ฅนไฟบิน (2006) : หนังบู๊แหลกลาญ กับบทเละๆ…

Posted: พฤษภาคม 30, 2011 in Action/บู๊, บทวิจารณ์ภาพยนตร์(รวม), ภาพยนตร์ไทย

null

หลังจากที่ได้ทำการรีวิวหนังของแอ็คชั่นสตาร์อันดับหนึ่งของไทยอย่างคุณ โทนี่ จา – ทัชชกร ยีรัมย์ ไปแล้ว คราวนี้ก็ขอนำทุกท่านมาทำความรู้จักกับแอ็คชั่นสตาร์อีกคนหนึ่ง ที่ความจัดจ้านของฝีมือไม่แพ้คุณจาเลย นั่นก็คือคุณเดี่ยว – ชูพงษ์ ช่างปรุง หรือ แดน ชูพงษ์ นั่นเอง กับหนังแอ็คชั่นเรื่องเดียวที่เขาได้เป็นพระเอกเต็มตัวนั่นก็คือ ฅนไฟบิน หรือ Dynamite Warrior นั่นเอง เป็นที่น่าเสียดายที่ชื่อเสียงของเดี่ยวยังสู้จาไม่ได้ แถมยังถูกกลบรัศมีจากนักบู๊สาว จีจ้า – ญาณิน วิสมิตะนันทน์ มิหนำซ้ำหนังเรื่อง องค์บาก 3 ที่มีเดี่ยวเล่นเป็นตัวร้ายสุดของเรื่องก็ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ทำให้หลายคนเกือบจะลืมชื่อของเขาคนนี้ไปแล้ว แต่ในวินาทีที่หนังบู๊ไทยในตอนนี้เริ่มสะเปะสะปะและเสียดุลพอสมควร การหันกลับไปดูหนัง Thai Martial Arts ในอดีต ก็ดูจะเป็นอะไรที่แก้กลุ้มได้ดีพอสมควร กับ ฅนไฟบิน นี้ แม้มันจะไม่ใช่หนังที่ดีอะไรมากมาย แต่เรื่องของคิวบู๊ก็ถือได้ว่าเร้าใจไม่ใช่ย่อยเหมือนกัน

ฅนไฟบิน เป็นผลงานการกำกับของ เฉลิม วงศ์พิมพ์ ผู้กำกับเลือดอีสานที่มีความสามารถในการหยิบจินตนาการมาผสมกับเรื่องราวในประวัติศาสตร์ได้ดีคนหนึ่ง ผลงานเด่นๆของเขาที่ผ่านมาก็คือ 7 ประจัญบาน ทั้ง 2 ภาคนั่นเอง จนเมื่อวันหนึ่งเฉลิมได้ค้นพบว่า งานถนัดของตนคือหนังแนวแอ็คชั่นคอเมดี้ เฉลิมจึงเกิดความคิดที่จะทำหนังแอ็คชั่นอีกแบบหนึ่ง ที่ไม่เพียงแค่ระเบิดภูเขาเผากระท่อม แต่ยังสอดแทรกด้วยคิวบู๊แบบมวยไทยอันเร้าใจ ขนบธรรมเนียมวิถีชีวิตแบบคนอีสาน และแฝงจินตนาการแบบแฟนตาซีเข้าไปเพื่อให้มีความแหวกแนวมากขึ้น น่าเสียดายที่แม้ว่าจะพยายามสอดแทรกความสนุกไปเท่าไร ทว่าด้วยบทหนังที่ทำให้เนื้อเรื่องเบาโหวง ฅนไฟบินจึงถูกจดจำว่าเป็นได้แค่เพียงหนังบู๊คั่นเวลาก่อนหน้าที่องค์บาก 2 จะเข้าฉายไปอย่างน่าเสียดาย

