Azumi (2003) : คนในยุทธจักร มักไม่เป็นตัวของตัวเอง

Posted: กุมภาพันธ์ 28, 2011 in Action/บู๊, บทวิจารณ์ภาพยนตร์(รวม), ภาพยนตร์ญี่ปุ่น

null

หลังจากเอร็ดอร่อยกับรสชาติของปลาหลีฮื้อแห่งแดนมังกรมานาน  คราวนี้ขอเปลี่ยนบรรยากาศมาชิมรสชาิติปลาซาบะของแดนอาทิตย์อุทัยแห่งนี้หน่อยแล้วกันนะครับ และหนัง Martial Art ญี่ปุ่นเรื่องปฐมฤกษ์ที่ผมภูมิใจนำเสนอ ก็ขอยกเอาหนัง Cult-Action สุดฮิตของญี่ปุ่นที่สร้างมาจากการ์ตูนชื่อเดียวกันอย่าง Azumi มานำเสนอ ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งวิธีหากินของคนทำหนังชาวญี่ปุ่น ที่พอเห็นการ์ตูนเรื่องไหนดังๆ พี่แกก็จับมาทำเป็นหนังเวอร์ชั่นคนแสดงโลด 555 โดยส่วนตัวแล้วผมเองไม่ค่อยชอบในหลายๆจุดของหนังเรื่องนี้สักเท่าไหร่ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าหนังเรื่องนี้จะมีส่วนที่ผมไม่ชอบไปซะหมด แม้กระนั้นหลังจากที่ได้ชมตั้งแต่ต้นจนจบก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า มันเป็นหนังที่ดีอีกเรื่องหนึ่งจริงๆ เพียงแต่มันเป็นหนังดีที่ไม่ใช่แนวทางของผมเท่านั้น แต่ไม่ว่ายังไงก็จะขอรีวิวเรื่องนี้อย่างเป็นกลางแล้วกัน เพราะลึกๆในใจแล้วยังชอบหนังเรื่องนี้มากกว่าไม่ชอบ

อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นว่า Azumi เป็นหนังที่สร้างมาจากการ์ตูนชื่อเดียวกันของนักเขียนการ์ตูนนาม ยู โคยามะ ซึ่งทำยอดขายถล่มทลายในญี่ปุ่นถึงแปดล้านเล่ม! (เยอะจัง…O_O)โดยในเวอร์ชั่นภาพยนตร์ที่ใช้คนแสดงนี้เป็นผลงานการกำกับโดย ริวเฮ คิตามูระ และผู้ที่มาสวย เอ๊ย สวมบทบาทเป็น อาซูมิ นางเอกของเรื่องก็คือดาราสาวหน้าหวาน อายะ อูเอโตะ ซึ่งผมเองก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าดูหนังเรื่องนี้เพราะเธอจริงๆ และผมก็เชื่อว่าหนุ่มๆอีกหลายๆคนที่ได้ดูก็คงคิดเหมือนผม เหอๆๆ แต่มันก็คงต้องเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว เพราะหนังเรื่องนี้เปิดตัวว่าต้องใช้นางเอกเป็นจุดขาย เพียงแต่ว่าจะเป็นการพลิกคาแรคเตอร์จากสาวหน้าหวาน มาเป็นซามูไรสาว เยือกเย็น แข็งแกร่ง พูดน้อย แถมยังบู๊กระจายเลือดสาดอีกต่างหาก จึงอาจกล่าวได้ว่า นอกจากตัวของอายะจังแล้ว บทบาทที่เธอได้รับซึ่งเป็นการพลิกคาแรคเตอร์ของเธอก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ดึงดูดให้ผู้ชมได้ชมเรื่องนี้
null

