม่มีพล็อตรอง มีแต่พล็อตหลักๆ ง่ายๆ ไม่ซับซ้อน  แต่ก็พยายามสร้างความตื่นเต้นให้กับผู้ชมเป็นระยะๆ  ทั้งฉากไล่ล่าและฉากต่อสู้แบบมวยไทย  สลับกันเข้ามาให้ความสนุก  มีกลิ่นอายคอเมดี้แทรกเข้ามาอย่างแนบเนียน โดยยังไว้ลายความเป็นหนังแอ็คชั่นได้อย่างเต็มรูปแบบ

ตัวละครหลักมีการปูพื้นฐานมาในระดับหนึ่ง  โดยเฉพาะตัวของทิ้งกับหมวยเล็ก ที่อยู่กันคนละสังคม และแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทิ้งเป็นเด็กหนุ่มซื่อๆชาวอีสาน แม้จะเป็นเด็กกำพร้าแต่ก็ได้รับการเลี้ยงดูมาอย่างอบอุ่น และเป็นที่รักของชาวบ้าน แต่ถึงจะเจนจัดในด้านการต่อสู้อย่างไร เขาก็ยังอ่อนต่อโลก ด้วยนิสัยซื่อๆ จึงทำให้ไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมของคนเมืองกรุง โดนปั่นหัวครั้งแล้วครั้งเล่า อาศัยว่าเป็นคนที่มีฝีมือจึงเอาตัวรอดมาได้ ส่วนหมวยเล็กเป็นหญิงสาวที่ต้องการหาเงินด้วยตนเอง  เพราะไม่ต้องการเงินที่พี่สาวส่งเสียมาให้  ด้วยเห็นว่าเงินเหล่านั้นเป็นเงินที่พี่สาวได้มาโดยต้องเสียศักดิ์ศรีของตนเอง ทั้งขายยา ขายตัว หมวยเล็กจึงคิดจะหาเงินด้วยตนเอง โดยหารู้ไม่ว่าการหลอกลวงต้มตุ๋นเขาก็เป็นการหมิ่นศักดิ์ศรีของตนเองเช่นกัน

null

จึงเห็นได้ชัดว่าทิ้งนั้นเปรียบเสมือนตัวแทนของคนบ้านนอก ที่ต้องเข้ามาในเมืองกรุง ที่ภายนอกดูเป็นเมืองที่อาบด้วยแสงสีตระการตา แต่แท้จริงแล้วกลับซ่อนอันตรายไว้อย่างใหญ่หลวง หมวยเล็กเองก็เป็นได้กับตัวแทนของคนกรุงที่ต้องหาเลี้ยงชีพไปวันๆตามมีตามเกิด แม้จะต้องต้มตุ๋นเขาก็ยังดีกว่าปล่อยให้ตัวเองอดตาย  ส่วนยอร์จ หรือ บักหำแหล่ เป็นตัวแทนของชาวบ้านนอกที่เบื่อหน้าท้องนาและกลิ่นโคลนสาบควาย  ต้องการจะมาหางานทำในกรุงเทพ ที่หวังว่าจะเป็นเืมืองฟ้าอมร  แต่มันก็ไม่ได้เลิศหรูอย่างที่เขาคิด  ซ้ำร้ายยังลำบากกว่าบ้านนาที่ตนเคยจากมาเสียอีก  นอกจากนี้ยอร์จยังทำหน้าที่เชื่อมโยงสังคมทั้งสองนี้ให้อยู่ร่วมกัน ในฐานะที่เคยอาศัยมาแล้วทั้งสองสังคม แต่ดูตัวหนังจะยังไม่ได้ปูพื้นฐานด้านชาวอีสานของยอร์จให้ได้เท่าที่ควร น่าจะมีฉากแฟลชแบ็คกลับไปว่าสมัยที่ยอร์จยังเป็น “บักหำแหล่” อยู่นั้น มีความเป็นอยู่อย่างไร ซึ่งหากมีฉากประเภทนี้แล้วคงจะสามารถส่องให้เห็นสถานะของ “วัวลืมตีน” อย่างยอร์จได้มากขึ้น