null

ย้อนกลับไปในปีพุทธศักราช 2398 ซึ่งเป็นปีที่ไทยได้ทำสนธิสัญญาทางการค้ากับ เซอร์จอห์น บาวริ่ง จนเกิดเป็น สนธิสัญญาบาวริ่ง ขึ้นมา ทำให้เกิดนวัตกรรมการเปลี่ยนแปลงขึ้นเกี่ยวกับแวดวงเกษตรกรรมในประเทศไทย โดยเฉพาะแวดวงชาวนา เนื่องจากมีรถไถยนต์เข้ามาขาย วัวควายจึงหมดประโยชน์ต่อการใช้งานอีกต่อไป จึงเกิดอาชีพหนึ่งขึ้นมา เรียกว่า นายฮ้อย คือผู้นำที่คอยต้อนควายที่ไม่ได้ใช้งานแล้วไปขายต่อ ในบรรดานายฮ้อยเหล่านั้น ยังมีนายฮ้อยผู้หนึ่งที่เป็นที่ครั่นคร้ามแก่นายฮ้อยทั่วไป เพราะเขาผู้นี้ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นนายฮ้อยที่มีวิชาอาคมและฝีมือการต่อสู้เก่งที่สุด นั่นคือ นายฮ้อยสิงห์(สามารถ พยัคฆ์อรุณ) แต่ในขณะที่อาชีพนายฮ้อยกำลังอยู่ในยุคบูมนั่นเอง ยังมีคนผู้หนึ่งที่หาได้ภูมิใจด้วยไม่ นั่นคือ พระยาแหว่ง(ลีโอ พุฒ) พระยาหนุ่มที่มีปากแหว่ง ด้วยความที่ตนนำเอารถไถยนต์เข้ามาขาย และต้องการที่จะกำจัดควายให้หมดไป เพื่อให้เหล่าเกษตรกรหันมาซื้อรถไถยนต์ที่ตนเองอิมพอร์ทเข้ามาขายนั่นเอง จึงมีคำสั่งให้ โจรก่องข้าวน้อย(สมเดช แก้วลือ) พาพวกออกไปปล้นวัวควาย แล้วฆ่าพวกนายฮ้อยให้หมดเสีย

แต่ภารกิจของพวกมันหาได้เสร็จสิ้นโดยง่ายไม่ เนื่องจากยังมีบุรุษอีกผู้หนึ่งที่ไม่เข้าพวกกับใคร นอกจากชาวบ้านตาดำๆที่เป็นทุกข์เป็นร้อนเพราะขาดควายไถนา เขาคือ โจรบั้งไฟ(ชูพงษ์ ช่างปรุง) โจรหนุ่มที่มีบั้งไฟและตะไลเพลิงเป็นอาวุธ คอยปล้นควายของพวกนายฮ้อย เพื่อเอามาแจกจ่ายแก่ชาวบ้านที่ขาดควายไถนา ทว่าจุดประสงค์ที่แท้จริงของโจรบั้งไฟ ก็คือเพื่อสืบหานายฮ้อยสิงห์ เพราะเขาเชื่อว่านายฮ้อยสิงห์คือคนที่ฆ่าพ่อแม่ของตนในอดีต การปรากฏตัวของโจรบั้งไฟ ทำให้พระยาแหว่งชักไม่มั่นใจที่จะรับมือ จึงไปหา ปอบดำ (พันนา ฤทธิไกร) จอมขมังเวทย์ให้ช่วยเหลือ แผนการของปอบดำและพระยาแหว่งทำให้โจรบั้งไฟเข้ามาเป็นพวกได้โดยง่าย เนื่องจากโจรบั้งไฟ หรือ ชื่อจริงว่า เซียง เกิดมีความรักกับ อีสาว(กัญญาภัค สุวรรณกูฏ) ลูกสาวของปอบดำ ทว่าแผนการครั้งนี้กลับมีอะไรที่ซ่อนอยู่มากกว่าคำว่า “หลอกใช้” และสิ่งนี้เองที่โจรบั้งไฟต้องใช้ความสามารถทั้งหมดของตนเพื่อกำจัดเหล่าร้ายและคู่อริอย่างนายฮ้อยสิงห์ให้ได้