ส่วนตัวแล้วผมไม่เคยอ่านเวอร์ชั่นการ์ตูนมาก่อนนะครับ เลยไม่สามารถบอกได้ว่าเนื้อเรื่องระหว่างการ์ตูนกับหนังนั้นต่างกันอย่างไร แต่สำหรับเวอร์ชั่นหนังนั้นเรื่องราวเริ่มต้นขึ้น เมื่อ เกสไซ(โยชิโอะ ฮาราดะ) ได้เก็บเด็กน้อยที่รอดตายจากสงครามจำนวน 10 คน เป็นชาย 9 คน และะหญิงเพียงคนเดียวนั่นคือ อาซูมิ(อายะ อูเอโตะ) เพื่อฝึกฝนให้พวกเขาเป็นมือสังหารที่พร้อมจะกระทำหน้าที่เพื่อหยุดยั้งสงครามที่จะเกิดขึ้น โดยต้องสังหารขุนพลทั้งสามของ โทโยโทมิ ฮิเดโยชิ(ปรากฏเพียงการกล่าวถึงในเรื่อง แต่ไม่มีตัวละคร) ซึ่งขุนพลทั้งสามนั้นก็ได้แก่ นากามาสะ อาซาโนะ(มาซาโตะ อิบุ) , คิโยมาสะ คาโตะ(นาโอโตะ ทาเคนากะ) และ มาซายูกิ ซานาดะ(มิกิจิโร่ ฮิระ) อาซูมิต้องผ่านการทดสอบต่างๆ ทั้งจากผู้เป็นอาจารย์และจากฝ่ายศัตรู โดยเฉพาะเมื่อต้องเผชิญหน้ากับ บิโจมารุ โมงามิ(โจ โอดาจิริ) มือสังหารแอบจิตที่มีีฝีมืออันโหดเหี้ยมและร้ายกาจที่สุดซึ่ง คิโยมาสะ คาโตะ ได้ส่งมาเพื่อจัดการอาซูมิและเหล่าสหายโดยเฉพาะ

ตัวละครหลัก

null

อาซูมิ(อายะ อูเอโตะ) หญิงสาวผู้ถูกฝึกให้เป็นซามูไร และเป็นคนที่มีฝีมือเก่งกาจที่สุดในบรรดาซามูไรทั้งหมดของเกสไซ เป็นคนเยือกเย็น พูดน้อย แต่ลงมือเฉียบขาด แม้ยามต่อสู้จะไร้ปราณีเพียงใด แต่ในอีกมุมหนึ่ง เธอก็ต้องการใช้ชีวิตแบบผู้หญิงทั่วไป

null

บิโจมารุ โมงามิ(โจ โอดาจิริ) กะเทยหนุ่มมือสังหารนิสัยโรคจิตที่คิโยมาสะ คาโตะส่งมาตามล่าอาซูมิและสหาย ลงมือโหดเหี้ยม และชอบทำอะไรตามใจตัวเอง เอกลักษณ์คือมักพกดอกกุหลาบติดตัวอยู่เสมอ
null

คันเบ้ อิโนะอุเอะ(คาซูกิ คิตามูระ) มือขวาคนสนิทผู้จงรักภักดีของคิโยมาสะ คาโตะ ทั้งยังคอยประสานงานระหว่าง คิโยมาสะ และ บิโจมารุ ด้วย
null

นาชิ(ชุน โอกุริ) หนึ่งในเด็กที่ถูกเก็บมาเลี้ยงเป็นมือสังหารโดยเกสไซ และเป็นคนรักของอาซูมิ แต่ต้องจบชีวิตลงด้วยน้ำมือของอาซูมิตั้งแต่ต้นเรื่อง  ด้วยคำสั่งให้ “ฆ่ากันเอง” ของเกสไซ แม้จะมีบทบาทไม่มาก แต่ตัวละครนาชิ ก็มีผลกระทบทางด้านจิตใจของอาซูมิมากทีเดียว

เชื่อเถอะครับว่าหลายคนที่อยากดูหนังเรื่องนี้ หากไม่ใช่เพราะตัวอายะ(หรืออาซูมิ) ก็คงต้องเข้าไปดูบทบู๊ เพราะหนังแนวซามูไรแบบนี้ ก็มีแต่ญี่ปุ่นที่เป็นออริจินอลเท่านั้นที่จะทำออกมาได้ดีที่สุด (เช่นเดียวกับหนังกังฟูที่ต้องทำโดยฮ่องกงถึงจะมันส์  ไม่เชื่อคุณลองดูบทบู๊ระหว่างไอ้หนุ่มหมัดเมา กับ The Matrix สิ จะเห็นว่าผู้กำกับคิวบู๊คนเดียวกัน แต่อารมณ์กังฟูแท้ๆนั้นต่างกันมาก) เอาเข้าจริงๆแล้ว อาซูมิไม่ใช่หนังบู๊ที่ขายเพียงฉากบู๊และตัวนางเอกเองที่เป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ แต่ต้องต่อสู้กับผู้ชาย(และกะเทย)ทั้งเรื่อง เพราะบทบู๊ในเรื่อง สำหรับตัวผมเองแล้วอยู่ในขั้น “งั้นๆ” เสียด้วยซ้ำ ไม่มีความดุเดือดอะไร แต่ิสิ่งที่อาซูมิจะำนำเสนอจริงๆก็คือ “การประยุกต์” ทำให้อาซูมิกลายเป็นหนังแอ็คชั่นแนวพีเรียดที่ดูแหวกแนวและ “โมเดิร์น” กว่าหนังแอ็คชั่นซามูไรเรื่องอื่นๆ ในขณะเดียวกันก็ไม่หลุดออกจาก “กรอบความคิด” ของหนังประเภทนี้ทั่วๆไปเลย อาจกล่าวได้ว่าเป็นหนังที่มีความคลาสสิคและโมเดิร์นในตัวเดียวกัน ซึ่งหาได้ยากยิ่งในปัจจุบันนี้

