Slumdog Millionaire (2008) : เกมโชว์ VS เกมชีวิต

Posted: มิถุนายน 15, 2011 in บทวิจารณ์ภาพยนตร์(รวม), ภาพยนตร์อินเดีย, ภาพยนตร์ฮอลลีวู้ด, Drama/ชีวิต

null “สิ่งใดที่นำพาให้ตามหารักที่หายไป?”

A. เงิน                                                                        B. โชคลาภ

C. ปัญญา                                                                   D. พรหมลิขิต

คำถามที่ขึ้นบนแฮนด์บิลของหนังอาจจะดูก้ำกึ่งระหว่างยากและง่าย (แต่จะดูง่ายไปทันทีเมื่อเทียบกับคำถามโอเน็ตและแกทแพท) Slumdog Millionaire หรือในชื่อภาษาไทยว่า คำตอบสุดท้าย…อยู่ที่หัวใจ จะนำพาให้คุณได้รู้ถึงที่มาของคำตอบ ทั้งยังได้รู้ถึงความสำคัญของคำตอบนั้น บางครั้งคำตอบบางคำตอบอาจจะไม่ต้องใช้อวัยวะที่เรียกว่า “สมอง” คิด เพราะสมองแสดงออกเพียงสติปัญญา หาใช่ความรู้สึกไม่ ดังนั้นเราจึงต้องใช้สิ่งที่ตอบได้ทุกความรู้สึกที่เป็นอยู่ และสิ่งนั้นเราทุกคนต่างเรียกมันว่า “หัวใจ” ดังที่ปรากฏในชื่อไทยของเรื่อง หัวใจ ที่ว่านั้นหาใช่หัวใจที่เป็นอวัยวะไม่ แต่คือหัวใจที่เป็นตัวแทนของการแสดงออกถึงความรู้สึกต่างๆ สุข ทุกข์ กลัว เศร้า โกรธ รังเกียจ อับอาย ประหลาดใจ ล้วนแล้วแต่ใช้ “หัวใจ” เป็นตัวประมวลผลทั้งสิ้น แหม อย่าเพิ่งทำหน้าอย่างนั้นสิครับ ผมไม่ได้จะเปลี่ยนแนวมารีวิวแบบวิชาการหรอกนะ แต่บางทีก็ต้องมีการหาข้อมูลกันมาบ้าง เพราะผมมันพวกโง่แล้วอวดฉลาด (ว่าไปนั่น)

แต่คนฉลาดก็ไม่ได้แปลว่าจะต้องรู้ไปซะทุกเรื่อง หากขาดโอกาสและประสบการณ์ เรื่องบางเรื่องเรียนรู้ได้ในตำรา แต่ที่กว้างใหญ่กว่าคือโลกใบนี้ ยังมีอะไรมากมายที่แม้แต่อัจฉริยะก็ยังไม่รู้ และถึงรู้ก็ยากที่จะหาคำตอบและตรรกะต่างๆมาอธิบายได้ ที่กล่าวมานี้คือส่วนหนึ่งของธีมหลักที่ทางผู้สร้าง Slumdog Millionaire ต้องการจะนำเสนอต่อผู้ชม ผ่านหนังดราม่าที่อบอวลด้วยกลิ่นอายโรแมนติก และเสียดสีสังคมอย่างถึงพริกถึงขิง ซึ่งถ้าว่ากันตามความจริงแล้ว Slumdog Millionaire ไม่ใช่หนังอินเดียอย่างที่หลายคนเข้าใจกันนะครับ เพราะทีมงานส่วนใหญ่หรืออาจจะทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นคนอังกฤษกันทั้งนั้น รวมไปถึง แดนนี่ บอยล์ ผู้กำกับภาพยนตร์ด้วย แต่ผมคิดว่าการที่นักแสดงทั้งหมดเป็นชาวอินเดีย เรื่องราวและเหตุการณ์ทั้งหมดล้วนเกิดขึ้นในประเทศอินเดีย และหลายท่านก็คงจดจำหนังเรื่องนี้ในฐานะหนังอินเดียไปแล้ว ผมเลยเลือกที่จะจัดมันอยู่ในหมวดของหนังอินเดียด้วย ในขณะเดียวกันก็จัดให้มันอยู่ในหมวดของหนังฮอลลีวู้ดเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ผมขอเตือนทุกท่านอีกครั้งว่า Slumdog Millionaire ไม่ใช่หนังอินเดียแท้ๆนะครับ