หนังสอดแทรกภัยมืดของสังคมได้อย่างเต็มอัตรา  โดยเฉพาะสังคมด้านมืดของกรุงเทพ  ในอีกด้านหนึ่งที่หลายคนไม่เคยเห็น  ทั้งปัญหาต้มตุ๋น ปัญหาอันธพาล มวยเถื่อน และ “เด็กแว๊น” รวมไปถึงชาวต่างชาติทั้งหลายก็ล้วนปรากฏอยู่ในปัญหาเหล่านี้ทั้งสิ้น ทำให้เกิดความสงสัยว่า ชาวต่างชาติที่มาเที่ยวเมืองไทยทั้งหลายนั้น มาเที่ยวเพราะชอบวัฒนธรรมไทย หรือต้องการสัมผัสกับความสนุกบนความทุกข์ของผู้อื่นกันแน่ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อนำไปสรุปรวบยอดตรงสิ่งที่ผู้สร้างต้องการจะสื่อสารคือ ต้องการให้คนไทยนั้นหันมารักและสนใจประเพณีพื้นบ้าน ดีกว่าไปหลงใหลมัวเมาวัฒนธรรมต่างประเทศจนเกินงาม

null

ด้วยการที่เป็นพระเอกนำเรื่องแรก  ทำให้จาดูจะเกร็งๆไปบ้าง  กับการแสดงทางด้านอารมณ์  เช่น การใช้สายตาสื่อความโกรธ  ความเศร้า  ความผิดหวัง  เน้นพูดน้อย ต่อยหนักเสียส่วนใหญ่  แต่ก็ถือว่าทำได้ในระดับที่โอเค  ไม่ได้เลวร้ายอะไร อีกอย่างอาจเป็นเพราะตัวบทต้องการให้โชว์ทักษะทางคิวบู๊โดยเฉพาะด้วย ไหนจะโดนตลกรุ่นพี่อย่างหม่ำคอยยิงมุกขโมยซีนเป็นระยะๆ  ทำให้บางครั้งก็เหมือนกับได้ดู Rush Hour เวอร์ชั่นไทยไปพลางๆ

สำหรับตัวแสดงอื่นๆก็ถือว่าทำหน้าที่ของตนเองได้ดี หม่ำนี่ไม่ต้องพูดถึง แม้จะเอาฮาเกือบทั้งเรื่อง แต่ก็มีโซนดราม่ากับเขาเหมือนกัน จะพร่องหน่อยก็ตรงที่ฉากอ่านจดหมายของพ่อ ที่ีดูจะอ่านเร็วเกินเหตุ ส่ายสายตาไปมาจนเราดูยังตกใจว่า เฮ้ย พ่อมันเขียนจดหมายบรรทัดละคำหรือไงวะ ส่ายหัวเร็วขนาดนั้น แต่โดยรวมก็ถือว่าเป็นสีสันที่ขาดไม่ได้เลยของเรื่อง อีกสีสันหนึ่งก็คงจะหนีไม่พ้นหมวยเล็ก หรือคุณแอ ที่เล่นได้ดีทีเดียว ทั้งหน้าตาและน้ำเสียงเรียกได้ว่า ตีบทแตกกระจาย ส่วนตัวร้ายระดับพระกาฬอย่างคุณสุเชาว์ก็ทำหน้าที่ได้หายห่วง ท่านนี้เรียกได้ว่าเป็นอัจฉริยบุคคลด้านการแสดงอีกคนหนึ่งของเมืองไทยเลยทีเดียว แม้จะได้รับบทร้ายเสียส่วนใหญ่ แต่ลองไปหาบทดีๆของท่านมาดู ตามหนัง ตามละครอะไรก็ตามแต่ แล้วคุณจะลืมภาพตัวร้ายของท่านลงไปในทันที

null

และอีกส่วนทีไม่พูดถึงคงไม่ได้ เพราะเป็นจุดขายของเรื่อง คงจะหนีไม่พ้นคิวบู๊ครับ คิวบู๊นั้นเรียกได้ว่าทำออกมาได้เจ๋งจริงๆ เข้าถึงเอกลักษณ์ของมวยไทย โดยเฉพาะท่วงท่าลีลาการตั้งการ์ดแบบไทยแท้ๆ เชื่อว่าหลายๆท่านที่เคยชม คงจะจำฉากที่จาพูดว่า “บาทาลูบพักตร์” ได้ เป็นฉากที่เท่จริงๆครับ ฉากบู๊หนักหน่วงแต่ก็ไม่ถึงกับโหดเลือดสาด นำเอามวยไทยมาแสดงการคารวะในหนังได้อย่างน่าชื่นชม ยิ่งประยุกต์เข้ากับฉากไล่ล่าสุดระทึก และฉากแอ็คชั่นเสี่ยงตายที่ประเคนกันเข้ามาแล้ว มันช่างแนบเนียนกลมกลืนกันดีจริงๆ ทั้งการตัดต่อที่เฉียบไวและฉากสโลว์โมชั่นซ้ำๆกันหลายๆครั้ง เพิ่มความหนักแน่นให้กับคิวบู๊ได้เป็นอย่างดี และที่ชอบเป็นพิเศษก็คือ ดนตรีประกอบที่ได้อารมณ์ความเป็นไทย และผสมผสานความตื่นเต้นไปด้วยในตัวอย่างกลมกลืน

