Scott Pilgrim VS. the World (2010) : ผู้ชายหลั่นล้าใครอย่าแตะ!!

Posted: มิถุนายน 16, 2011 in Action/บู๊, บทวิจารณ์ภาพยนตร์(รวม), ภาพยนตร์ฮอลลีวู้ด, Comedy/ตลก, Fantasy/เหนือธรรมชาติ

null

เคยมีใครบางคนพูดไว้ว่า ชีวิตคนเราไม่ใช่เกมส์ ที่เมื่อเกมส์โอเวอร์แล้วจะเล่นต่อไปได้ คนเราเมื่อเกิดหนเดียวก็ต้องตายหนเดียว แต่เชื่อเถอะว่าไม่ว่าใครก็ตามที่เคยเล่นเกมส์ ไม่ว่าจะเป็นเกมส์ PC , Playstation 1-3 , PSP , Xbox ,  Wii , เครื่องเล่นเกมส์เก่าๆอย่าง Famicom หรือแม้แต่เกมส์บนอุปกรณ์มัลติมีเดียพกพาอย่างมือถือหรือ iPad เมื่อติดใจเกมส์ใดเกมส์หนึ่งเข้าไปแล้ว ก็ย่อมต้องมีซักครั้งนึงที่เกิดความคิดว่าอยากจะเข้าไปอยู่ในเกมส์บ้าง อยากจะเป็นตัวเอกในเกมส์ อยากจะลองเข้าไปผจญภัยในเกมส์ดูบ้าง แต่นั่นก็คงเป็นได้แค่จินตนาการเท่านั้น เพราะในโลกความเป็นจริงนั้น อย่างมากเราก็ทำได้แค่สร้างจอยสติคเกมส์ที่ควบคุมได้จากท่าทางนั่นก็ถือว่าไฮเทคพอแล้ว ผู้กำกับ เอ็ดการ์ ไรท์ ผู้ซึ่งชื่นชอบในการสร้างหนังแนวแปลกๆแต่โดนใจผู้ชมก็ได้หยิบยกเอาเทคนิคแบบเกมส์ 8 บิท มาใช้กับหนังที่ออกฉายในปี 2010 ของเขาเรื่องนี้ และเขาก็ไม่ทำให้แฟนๆผิดหวัง เพราะเขาทำมันออกมาได้ดีซะด้วยสิ

หลังจากสร้างความประทับใจกับหนังแนวแปลกๆที่กลายเป็นสไตล์ของตัวเองมาแล้วจาก Shaun of the Dead และ Hot Fuzz คราวนี้เอ็ดการ์ลองหันมาทำหนังที่เนื้อหาและภาพดูซอฟท์ลงมากว่านี้หน่อยนึงกับ Scott Pilgrim VS. the World หรือในชื่อไทยว่า สก็อต พิลกริม กับศึกโค่นกิ๊กเก่าเขย่าโลก (ทำไมหนังฝรั่งชอบตั้งชื่อไทยยาวๆจังวะ) หนังที่ดัดแปลงมาจากนิยายภาพกราฟฟิคเรื่อง Scott Pilgrim ของ ไบรอัน ลี โอมัลเลย์ ซึ่งผมต้องขอออกตัวก่อนเลยว่า ผมไม่เคยอ่านการ์ตูน Scott Pilgrim มาก่อน ทำให้ไม่สามารถแยกแยะได้ว่า เนื้อเรื่องในหนังกับในการ์ตูนต่างกันอย่างไร มีอะไรที่แต่งเติมเข้ามาหรือตัดทอนออกไปบ้าง และนี่คือรีวิวหนัง เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมจะพูดต่อไปนี้ก็จะมีแต่ในเนื้อหาของหนังอย่างเดียวแล้วกันนะครับ