null

Slumdog Millionaire บอกเล่าเรื่องราวของ จามาล มาลิค(เดฟ พาเทล) เด็กหนุ่มชาวสลัมมุมไบวัย 18 ปี ที่เข้าแข่งขันรายการเกมส์โชว์ที่มีชื่อว่า “Who Wants To Be A Millionaire?” (แปลว่า ใครอยากเป็นเศรษฐี? แต่อย่าไปตอบว่า “ฉันน่ะสิ ฉันน่ะสิ” เชียว) เพื่อตามหา ลติกา(ฟรีด้า ปินโต) หญิงสาวผู้เป็นรักแรกและรักเดียวของเขาที่เคยผ่านช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตมาด้วยกันในวัยเด็ก แต่ต่อมาได้พลัดพรากจากกัน จามาลมารู้อีกทีว่าเธอกลายเป็นผู้หญิงคนสำคัญของ จาเวด ข่าน(มเหศ มันชเรขาร์) ผู้มีอิทธิพลในย่านสลัมมุมไบ  อีกทั้ง ซาลิม(มธุระ มิททาล) พี่ชายของจามาล ที่เคยร่วมทุกข์ร่วมสุขในวัยเด็ก และพลัดพรากจากกันเช่นเดียวกันกับลติกา ก็ได้กลายเป็นมือขวาของจาเวดไปเรียบร้อยแล้ว จามาลพบลติกาครั้งสุดท้าย เมื่อปลอมตัวเข้ามาเป็นคนงานในบ้านจาเวด และพบลติกาอีกครั้ง แต่ก็ต้องพรากจากกันอีก และลติกาก็โดนกักขังไว้เพื่อไม่ให้พบกับจามาลอีก สิ่งเดียวที่จามาลจำได้ก็คือลติกาชอบดูรายการใครอยากเป็นเศรษฐี  และนั่นคือหนทางเดียวที่เขาจะสื่อสารกับเธอ เพียงเพื่อพบเธออีกสักครั้ง นั่นคือการสมัครเข้าแข่งขันในรายการที่เธอชอบดูนั่นเอง

จามาลเข้าแข่งขันโดยไม่ได้หวังเงินรางวัลแต่อย่างใด แต่จะเป็นโชคหรือเคราะห์กรรมก็ไม่ทราบ ที่ทำให้จามาลตอบคำถามถูกทุกข้อ ทำให้ เปรม(อนิล กาปูร์) พิธีกรและเจ้าของรายการนี้เริ่มคลางแคลงใจในตัวของจามาลว่าอาจใช้วิธีทุจริตในการตอบคำถาม เพราะสถานะของจามาลไม่ได้มีเครดิตมากพอที่จะตอบคำถามระดับที่แม้แต่ศาสตราจารย์ยังไม่รู้ได้ เปรมจึงอาศัยช่วงที่รายการหยุดบันทึกเทป เรียกตำรวจมาจับจามาลไป จามาลอยู่ในการควบคุมของ สารวัตร(อิราฟาน ข่าน) และถูกทรมานเพื่อเค้นคำตอบว่าเขาโกงอย่างไร แต่ไม่ว่าจะทรมานอย่างไรจามาลก็ไม่ยอมปริปาก ก่อนที่สารวัตรจะเลือกใช้ไม้อ่อนกับเขา ในการสอบปากคำว่าเพราะเหตุใดจามาลถึงตอบได้ทุกคำถาม จามาลจึงเล่าเรื่องของตนเองตั้งแต่วัยเด็ก ว่าแต่ละช่วงชีวิตเขาได้พบเจออะไรมาบ้าง และคำตอบของคำถามแต่ละข้อนั้นก็ตรงกับเหตุการณ์ต่างๆที่เขาเจอมาโดยบังเอิญ ถึงคราวที่จามาลจะต้องพิสูจน์ตัวเองกับสารวัตร เพื่อหาโอกาสที่จะกลับไปเข้าแข่งขันในรายการอีกครั้ง กับคำถามสุดท้ายที่มีมูลค่าแจ็คพอตสูงถึง 20 ล้านรูปี แต่การกลับไปครั้งนี้หาใช่เพื่อเงินรางวัลไม่ แต่เพื่อการตามหาชีวิตอีกครึ่งหนึ่งของจามาลที่พลัดพรากไป ซึ่งเขาเรียกเธอว่า “ลติกา”