ตัวละครหลัก

null

โจรบั้งไฟ – เซียง(เดี่ยว – ชูพงษ์ ช่างปรุง) โจรหนุ่มที่มีบั้งไฟและตะไลเพลิงเป็นอาวุธ คอยปล้นวัวควายมาแจกจ่ายชาวบ้าน สืบหาตัวนายฮ้อยสิงห์ คนที่เขาเชื่อว่าเป็นคนฆ่าพ่อแม่ของเขา ความจริงแล้วเป็นคนขรึมๆ ออกไปทางขี้อาย และซื่อๆ ตามแบบหนุ่มชนบททั่วไป

null

อีสาว(อุ้ย – กัญญาภัค สุวรรณกูฏ) ลูกสาวของปอบดำ ถูกจีบจากทั้งเซียงและพระยาแหว่ง แต่ท้ายที่สุดเธอก็เลือกเซียงหรือโจรบั้งไฟ เพราะเซียงไม่นึกรังเกียจที่เธอเป็นลูกสาวของ “ปอบ”

null

พระยาแหว่ง(ลีโอ พุฒ – พุฒิพงษ์ ศรีวัฒน์) ชื่อจริงว่า พระยาศิริกร แต่เพราะปากแหว่งเลยถูกเรียกว่า พระยาแหว่ง เป็นคนกวนๆ เจ้าเล่ห์ และไม่เคยทำดีกับใครจริง ต้องการกวาดล้างพวกนายฮ้อยและวัวควายเพื่อให้รถไถของตนเองขายดี

null

ปอบดำ(พันนา ฤทธิไกร) จอมขมังเวทผู้ลึกลับ และมีความชั่วร้ายไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าพระยาแหว่ง เคยเป็นศิษย์สำนักเดียวกับนายฮ้อยสิงห์มาก่อน แต่ถูกนายฮ้อยสิงห์ปราบเพราะตนทำความเลวไว้ จึงคิดแค้นนายฮ้อยสิงห์ตลอดมา เมื่อสบโอกาสจึงหาทางกำจัดโดยร่วมมือกับพระยาแหว่ง

null

นายฮ้อยสิงห์(สามารถ พยัคฆ์อรุณ) นายฮ้อยที่เก่งที่สุด ทั้งการต่อสู้และคาถาอาคม เป็นคู่แค้นของปอบดำ เพราะเคยกำราบปอบดำที่ทำความเลวเอาไว้ ถูกโจรบั้งไฟหมายหัวว่าตนเป็นคนไปฆ่าพ่อแม่ของเขา

ก่อนอื่นขอบอกกับคนที่ยังไม่ได้ดูก่อนนะครับว่า นี่เป็นหนังที่พูดด้วยภาษาอีสานล้วนๆ แต่ใน VCD และ DVD จะมีซับไทยให้ เพราะงั้นอย่ามาบ่นนะครับว่าดูไม่รู้เรื่อง หากคุณไม่ตั้งใจดูและขี้เกียจอ่านซับจริงๆ(ผมล่ะเบื่อคนประเภทแอนตี้ภาษาท้องถิ่นจริงๆ มึงจะให้หนังไทยมีคำว่า ให้เสียงภาษาไทยโดย พันธมิตร ตอนขึ้นชื่อเรื่องหรืออย่างไรก็ไม่ทราบ) เอาล่ะ เข้าเรื่องกันดีกว่า แม้ ฅนไฟบิน จะประกาศกับผู้ชมว่า นี่คือหนังแอ็คชั่นคอเมดี้นะ แต่พอเอาเข้าจริงๆแล้ว เมื่อได้ดูปุ๊บผมกลับไม่ขำเลยซักแอะ เต็มที่ก็แค่ยิ้มได้เป็นบางฉากเท่านั้น ซึ่งเดี๋ยวผมจะทำการเล่าในอีกไม่กี่ย่อหน้าต่อไปนี้ เพราะขอพูดถึงส่วนที่ควรจะสำคัญที่สุดของเรื่องก่อนนั่นก็คือเรื่อง “บท” ดังที่กล่าวไว้ข้างต้นว่านี่เป็นหนังที่บทอ่อนมาก คือไม่ต้องผูกเป็นเรื่องราวหรอกครับ แค่จับมาประลองกันให้จบๆไป มันยังจะดูง่ายซะกว่า แถมการดำเนินเรื่องก็ยังดูเชยๆ ไม่มีอะไรแปลกใหม่ นึกจะหักมุมกูก็หักซะงั้น ก็คงต้องใช้คำพูดของนักวิจารณ์หลายๆท่านที่ชอบพูดกันมาขอพูด ณ ที่นี้ว่า “ถ้าดูแบบไม่คิดอะไรก็สนุกดีนะ” โชคดีที่ผมดูแบบไม่คิดอะไรมากอยู่แล้ว แม้ส่วนพร่องมันจะเยอะกว่าส่วนดีก็เถอะ แต่เผอิญว่าส่วนดีของมันกลับเป็นส่วนที่ผมชอบมากถึงขั้นชอบที่สุดในเรื่อง นั่นก็คือคิวบู๊นั่นเอง