ดังนั้นอาซูมิจึงกลายเป็นหนังแอ็คชั่น ที่ไม่ได้ขายแอ็คชั่น (เช่นเดียวกับหนังไทยเรื่อง “บ้านฉัน…ตลกไว้ก่อนพ่อสอนไว้” ที่เป็นหนังตลกซึ่งไม่ได้ขายความตลก) นอกจากการประยุกต์ใช้ดังที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว การจำกัดแนวทางของหนังให้อยู่ใน “กรอบความคิด” ก็ถือเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้หนังแอ็คชั่นเรื่องนี้ดูดีขึ้นมา “กรอบความคิด” ที่ว่านี้ก็คือ ขนบธรรมเนียมและวัฒนธรรมของคนญี่ปุ่นในเรื่องนั่นเอง  ที่ไม่เพียงจะมีประเพณีของชาวญี่ปุ่น  ทว่าสิ่งที่สำคัญกว่าก็คือ การสอดแทรกปรัชญาและคติการดำเนินชีวิตไว้ได้อย่างกลมกลืน ตามรอยหนังแนวซามูไรที่ประสบความสำเร็จ และก็ด้วย “การประยุกต์” และ “กรอบความคิด” นี่เองที่ทำให้ Azumi ประสบความสำเร็จตามรอยหนังซามูไรในยุคก่อนๆได้

null

วิถีชีวิตทั้งหมดที่ปรากฏในเนื้อเรื่อง ทำให้ผมบรรลุได้อย่างหนึ่งว่า ทำไมปัจจุบันนี้ญี่ปุ่นจึงเป็นประเทศที่เจริญที่สุดในเอเชีย นั่นเพราะคนญีุ่ปุ่นมีจิตสำนึกที่ทำให้ประเทศพัฒนาได้ คนญี่ปุ่นเป็นคนที่มีความยึดมั่นในอุดมการณ์ และชัดเจนในความรู้สึก ตัวละครทุกตัวในเรื่องล้วนยึดมั่นในอุดมการณ์และชัดเจนในความรู้สึกกันทั้งนั้น เช่น อาจารย์เกสไซ และ คันเบ้ ยกเว้นแต่อาซูมิเพียงคนเดียวที่ยังไม่ชัดเจนในความรู้สึก นั่นเพราะเนื้อเรื่องและบทได้ส่งให้เธอกำลังสับสนกับสิ่งที่เธอทำว่าถูกต้องหรือไม่ เช่นในตอนต้นเรื่อง ที่ต้องคัดจากเด็กสิบคน ให้เหลือเพียงห้าคน โดยการจับคู่แล้วฆ่าคู่ของตนให้ได้ โดยอ้างว่า “การจะเป็นนักฆ่านั้น ต้องฆ่าคนตามคำสั่ง อาจเป็นคนที่เรารู้จักหรือไม่รู้จักก็ได้ ดังนั้น หากหักใจฆ่าคนที่รู้จักไม่ได้ ก็มิอาจเป็นนักฆ่าได้” ในตอนนี้มีเพื่อนคนหนึ่งของอาซูมิที่ชิงฆ่าคู่ของตนโดยไม่ทันตั้งตัว โดยให้เหตุผลว่า “นี่เป็นคำสั่งของอาจารย์” หากคิดในแง่ของศิษย์แล้ว การเชื่อฟังอาจารย์ถือเป็นเรื่องดี แต่กับคนที่โตมาด้วยกัน เล่นมาด้วยกันตั้งแต่เยาว์วัย แต่ไม่มีความผิดใดๆให้สมควรฆ่า กลับต้องมาถูกฆ่าเช่นนี้ มันสมควรดีแล้วหรือ? และที่ร้ายที่สุด คือคนที่อาซูมิต้องฆ่า กลับกลายเป็นนาชิ คนรักของเธอ ที่จับคู่กับเธอเพราะความเข้าใจผิดว่าอาจารย์จะให้ซ้อมดาบ และนาชิก็จบชีวิตลงจากการดวลดาบระหว่างเขากับอาซูมิในทีุ่สุด เรื่องนี้เป็นเสมือนแผลเป็นในใจของอาซูมิตราบชั่วชีวิตของเธอ และทำให้เธอตระหนักว่า “คนที่เธอต้องฆ่านั้น เป็นคนเลวจริงหรือ?”