ตัวละครหลัก

null

จามาล มาลิค(เดฟ พาเทล) เด็กหนุ่มวัย 18 ปี จากสลัมมุมไบ มีชีวิตอันเหลวแหลกในวัยเด็ก เพราะกำพร้าพ่อแม่ วัยเด็กร่วมมือกับซาลิมเป็นมิจฉาชีพเพื่อประทังชีวิต เมื่อโตขึ้นได้ตามหาลติกาผ่านเกมส์โชว์ แต่ตอบถูกเกือบทุกคำถาม ทำให้โดนสอบปากคำ ทั้งๆที่คำตอบของคำถามทุกข้อล้วนมาจากเหตุการณ์ที่เขาได้พบเจอมาทั้งสิ้น

null

ลติกา(ฟรีด้า ปินโต) คนรักของจามาลในวัยเด็กที่พลัดพรากจากกันไป และเป็นเสมือนทุกสิ่งทุกอย่างของจามาล เป็นผู้หญิงคนสำคัญของจาเวด ข่าน ผู้ทรงอิทธิพลในสลัมมุมไบ

null

ซาลิม มาลิค(มธุระ มิททาล) พี่ชายของจามาล มีนิสัยเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย เพราะก้าวทางผิดจึงทำให้เขาต้องกลายมาเป็นสมุนของจาเวด และสำนึกได้ถึงความเลวที่เคยกระทำกับน้องชาย ทำให้ซาลิมกลับใจคิดจะกลับมาช่วยให้น้องชายสมหวังอีกครั้ง

null

เปรม(อนิล กาปูร์) พิธีกรรายการใครอยากเป็นเศรษฐี หน้ากล้องอาจดูเหมือนพิธีกรทั่วไปที่เป็นมิตรกับผู้เข้าแข่งขัน แต่หลังฉากกลับเป็นจิ้งจอกเฒ่า ที่คอยทำทุกวิถีทางเพื่อให้จามาลพ่ายแพ้ในรายการนี้ เพราะเขาไม่เชื่อว่าคนกระจอกอย่างจามาลจะสามารถทำได้ในสิ่งที่อัจฉริยะทำไม่ได้

null

สารวัตร(อิราฟาน ข่าน) นายตำรวจหนุ่มผู้ควบคุมตัวของจามาล และทำคดีของจามาลอยู่ ภายนอกดูเป็นคนโหดๆ เหี้ยมๆ พูดจาเหน็บแหนมกระแทกกระทั้น แต่แท้จริงแล้วเป็นคนที่รับฟังโดยเหตุผล และไตร่ตรองอย่างรอบคอบ

เคยสงสัยกันบ้างมั้ยครับว่า ทำไมชีวิตของคนเราถึงมักจะมีสุขและทุกข์หมุนเวียนกันไปมาตลอด บางครั้งเราทำตัวดีๆแล้ว ทุกข์ก็ยังตามมา บางครั้งบนวิกฤติเรากลับมองเห็นโอกาส และอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่ถาโถมเข้ามาในชีวิตจนแทบจะบ้าตายซะให้ได้ บางเรื่องเราไม่ได้จุดชนวนแต่มันกลับเกิดขึ้น โทษตัวเองก็ไม่ได้ โทษใครก็ไม่ได้ เพราะความผิดนี้เป็นสิ่งที่ “โชคชะตา” กำหนดขึ้น หลายครั้งหลายคราที่มนุษย์ได้รับบทลงท้ณฑ์จากการฝ่าฝืนโชคชะตา สิ่งเดียวที่ทำได้ก็คือต้องยอมรับมัน แต่ว่าโชคชะตามักไม่ค่อยส่งเรื่องดีๆมาให้เราหรอกครับ มันมักจะเล่นตลกกับเราเสมอ และตัวเอกของหนังอย่าง จามาล มาลิค ก็โดนโชคชะตาเล่นตลกจนหัวปั่น ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนตั้งตัวไม่ติดเลย สิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิตของเขาตั้งแต่เด็กยันหนุ่ม และอุปสรรคนานัปการที่เขาต้องฝ่าฟันเพียงเพื่อให้ได้เห็นใบหน้าของผู้หญิงที่เป็นรักแรกและรักเดียวในชีวิตของเขาอย่าง ลติกา ก็ทำให้เขาแทบจะเอาชีวิตไม่รอดเลยทีเดียว