แม้บทในเรื่องจะกลวงและเว้าแหว่งจนขาดความน่าเชื่อถือโคตรๆ ทว่ายังมีอยู่สิ่งหนึ่งที่ทำให้บทห่วยๆนี้ดูมีความหมายขึ้นมาได้ นั่นก็คือหน้าหนังที่เป็นแอ็คชั่นแบบแฟนตาซี คือเหนือความเป็นจริงนั่นเอง ทำให้หลายๆคนอาจจะพออนุโลมให้ก็ได้ แต่ก็ยังติดที่ว่าบทยังขาดความเป็นเหตุเป็นผลอยู่มาก แม้จะเป็นหนังที่มันส์ที่สุดของเฉลิม ในความคิดของผม ทว่ามันก็ยังครองตำแหน่งหนังที่บทห่วยที่สุดของเฉลิมด้วยอีกเช่นกัน ทั้งๆที่คาแรคเตอร์ของตัวละคร และเอกลักษณ์เฉพาะต่างๆ มันควรจะเป็นไปได้ลึกมากกว่านั้น หรือซับซ้อนมากกว่านั้น แต่ท้ายที่สุดสิ่งเหล่านั้นมันก็แค่ผ่านๆไป คาแร็คเตอร์ก็ยังคงเป็นคาแร็คเตอร์ และเหตุการณ์ในเรื่องก็ปล่อยให้เป็นไปเอื่อยๆ โดยไม่มีการแทรกซับพล็อตที่สามารถเชื่อมโยงกับพล็อตหลักๆได้เลย ฅนไฟบินจึงกลายเป็นหนังแอ็คชั่น ที่ตอบสนองเพื่อแอ็คชั่นจริงๆ ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่านี้ หรือถึงจะมีมันก็ให้อะไรมากกว่านี้อีกไม่ได้แล้ว

null

แม้บทหนังจะเต็มไปด้วยจุดบกพร่อง ทว่ายังมีสิ่งหนึ่งที่ยังพอให้หนังดูน่าสนใจขึ้นมาได้ นอกเหนือไปจากคิวบู๊ นั่นคือเรื่องของคาแร็คเตอร์นั่นเอง สิ่งหนี่งที่สังเกตได้ในหนังของเฉลิมคือ คาแร็คเตอร์ของตัวละครแต่ละตัวที่เป็นไปอย่างชัดเจนและเสมอต้นเสมอปลายตั้งแต่ต้นเรื่องยันท้ายเรื่อง เช่น คาแร็คเตอร์ของพระเอกทั้ง 7 คนใน 7 ประจัญบาน นั่นก็เป็นเครื่องยืนยันนอนยันได้อย่างดี ส่วนตัวแล้วผมรู้สึกชอบตัวละครในเรื่องทุกตัวนะ ถึงจะไม่รู้สึกผูกพันก็เถอะ แต่ชอบเพราะมันมีเอกลักษณ์และสื่อถึงวิถีชีวิตของคนอีสานในยุคนั้นได้ดี ไม่ว่าจะเป็นตัวของโจรบั้งไฟเอง และอาวุธของเขาคือ บั้งไฟและตะไลเพลิง และที่ชอบมากๆเลยก็คือ เกวียนบั้งไฟ ที่แล่นติดเทอร์โบไปด้วยพลังงานบั้งไฟ ที่ดูเก๋ไปอีกแบบ (ดูๆไปมันก็คล้ายถัง NGV เหมือนกันนะเนี่ย) และคาแร็คเตอร์อีกด้านหนึ่งของโจรบั้งไฟ ในโหมดของเซียง ตัวตนที่แท้จริง ก็ไม่ได้ต่างอะไรกับชายหนุ่มชนบททั่วไป ซื่อๆ ขรึมๆ ขี้อาย แต่มีความจริงใจดี