ในอีกแง่หนึ่งอาซูมิเองก็ต้องการที่จะใช้ชีวิตแบบหญิงสาวปกติทั่วไป ที่อยากแต่งตัวสวยๆ อยากไปเที่ยวจับจ่ายซื้อของ เช่นตอนที่เธอพบกับ ยาเอะ(อายะ โอคาโมโต้ – อายะเหมือนกันซะงั้น) นางเอกคณะละครเร่ ที่ดำรงชีวิตแบบผู้หญิงทั่วไป รักสวยรักงาม อบอุ่นและอ่อนโยน และพยายามโน้มน้าวจิตใจของอาซูมิให้วางดาบลงเสีย เพราะนอกจากมันจะไม่ใช่สิ่งที่ผู้หญิงพึงกระทำแล้ว แต่การเป็นนักฆ่าของอาซูมิก็อาจนำเภทภัยมาสู่ตัวเธอเองได้ แต่เมื่อศัตรูมาตามล่าอาซูมิอีกครั้ง ทำให้เธอค้นพบว่า ต่อให้เธออยากใช้ชีวิตที่ต้องการอย่างไร แต่เธอก็มิอาจฝืนสิ่งที่ฟ้าลิขิตเอาไว้ได้ อายะ อูเอโตะสามารถถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกของตัวละครได้อย่างดี โดยเฉพาะในบทดราม่า ที่เธอต้องเผชิญกับปัญหาหลายๆประการ ส่วนคิวบู๊อาจจะมีติดขัดไปบ้าง แต่ก็ไม่หนักหนาอะไร

null

อีกตัวละครหนึ่งที่มีความสำคัญสูสีกับอาซูมิ และสร้างสีสันให้กับเนื้อเรื่องเป็นอย่่างมากก็เห็นจะไม่พ้น กะเทยหนุ่มมือสังหาร บิโจมารุ โมงามิ ที่รับบทโดย โจ โอดาจิริ เขาผู้นี้พูดชื่อไปอาจไม่มีใครรู้จักมากนัก แต่หากเป็นคุณหนูๆ น้องๆ ที่เป็นสาวกมาสค์ไรเดอร์คงจะคุ้นหน้าเขาเป็นอย่างดีไม่มากก็น้อย เพราะ โจ โอดาจิริ ผู้นี้ก็คือคนที่รับบทเป็น Masked Rider Kuuga (มาสค์ไรเดอร์คูกะ) ไรเดอร์ปฐมฤกษ์แห่งยุคเฮย์เซย์นั่นเอง จนมาถึงอาซูมิ โจได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่านอกจากบทบาทที่เขาได้รับซึ่งมีความน่าสนใจอย่างมากแล้ว ฝีมือทางการแสดงของเขาก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ส่งผลให้โจได้รับความนิยมในญี่ปุ่นมาจนทุกวันนี้ ที่ญี่ปุ่นนั้นเรียกได้ว่าโจเป็นหนุ่มฮอตไม่แพ้ พี่เคน ธีรเดช ของไทยเลยทีเดียว