นอกจากวัฒนธรรมไทยอย่างมวยไทยแล้ว เอกลักษณ์ไทยก็เป็นสิ่งสำคัญ เอกลักษณ์ไม่จำเป็นต้องเป็นวัฒนธรรม ขอเพียงแต่เป็นสิ่งที่ประเทศอื่นเขาไม่มี แต่ประเทศไทยมีอยู่ประเทศเดียว ก็นับว่าเป็นเอกลักษณ์แล้ว และนี่คงเป็นสิ่งหนึ่งที่คนที่ได้ดูหนังเรื่องนี้แล้วต้องพูดถึง นั่นคือ รถตุ๊กตุ๊ก นั่นเองครับ ฉากประทับใจของหลายๆท่านที่ได้ชมหนังเรื่องนี้ คงจะไม่พ้นฉากตุ๊กตุ๊กอันลือลั่น ที่ทำออกมาให้ประหนึ่งกับหนังอย่าง Fast & Furious ของเฮีย วิน ดีเซล เลยทีเดียว  ดูตื่นตาตื่นใจและมีเสน่ห์ความเป็นไทยในเวลาเดียวกันจริงๆ

null

องค์บากเป็นหนังไทยอีกเรื่องที่ทำออกมาได้ดีเยี่ยม และครบรส  ถึงพร้อมสำหรับความลงตัวในด้านของคิวบู๊ กับศิลปะที่เป็นความภูมิใจของคนไทยทั้งชาติอย่างมวยไทย และการสอดแทรกวัฒนธรรมไทย รวมถึงสังคมของคนไทยที่มีทั้งด้านดีและด้านร้าย ทั้งยังเป็นการแจ้งเกิดของ โทนี่ จา อีกด้วย หากคุณชอบหนังบู๊และเป็นคนไทยแล้ว องค์บาก จึงเป็นหนังที่คุณไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง


คะแนนรวม 9/10

ฉากเด็ด

ฉากเด็ดที่อยากให้ทุกท่านได้ชมนี้ ก็เป็นฉากการต่อสู้ในบาร์มวยเถื่อน เป็นการปะทะกันระหว่าง ทิ้ง  ประดู่พลิ้ว กับคู่ต่อสู้สามคนที่หมุนเวียนกันมาสู้กับพระเอก บิ๊กแบร์ ฝรั่งจอมเกรียนที่บังอาจมาด่ามวยไทย , โตชิโร่ นักสู้อาทิตย์อุทัยจอมป่วน และ กอร์กอน แมดด็อก ที่ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า “ไอ้หมาบ้า” จะมันส์ขนาดไหน ไปชมกันเลยครับ

และปิดท้ายกันด้วยภาพหวานๆในปัจจุบัน ของสาว แอ ภุมวาีรี ยอดกมล นางเอกของเรื่องกันครับ เรียกได้ว่าสวยขึ้นจนจำกันไม่ได้เลยทีเดียว
null

null

null

null

ขอขอบคุณ ข้อมูลจาก วิกิพีเดีย Wikipedia

ผู้กำกับ ปรัชญา ปิ่นแก้ว
อำนวยการสร้าง ปรัชญา ปิ่นแก้ว
สุกัญญา วงค์สถาปัตย์
บทภาพยนตร์ ศุภชัย สิทธิอำพรพรรณ
นักแสดงนำ ทัชชกร ยีรัมย์
เพ็ชรทาย วงษ์คำเหลา
ภุมวารี ยอดกมล
สุเชาว์ พงษ์วิไล
เพลงประกอบ Atomix Clubbing Studio
กำกับภาพ ณัฐวุฒิ กิตติคุณ
ตัดต่อ ธนัติ สุนสิน
ฐานพัฒน์ ทวีสุข
จัดจำหน่าย สหมงคลฟิล์ม
วันที่เข้าฉาย 31 มกราคม พ.ศ. 2546
ความยาว 104 นาที
ประเทศ ไทย
ภาษา ไทย
งบประมาณ 35 ล้านบาท

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s