ที่กล่าวมานั้นคือพล็อตหลักของหนัง ที่มีเนื้อหาแหวกแนวจากหนังทั่วๆไป โดยการเล่นกับความรู้สึกของคน โดยเฉพาะตัวเอก ซึ่งในพล็อตหลักนั้นถูกถ่ายทอดมาในแบบโรแมนติกดราม่า ในขณะที่ซับพล็อตหรือพล็อตรองได้นำเสนอในแง่ของการเสียดสีสังคม คือ การเล่าย้อนถึงชีวิตในวัยเด็กของจามาล ขณะที่กำลังให้ปากคำกับตำรวจอยู่ ได้กล่าวถึงวัยเด็กของจามาลที่พบเจอแต่เรื่องเลวร้าย  โดยเฉพาะสังคมอินเดีย เรื่องราวร้ายๆเริ่มต้นขึ้นเมื่อแม่ของจามาลและซาลิมเสียชีวิตจากสงครามระหว่างศาสนา เรื่อยไปจนเป็นขอทาน และประกอบมิจฉาชีพเพียงเพื่อเลี้ยงตนให้อยู่รอดปลอดภัยไปวันๆ ผู้กำกับแดนนี่ บอยล์ เลือกที่จะนำเสนอสถานการณ์สองเวลานี้ให้ควบคู่ขนานไปด้วยกันอย่างมีชั้นเชิง โดยการเริ่มจากจุดใกล้ไคลแมกซ์ของเรื่อง มาตัดสลับกับการที่จามาลเล่าย้อนอดีตของตนเอง แล้ววกกลับมาที่จุดเดิมที่เปิดเรื่องเอาไว้ นับว่าเป็นหนังที่หาการเปิดตัวในแบบฉบับนี้ได้ยากยิ่งทีเดียว เพราะมันเป็นเรื่องยากที่จะวางโครงเรื่องไว้บรรจบเข้าหากันในตอนต่อมาได้ โชคดีที่แดนนี่ บอยล์ให้รายละเอียดตรงนี้ได้ค่อนข้างชัดเจน

null

อีกสไตล์หนี่งที่ค่อนข้างทำได้ดี คือการเสียดสีสังคมอินเดีย โดยเฉพาะเรื่องของการแบ่งแยกชนชั้นวรรณะอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะตัวละครอย่างเปรม พิธีกรรายการที่เทียบได้กับชนชั้นวรรณะแพศย์ ซึ่งแสดงออกถึงการรังเกียจจามาลอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากจามาลเป็นเพียงเด็กสลัมคนหนึ่ง ซึ่งแทบไม่มีสถานภาพทางสังคมเลย การที่เขาเป็นเพียงเด็กเสิร์ฟชาในคอลเซนเตอร์ ก็เท่ากับว่าจามาลเป็นคนวรรณะศูทรดีๆนี่เอง และการที่จามาล “รู้” คำตอบโดยบังเอิญ ก็ยิ่งทำให้เปรมคลางแคลงใจ เพราะเขาไม่มีทางเชื่อหรอกว่าเด็กสลัมจนตรอกคนหนึ่งจะตอบคำถามที่บรรดาบุคคลผู้ทรงภูมิทั้งหลายยังไม่รู้ได้อย่างไร ดังนั้นในระหว่างที่ทั้งสองคุยกันหลังบันทึกเทป เปรมจึงทั้งผลักไสไล่ส่ง และพยายามสร้างสถานการณ์เพื่อบีบบังคับให้จามาลแพ้การแข่งให้เร็วที่สุด แต่ก็ไม่เป็นผลแต่อย่างใด เพราะจามาลยังคงเชื่อมั่นอยู่ว่า ถ้าเขายังยืนหยัดอยู่ในรายการนี้ได้นานเท่าไหร่ โอกาสที่ลติกาจะเห็นเขาและติดต่อกลับมาหาเขาก็ยังมีมากขึ้นเท่านั้น