บิโจมารุเป็นมือสังหารกะเทยโรคจิต ที่ไม่มีที่มา มีแต่ที่ไปคือต้องสังหารอาซูมิและพรรคพวกให้ได้เท่านั้น เขาเห็นทุกสิ่งในโลกเป็นสิ่งสวยงาม โดยเฉพาะการฆ่า ดอกกุหลาบที่เขาถือติดตัวนั่นก็เป็นเสมือนสัญลักษณ์ของสิ่งที่สวยงามเพียงเปลือกนอก แต่ถ้าเล่นกับมันมากก็อาจจะโดนหนามทิ่มตำเอาให้เจ็บปวดได้ เช่นเดียวกับตัวของบิโจมารุเอง ที่ภายนอกดูเหมือนกะเทยทั่วไป (บางคนคิดว่าเขาเป็นผู้หญิงด้วยซ้ำ) แต่หากโดนตอแยหรือดูหมิ่นมากๆเข้า หนามที่ซ่อนเอาไว้ก็จะปรากฏออกมา ต่างกันตรงที่ดอกกุหลาบเพียงทำให้เจ็บปวด แต่บิโจมารุกลับทำให้ถึงแก่ความตายได้ และนี่ก็เป็นอีกบทบาทหนึ่งที่โจสามารถแสดงออกมาได้ดีพอสมควร ทั้งสีหน้าท่าทาง ดูเป็นได้ทั้งกะเทยและคนโรคจิตในเวลาเดียวกัน ไ่ม่กรีดกรายมากนักเนื่องจากต้องคงความเป็น “นักฆ่า” ไว้นั่นเอง

null

ส่วนในด้านคิวบู๊ในเรื่องนี้ คอ Martial Art คงจะขัดใจเล็กน้อย เพราะการบู๊แบบซามูไรนั้นไม่เหมือนการดวลกระบี่อย่าง Crouching Tiger Hidden Dragon ที่ต้องผ่านไป 4-5 นาทีจึงจะรู้ผล ซามูไรจะตัดสินแพ้ชนะเพียงไม่กี่ดาบ อาศัยความไวและความเฉียบขาด ซึ่งถ้าเข้าใจในหลักตรงนี้ก็คงจะทำให้ดูได้อย่างไม่ติดขัดอะไร ฉากบู๊ไม่ถึงกับดุเดือด แต่อาศัยความ Hardcore มาทดแทน ที่พอจะทำให้ฉากบู๊เหล่านี้ดูน่าสนใจขึ้น ขอบอกครับว่า เลือดสาดจริงๆ ทุกฉากล้วนแต่มีเลือดกระฉูดทั้งสิ้น ทำให้ดูแล้วรู้สึกสะใจพอสมควร แม้ฉากบู๊จะไม่ถึงกับสนุกมาก แต่ก็ต้องยอมรับว่าฉากไคลแมกซ์การดวลระหว่างอาซูิมิ และบิโจมารุ สามารถทำออกมาได้ดีกว่าฉากบู๊ทุกฉาก สมกับที่เป็นฉากไคลแมกซ์ของเรื่อง

Azumi อาจไม่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ที่ต้องการดูคิวบู๊งามๆ แบบโลดโผนได้มากนัก แต่สิ่งที่ซ่อนอยู่และให้คุณค่าได้มากกว่า คือวิถีชีวิตของชาวญี่ปุ่นที่ส่งเสริมให้คนในประเทศเขาเจริญมาจนถึงปัจจุบัน ทั้งยังตั้งคำถามว่า อะไรคือสิ่งที่ถูกต้องที่สุดในหน้าที่ ล้วนแล้วแต่เป็นสาระที่ทางผู้สร้างได้ทิ้งไว้ให้คนดูได้คิด Azumi จึงกลายเป็นหนังบู๊ที่ดูมีคุณค่าและได้อะไรหลายๆอย่างมากกว่าจะมาไล่ฟันกันเฉยๆ แล้วก็จากไป  ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ล้วนเป็นคุณสมบัติที่ทำให้ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมหนังเรื่องนี้จึงประสบความสำเร็จ และกลายเป็นหนึ่งในตำนานของหนัง Cult-Action แห่งทศวรรษ

null


คะแนนรวม 8.5/10   ดีกว่าที่คิดครับ

ฉากเด็ด ไคลแมกซ์การดวลระหว่างอาซูมิและบิโจมารุ ที่ำทำได้ดีกว่าฉากบู๊อื่นๆในเรื่อง และเหมาะสมกับการเป็นฉากไคลแมกซ์มากๆครับ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก วิกิพีเดีย  Wikipedia

Directed by Ryuhei Kitamura
Produced by Toshiaki Nakazawa
Mataichiro Yamamoto
Written by Mataichirô Yamamoto
Music by Taro Iwashiro
Studio Toho
Released May 10, 2003
Runtime 142 minutes

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s