คาแร็คเตอร์ของอีสาว นางเอกของเรื่องที่รับบทโดยคุณอุ้ย(น่ารักมากๆ) ก็ชวนให้นึกถึงสาวบ้านนาในยุคเก่าๆ เก่งงานบ้านงานเรือน ไม่ต้องอ่อยแบบเรยาก็มีคนมาจีบ อย่างพระยาแหว่งก็ชวนให้หมั่นไส้ไปอีกแบบ ตัวนี้ผมไม่ถือว่าเป็นตัวร้ายนะ แต่ผมจัดให้อยู่ในลิสต์ของตัวเกรียน คือคอยป่วนคอยจับแพะชนแกะให้เฉยๆ เพราะตัวร้ายจริงๆคือ ปอบดำ แต่บอกตรงๆว่าดูน่าเกลียดมากกว่าน่ากลัวนะ แต่ที่ชอบที่สุดก็คงจะเป็นคาแร็คเตอร์ของโจรก่องข้าวน้อย ที่รับบทโดยคุณสมเดช แก้วลือ หรือ จ่าแฟรงค์ จาก ผู้กองเจ้าเสน่ห์ ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากนิทานพื้นบ้านสุดคลาสสิคของชาวอีสานเรื่อง ก่องข้าวน้อยฆ่าแม่ ว่าด้วยเรื่องของลูกชายที่ทำนาจนหิว และมีแม่คอยส่งกับข้าวให้ แต่เมื่อเห็นข้าวไม่พอกิน ด้วยความโมโหหิวจึงเอาคันไถตีแม่ตนเองตาย และในตัวของโจรก่องข้าวน้อย ก็มีคันไถเป็นอาวุธ เวลาปกติก็เป็นเหมือนคนทั่วไป แต่พอโมโหหิวเมื่อไหร่เป็นต้องอาละวาดฟาดงวงฟาดงาไปทั่ว ทุกวันนี้พอนึกถึงประโยคที่โจรก่องข้าวน้อยพูดว่า “กูหิวข้าว ขอข้าวให้กูกินแหน่” ทีไร ก็ยังอดอมยิ้มตามไม่ได้ทุกที

null

แม้จะด้อยเรื่องบท แต่ก็ต้องยอมรับนะครับว่าการแสดงของนักแสดงแต่ละคนนั้นไม่ธรรมดาจริงๆ ทำให้ตัวละครทุกตัวดูมีเอกลักษณ์ ซึ่งก็คงจะพอทำให้ผู้ชมพอใจชื้นขึ้นมาได้บ้าง แต่ถ้าถามว่ามีส่วนไหนที่ยังชอบอยู่อีกมั้ย ก็ขอยกให้เรื่องของการสอดแทรกวัฒนธรรมของชาวอีสานเข้าไว้ได้อย่างกลมกลืน ขนาดที่ว่าลึกกว่าในเรื่ององค์บากซะอีก ผมมีเพื่อนบ้านเป็นชาวอีสานอยู่ไม่น้อย พอดูหนังเรื่องนี้จบแล้วก็รู้สึกรักพวกเขาขึ้นมามากกว่าเดิมซะงั้น นอกเหนือไปจากการให้ตัวละครมีคาแร็คเตอร์เป็นแบบอีสานแท้แล้ว วิวทิวทัศน์และโลเกชั่นต่างๆ ก็ให้บรรยากาศอีสานแบบเมื่อร้อยกว่าปีก่อนจริงๆ อาจเพราะผู้กำกับอย่างเฉลิมเป็นคนอีสานโดยกำเนิด ทำให้รู้สึกว่าดูอินไปกับบรรยากาศ นอกจากนี้ยังมีการสอดแทรกการละเล่นของชาวอีสานไว้ ไม่ว่าจะเป็นการเป่าแคนร้องรำทำเพลงในคาราวานนายฮ้อย การแห่นางแมวขอฝน การทำบั้งไฟ หรือการฝึกมวยแบบโคราชก็ทำให้รู้สึกได้อรรถรสถึงความเป็นอีสานจริงๆ