นอกจากนี้หนังยังได้ตีแผ่ถึงชีวิตของเด็กสลัมที่ต้องอยู่อย่างปากกัดตีนถีบ โดยเฉพาะเด็กกำพร้าอย่างจามาลและซาลิม สองพี่น้องที่ต้องคอยติดสอยห้อยตามไปด้วยกันตลอด พวกเขาต้องพบเจอเหตุการณ์มากมายในวัยเด็ก และบางเหตุการณ์ก็อันตรายเกินกว่าที่เด็กวัยเดียวกันจะเผชิญได้ ไม่ว่าจะเป็นการหนีตายจากสงครามระหว่างศาสนาที่เป็นเหตุให้แม่ของพวกเขาตาย หรือการเผชิญหน้ากับแก๊งขอทานที่ภายนอกดูเป็นคนใจบุญ แต่แท้จริงแล้วกลับเอาเด็กมาทำให้พิการแล้วให้ตระเวนขอเงินจากผู้คน แต่สองพี่น้องก็ผ่านมาได้อย่างทุลักทุเล ประสบการณ์ส่วนใหญ่ล้วนเต็มเปี่ยมไปด้วยความอันตราย ยิ่งสอนให้สองพี่น้องต้องทำทุกอย่างเพื่อเอาตัวรอด แม้จะต้องกระทำเรื่องที่ผิดต่อศีลธรรมและความดีงามนานาประการ เช่น ขโมยของ เป็นต้น และเมื่อชีวิตของสองพี่น้องย่างเข้าสู่จุดแรกของวัยรุ่น ซึ่งเป็นวัยหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต ที่เดินทางผิดเพียงครั้งเดียวก็ยากที่จะหันหลังกลับ ทำให้สองพี่น้องมีความคิดเห็นที่ขัดแย้งกัน โดยเฉพาะซาลิมผู้พี่ที่หลงเดินทางผิดสู่เส้นทางสายนักเลง ทำให้สองพี่น้องต้องเดินกันคนละทาง และแยกจากกันในที่สุด และกว่าที่ซาลิมจะรู้ตัวว่าเดินทางผิด แม้จะกลับใจได้ แต่เขาก็กลับตัวไม่ทันเสียแล้ว

null

มีหลายคนที่ได้ชมหนังเรื่องนี้แล้วได้สงสัยและตั้งคำถามถึงความสัมพันธ์ระหว่างซาลิมกับจามาล ว่าแท้จริงแล้วสองพี่น้องคู่นี้เขาจะดีหรือจะร้ายใส่กัน โดยเฉพาะซาลิมที่บางครั้งก็เป็นพี่ที่คอยช่วยเหลือจามาลทุกเรื่อง แต่บางครั้งก็เห็นแก่ตัวจนเกินไป และกระทั่งตัวของจามาลเอง ที่ผมเชื่อว่าหลายคนคงสงสัยว่าตกลงแล้วอุปนิสัยของเขาเป็นยังไงกันแน่ บางครั้งก็ดี บางทีก็กวนประสาทคนอื่น ในส่วนนี้แดนนี่ บอยล์ได้ให้เหตุผลว่า บุคลิกของตัวละครทุกตัว เขาตั้งใจที่จะให้พวกเขาเหล่านั้นเป็นตัวละครที่ใกล้เคียงกับชีวิตจริงมากที่สุด พูดง่ายๆคือมีความเป็นปุถุชนนั่นเอง แม้จะทำความดีมาตลอด แต่บางครั้งก็ต้องพ่ายแพ้ต่ออำนาจโมหะและกิเลสต่างๆได้เช่นกัน ส่วนเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างจามาลและซาลิม แดนนี่ได้ให้เหตุผลอีกว่า เป็นความสัมพันธ์ที่คู่พี่น้องทั่วไปมีให้กันนั่นแหละ ต่อให้เลวใส่กันยังไง แต่สายสัมพันธ์ยังไงก็ตัดไม่ขาด โดยเฉพาะซาลิมที่แม้จะเป็นคนออกปากไล่จามาลให้ออกไปจากชีวิต แต่เมื่อได้พบเจอกับน้องชายอีกครั้ง เขาก็มีอาการดีใจอย่างเห็นได้ชัด