หากจะขายความเป็นไทย และบรรยากาศความเป็นลูกทุ่งย้อนยุคเอาใจคอต่างจังหวัด โดยเฉพาะแถบอีสานนั้น ฅนไฟบินถือว่าทำได้ดีพอสมควร แต่ถ้าจะขายความอินเตอร์ คงยังไม่มีแรงจูงใจต่อชาวต่างชาติมากพอ แม้บางครั้งฉากต่อสู้ของเรื่องจะเป็นไปในแบบคล้ายๆคาวบอยก็ตามที แต่การดำเนินเรื่องที่บกพร่องมากเกินไปในด้านของเหตุผล และบทที่เบาโหวงอยู่มากมาย รวมทั้งวัฒนธรรมอีสานบางอย่างที่ชาวต่างชาติยังไม่รู้จัก ก็ทำให้ได้รับเสียงวิจารณ์แง่ลบในฝั่งยุโรปอยู่ไม่น้อยเช่นเดียวกัน ที่พอจะกู้ชื่อได้ขึ้นมาบ้าง ก็อย่างที่ผมบอกล่ะครับว่าคือคาแร็คเตอร์ของตัวละครและคิวบู๊ที่ค่อนข้างดุเด็ดเผ็ดมันส์พอสมควร ซึ่งอันนี้ก็คงแล้วแต่ผู้ชมด้วยล่ะครับว่า จะดูเพื่ออะไร คือถ้าดูแล้วเอาเนื้อหาและอารมณ์ดราม่าแบบ Die Hard ก็ข้ามไปได้เลยครับ แต่ถ้าดูเพื่อเอามันส์ เอาบู๊อย่างเดียว รับรองว่ามีให้คุณเต็มเปี่ยมแน่ในเรื่องนี้

null

อีกส่วนหนึ่งที่ถือได้ว่าตีลังกาตกม้าตายในหนังได้พอสมควรก็คงจะเป็นส่วนของมุกตลกต่างๆที่พยายามหาช่องใส่เข้ามากะให้ได้ฮากันซักมุก แต่ปรากฏว่าแป้กสนิทครับ จริงๆหนัง Martial Art มันไม่จำเป็นต้องมีมุกหรอกนะครับ มุกตลกเป็นเพียงสิ่งที่ใส่เพิ่มเติมเข้ามาเพื่อให้หนังดูไม่เครียดเกินไป หรือถ้าคิดจะใส่มุกจริงๆก็ควรจะรู้จังหวะและการนำเสนอที่พอเหมาะพอดี แต่มุกในเรื่องนี่เรียกว่ามาผิดทั้งกาละและเทศะอย่างแรงเลยครับ แต่ที่ผมพออมยิ้มได้กลับไม่ใช่มุกตลกในเรื่อง หากแต่เป็นบทสนทนาระหว่างเซียงและอีสาวที่คุยกัน โดยเซียงรู้มาว่าการจะเอาชนะนายฮ้อยสิงห์ได้ ต้องใช้เลือดประจำเดือนของสาวบริสุทธิ์ที่มีราศีแข็งกว่านายฮ้อยสิงห์ นั่นก็คืออีสาวนั่นเอง เซียงก็ถามด้วยความซื่อว่า เมื่อไหร่เลือดประจำเดือนของอีสาวจะมา แต่ถ้าจะให้ได้ผลสาวต้องบริสุทธิ์ด้วยนะ แล้วสาวยังบริสุทธิ์อยู่มั้ย ซีนนี้เรียกว่าได้ใจผมไปเต็มๆครับ ในด้านของความน่ารัก ดูโรแมนติกแปลกๆไปอีกแบบ

ส่วนในเรื่องของคิวบู๊นั้นก็เรียกได้ว่าหายห่วงได้เลย เพราะงานนี้ได้ปรมาจารย์คิวบู๊อันดับหนึ่งของเมืองไทยอย่าง พันนา ฤทธิไกร มาดูแลให้ แม้คิวบู๊ในเรื่องจะไม่สวยงามเท่ากับองค์บากหรือ ต้มยำกุ้ง แต่ได้อาศัยตรงความ “เว่อร์” จากการที่เป็นหนังกึ่งแฟนตาซีมาช่วยทำให้ดูสนุกไปอีกแบบ มีการใช้สลิงผสมผสานบ้าง อาจจะดูขัดตาและเกินจริงไปซักนิด แต่ก็ถือซะว่าดูหนังกำลังภายในก็แล้วกัน นอกจากนี้ยังมีการผสมคิวบู๊เข้ากับเทคนิค CG ที่ดูแปลกตาและสนุกไปอีกแบบ แต่อาจจะเว่อร์จนหลายคนรับไม่ได้ อันนี้ก็แล้วแต่นานาจิตตังครับ แต่ส่วนตัวผมคิดว่าหนังกำลังภายในจีนก็มีจนดาษดื่น หากหนังไทยจะทำกำลังภายในให้เป็นสไตล์ขอตัวเองบ้าง ก็ไม่น่าผิดแปลกอะไร ยิ่งตอนท้ายๆเรื่องนี่เว่อร์ถึงเว่อร์โคตรๆ และปราศจากเหตุผลอย่างแรงเลยครับ แต่ก็ยังดูสนุกอยู่ได้ ให้ตายสิ

null

ส่วนตัวผมชอบนะครับเรื่องนี้ แต่ถ้าว่ากันตามคะแนนที่ควรจะได้ก็คงต้องให้น้อยหน่อยแล้วกัน ด้วยความไม่สมเหตุสมผลหลายประการ หนังบู๊หลายๆเรื่องที่ดังได้ก็เพราะบทดี แต่บางเรื่องบทไม่ดีก็เสือกดังซะงั้น (เช่น Born Invisible) อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับผู้เสพด้วยครับ สำหรับ ฅนไฟบินนี่ ถ้าดูแค่เอาบู๊ก็คุ้มครับ แต่ถ้าอยากได้เนื้อหาดีๆก็ขอให้ข้ามไปได้เลย ส่วนตัวมองว่าเป็นหนัง Martial Art ที่แปลกและแหวกแนวมากที่สุดของไทยนะครับ ผมเลือกที่จะมองหนังในด้านดีและด้านเสียตลอด สำหรับฅนไฟบินนี่ถึงแม้จะมีความบกพร่องอยู่เยอะพอสมควร แต่ในความห่วยนั้นก็ยังมีความสนุกที่สอดแทรกอยู่ ถึงแม้พอดูจนจบผมจะยังหาสาระจากเรื่องนี้ไม่เจอ แต่ผมคิดว่า เวลาที่เราดูหนังเรื่องไหน แล้วเจอสิ่งที่เราชอบในหนังเรื่องนั้น ผมว่านั่นแหละครับ คือสาระที่คุณได้จากหนังเรื่องนั้น หนังที่ดี เราไม่จำเป็นต้องชอบ และหนังที่เราชอบ ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นหนังดี เพราะบรรทัดฐานของแต่ละคนมันต่างกัน จริงมั้ยครับ

คะแนนรวม 6/10

ฉากเด็ด

อืม… คือเรื่องนี้มันใส่มาซะเอียนเลย จนผมไม่รู้จะเลือกฉากไหน แต่ขอเลือกฉากเปิดตัวของโจรบั้งไฟในต้นเรื่องก็แล้วกันครับ เป็นฉากที่โจรบั้งไฟเหินหาวมาจากกลางอากาศ และต่อกรกับพวกนายฮ้อยด้วยเข่าล้วนๆ ดูแปลกตาไปอีกแบบครับ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก วิกิพีเดีย Wikipedia

ผู้กำกับ เฉลิม วงค์พิมพ์
นักแสดงนำ ชูพงษ์ ช่างปรุง แสดงเป็น โจรบั้งไฟ/บักเซียง
พุฒิพงษ์ ศรีวัฒน์ แสดงเป็น พระยาแหว่ง
พันนา ฤทธิไกร แสดงเป็น ปอปดำ
สามารถ พยัคฆ์อรุณ แสดงเป็น นายฮ้อยสิงห์
จรัล งามดี แสดงเป็น นายจัน
อำพล รัตนวงค์ แสดงเป็น คาน
กัญญาภัค สุวรรณกูฎ แสดงเป็น อีสาว
สมเดช แก้วเกลือ แสดงเป็น โจรกล่องข้าวน้อย
วิชัย พรหมจรรย์ แสดงเป็น แผน
จัดจำหน่าย สหมงคลฟิล์ม
วันที่เข้าฉาย 21 ธันวาคม พ.ศ. 2549
ความยาว 103 นาที
ภาษา ไทย

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s