หรือจะเป็นตอนในวัยเด็ก กับฉากที่ระหว่างที่จามาลและซาลิมหลบหนีออกจากแก๊งขอทาน แล้วกระโดดขึ้นโบกี้รถไฟได้ เหลือเพียงลติกาที่วิ่งตามมาเพื่อจะขอขึ้นรถไฟด้วย ซาลิมจับมือเธอเอาไว้ได้ แต่เมื่อเห็นพวกแก๊งขอทานวิ่งตามมา ซาลิมชั่งใจแล้วคิด ดูท่าว่าไม่น่าจะรอด เขาจึงตัดสินใจปล่อยลติกาทิ้งซะ เพราะไม่อย่างนั้นเขากับน้องชายคงไม่รอดแน่ ถ้าว่าในแง่ของหนังอาจจะดูเป็นการกระทำที่เกินเลยไปซักนิด แต่พอคิดในแง่ของชีวิตจริง มันก็ไม่แปลกนะครับที่พี่น้องจะรู้สึกและกระทำต่อกันแบบนั้น เพราะความผูกพันธ์ระหว่างทางสายเลือดและความรู้สึกยังไงก็ตัดกันไม่ขาดแน่ จนท้ายที่สุดซาลิมเลือกที่จะช่วยเหลือให้น้องชายสมหวังในความรัก ด้วยสายสัมพันธ์ที่มีต่อน้อง และการสำนึกถึงบาปที่ตนเคยกระทำกับน้องในอดีต แม้เขาจะรู้ดีว่าการกระทำของเขาจะเป็นการทรยศต่อเจ้านายของเขาก็ตาม และตัวจาเวดผู้เป็นเจ้านายของซาลิมเอง ก็มีอิทธิพลมากทีเดียว แม้แต่ตำรวจยังเกรงกลัว นี่ก็เป็นสิ่งที่สื่อให้เห็นถึงอำนาจเหนือกฏหมายที่เสียดสีสังคมได้อย่างเจ็บแสบ

null

นอกจากความสุดยอดในการดำเนินเรื่องที่มีความเฉียบคม และนำเสนออย่างมีชั้นเชิงแล้ว สิ่งที่นอกเหนือจากความสุดยอดในด้านภาพ ก็ยังมีความสุดยอดในด้านเสียง ที่มีรางวัลออสการ์มาการันตีอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นรางวัลบันทึกเสียงยอดเยี่ยม รางวัลดนตรีประกอบยอดเยี่ยม และรางวัลเพลงประกอบยอดเยี่ยม (ดนตรีประกอบกับเพลงประกอบต่างกันตรงที่เพลงมีเนื้อร้องนะครับ แต่ดนตรีจะแค่บรรเลงเฉยๆ เพื่อกระตุ้นอารมณ์ของผู้ชม) ต้องขอบอกว่าฝ่ายบันทึกเสียงหรือมิกซิ่งซาวนด์ทำหน้าที่ได้ดีสมราคาจริงๆ การปรับเสียงในโทนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเสียงพูดจากทีวี เสียงพูดจากหน้งกางแปลง โดยเฉพาะเสียงพูดจากโทรศัพท์ ที่มีความใกล้เคียงกับเสียงในความเป็นจริงอย่างมากถึงมากที่สุด ราวกับตัวละครเหล่านั้นมาคุยโทรศัพท์อยู่ข้างหูเรานี่เอง อันแสดงให้เห็นถึงความพิถีพิถันและความเอาใจใส่ในทุกรายละเอียดในด้านเสียงจริงๆ

ส่วนดนตรีประกอบก็สร้างความเร้าใจได้ดีทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นดนตรีประกอบในบทอย่าง เพลงเปิดของรายการเกมส์โชว์ ที่สร้างความตื่นเต้นและชวนให้คิดตามคำถามได้ดี หรือดนตรีนอกบทอย่างฉากไล่ล่า ที่ให้อารมณ์ทริลเลอร์อย่างดีเยี่ยม และเพลงประจำตัวของลติกา ที่จะเป็นเสียงผู้หญิงฮัมเพลง ให้อารมณ์ความเหงาและความคิดถึงอย่างโหยหาได้เป็นอย่างมาก ส่วนเรื่องเพลงประกอบก็จะแหวกแนวกว่าหนังอินเดียทั่วๆไปเล็กน้อย เพราะเพลงส่วนใหญ่จะเป็นเพลงแนวแร็พแดนซ์ และเป็นเนื้อภาษาอังกฤษเสียส่วนใหญ่ แต่ก็ยังคงกลิ่นอายของหนังอินเดียอยู่ ขาดก็แต่เพียงฉากร้องเพลงแบบมิวสิควิดีโอ ตามสไตล์หนังอินเดียทั่วไปที่มีอยู่เพลงเดียวคือเพลง Jai Ho ในตอนท้ายเรื่อง เป็นไปได้ว่าเพลงส่วนใหญ่ถูกแต่งขึ้นภายหลังจากหนังเสร็จสมบูรณ์ เพื่อต้องการดูอารมณ์ในฉากนั้นว่าเนื้อหาของเพลงควรจะเป็นแบบไหน และจังหวะควรจะเป็นยังไง สำหรับคอหนังอินเดียอาจจะผิดหวังกันบ้าง แต่อาจเป็นเพราะแดนนี่ต้องการความเป็นสากลในหนังของเขาก่อนเป็นอันดับแรกก็ได้

null

แม้หนังจะเต็มไปด้วยข้อดีมากมาย แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีข้อบกพร่อง น่าเสียดายที่นอกจากการเอาใจช่วยตัวละครแล้ว หนังไม่สามารถกระตุ้นอารมณ์ดราม่าและโรแมนติกที่เป็นแนวทางของหนังให้ถึงจุดพีคได้ ถามว่าอารมณ์ดราม่าและโรแมนติกมีหรือไม่ จริงๆมีนะ มีเยอะด้วย แต่หนังมัวเทประเด็นให้กับการพิสูจน์ตัวเองของพระเอกมากไปทำให้มาให้น้ำหนักกับอารมณ์ดราม่าและโรแมนติกได้ไม่สูงพออย่างที่ควรจะเป็น จากที่ตอนแรกกะจะทำให้ฉากโรแมนติกและดราม่ากลายเป็นจุดเด่นของเรื่อง กลับถูกแย่งซีนไปโดยฉากไล่ล่า และฉากกระตุ้นอารมณ์ให้เอาใจช่วยพระเอกในการพิสูจน์ตัวเอง และรอพบลติกาไปอย่างน่าเสียดาย รวมทั้งเหตุการณ์ที่เป็นที่มาของคำตอบของคำถามบางคำถามก็ดูขาดเหตุผลในการที่พระเอกจะรู้คำตอบไปอีกด้วย ยังรู้สึกว่าพระเอกยังไม่น่าสงสารเท่าไหร่เลย

แต่ไม่ว่าจะยังไง เมื่อลองบวกลบคูณหารถอดรูธออกมาแล้ว Slumdog Millionaire ก็ยังคู่ควรกับตำแหน่งหนังดีและรางวัลออสการ์ 8 ตัวอยู่ดี หนุนส่งให้เดฟ พาเทล และ ฟรีดา ปินโต คู่พระนางของเรื่องกลายเป็นซุปตาร์ในเวลาต่อมา (และกลายเป็นคู่รักนอกจอกันจริงๆ) แม้หนังจะสอดแทรกสาระอยู่มากมาย แต่ก็สรุปรวมได้เป็นสาระใหญ่ๆคือ ต้องการให้เรามีความศรัทธาในตนเอง และอย่าได้เชื่ออะไรโดยปราศจากการพิจารณาให้ถี่ถ้วน ให้ยึดตนเป็นที่ตั้ง และใช้สติปัญญาทุกอย่างไขปัญหา เราก็จะสามารถอยู่ร่วมกันในสังคมนี้ได้อย่างมีความสุข และอย่าได้ยอมแพ้ต่อโชคชะตา เพราะมันคงไม่เล่นตลกกับเรามากเกินไปหรอกครับ เศรษฐีที่ไหนก็ล้วนแต่ต้องเริ่มต้นจากศูนย์ทั้งสิ้น ดาบที่จะดีได้ก็ต้องผ่านไฟมาก่อนทั้งนั้น ยึดมั่นในความดีเข้าไว้ ซักวันหนึ่งมันก็จะกลายเป็นพลังให้เราก้าวผ่านอุปสรรคไปได้ในที่สุด ถึงเวลานั้นไม่ว่าเราจะเป็น Slumdog หรือไม่ แต่ยังไงเราก็ต้องได้เป็น Millionaire (เศรษฐี) อย่างแน่นอน ไม่ใช่เศรษฐีที่ร่ำรวยด้วยเงินตราหรือทรัพย์สมบัติ แต่เป็นเศรษฐีที่ร่ำรวยด้วยความดีและความศรัทธา ไม่ว่าจะเป็นความศรัทธาจากผู้อื่นและจาก…ตนเอง สู้! สู้!

คะแนนรวม  10/10

ฉากเด็ด

null

ฉากที่จามาลในวัยเด็ก ซึ่งกำลังถ่ายหนักอยู่ในส้วมแบบยกใต้ถุน (คือสูงขึ้นจากพื้น และที่ใต้ถุนนั้นก็มีแต่…ขี้ล้วนๆ) และทันทีที่ได้ยินเสียงตะโกนว่า อมิตาภ บาจจัน ดาราคนโปรดมาเยือนในแถบหมู่บ้าน ซาลิมพี่ชายก็หนีไปดูดาราโดยแอบใส่กลอนจากประตูข้างนอกไว้ ทำให้จามาลออกมาไม่ได้ และทางออกก็มีอยู่ทางเดียว คือ รูสำหรับทิ้งระเบิดนั่นเอง โดยมีเบื้องล่างเป็น “บ่อทอง” ล้วนๆ แต่เมื่อดาราขวัญใจมาทั้งที จะไม่ไปขอลายเซ็นก็กระไรอยู่ เจ้าหนูจามาลเลยตัดใจทิ้งดิ่งลงสู่บ่อทอง และวิ่งไปขอลายเซ็นดาราคนโปรดทั้งสภาพนั้นแหละ และนี่คือจุดเริ่มต้นที่หนังกำลังจะบอกกับผู้ชมว่า สำหรับจามาลแล้ว ไม่มีอะไรที่มันทำไม่ได้!!!

ตัวอย่างภาพยนตร์

ขอขอบคุณข้อมูลจาก  วิกิพีเดีย  Wikipedia

Directed by Danny Boyle
Produced by Christian Colson
Written by Simon Beaufoy
Based on Q & A by
Vikas Swarup
Starring Dev Patel
Freida Pinto
Madhur Mittal
Anil Kapoor
Ayush Mahesh Khedekar
Tanay Chheda
Irrfan Khan
Rubina Ali
Tanvi Ganesh Lonkar
Azharuddin Mohammed Ismail
Ashutosh Lobo Gajiwala
Music by A. R. Rahman
Cinematography Anthony Dod Mantle
Editing by Chris Dickens
Studio Celador Films
Film4
Distributed by Pathe Pictures
(UK)
Fox Searchlight Pictures
Warner Bros. Pictures
(US)
Release date(s) 12 November 2008(United States)
9 January 2009(United Kingdom)
Running time 120 minutes
Country United Kingdom
Language English
Hindi
Budget $15 million[1]
Gross revenue $377,910,544[1

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s