null

ในแถบโตรอนโต ประเทศแคนาดา สก็อต พิลกริม(ไมเคิล คีร่า) เด็กหนุ่มวัย 22 ปี อาศัยอยู่ในหอพักร่วมกับรูมเมทเกย์หนุ่มที่ชื่อว่า วอลเลซ เวลส์(เคียแรน คัลกิน ที่หน้าเหมือนแฮร์รี่ พอตเตอร์เวอร์ชั่นถอดแว่นยังกะแกะ) ที่มักจะคอยพร่ำสอนสก็อตต่างๆนานา  นอกจากนี้สก็อตยังเป็นมือเบสในวงดนตรีที่มีชื่อว่า เซ็กส์-บ็อบ-อมบ์ ร่วมด้วยสมาชิกในวงอีก 2 คน อันได้แก่ สตีเฟ่น สติลส์(มาร์ค เว็บเบอร์) นักร้องนำขี้บ่น และ คิม ไพน์(อลิสัน พิลส์) มือกลองหญิงเดี่ยวของวงที่คอยพร่ำเตือนสก็อตตลอดเวลาในฐานะของเพื่อนและแฟนเก่า นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งคนที่เป็นเสมือน “กึ่งสมาชิกวง” นั่นคือ นีล นอร์ดกราฟ(จอห์นนี่ ซิมม่อนส์) หรือ ยัง นีล ที่คอยเล่นเบสแทนสก็อตที่ชอบโดดซ้อมบ่อยๆ เพื่อเอาเวลาไปเทคแคร์ ไนฟ์ส เชา(เอลเลน หว่อง) แฟนสาวชาวจีนวัย 17 ที่ไม่ว่าใครๆก็ล้วนแต่คัดค้านไม่ให้คบหากัน เพราะกลัวสก็อตจะโดนข้อหาพรากผู้เยาว์ รวมทั้ง สเตซี่ พิลกริม(แอนนา เคนดริค) น้องสาวตัวดีที่ทำตัวเป็นพี่สาวของสก็อตตลอดเวลา

สก็อตมักฝันเห็นหญิงสาวผมสั้นสีชมพูคนหนึ่ง ที่ไปไหนมาไหนด้วยโรลเลอร์เบลดตลอดเวลา แล้วเขาก็พบว่านางในฝันนั้นมีตัวตนจริงๆ เธอชื่อ ราโมน่า ฟลาวเวอร์ส(แมรี่ เอลิซาเบธ วินสเตด) หญิงสาวอเมริกันผู้มีโลกส่วนตัวสูง สก็อตถูกใจเธอทันที ถึงขั้นบอกเลิกกับเชาเพื่อมาคบกับเธอ แต่การดูใจของพวกเขากลับต้องมีปัญหา เมื่อแฟนเก่าสุดโฉดทั้ง 7 คน ของราโมน่า ต่างรวมตัวกันเป็นสมาคมแฟนเก่าของราโมน่าเพื่อมากำจัดสก็อต แล้วมาแย่งชิงราโมน่ากันเองในภายหลัง แฟนเก่าทั้ง 7 นั้นได้แก่ แมทธิว พาเทล(สัตยา บับบ้า) หนุ่มอินเดียผู้มีเวทมนตร์ , ลูคัส ลี(คริส อีแวนส์) ดาราหนุ่มบ้าพลัง , ทอดด์ อินแกรม(แบรนดอน เราธ์) มือเบสหนุ่มผู้มีพลังจากมังสวิรัติ และเป็นคนที่ เอ็นวี่(เบรีย ลาร์สัน) แฟนเก่าของสก็อตกำลังคบอยู่อีกด้วย , ร็อกซี่(เม วิทแมน) เลสเบี้ยนสาวหลุดโลก , ไคล์ และ เคน คาตายานากิ(โชตะ ไซโตะ และ เคย์ตะ ไซโตะ) คู่แฝดหนุ่มผู้มีกำลังภายใน และคนสุดท้าย กีเดียน(เจสัน ชวาร์ทซแมน) ไฮโซหนุ่มผู้เหนือกว่าสก็อตทุกด้าน ซึ่งหากสก็อตสามารถเอาชนะทั้ง 7 คนนี้ได้ เขาก็จะได้ครองคู่กับราโมน่าอย่างสมปรารถนา

ตัวละครหลัก

null

สก็อต พิลกริม(ไมเคิล คีร่า) มือเบสแห่งวง เซ็กส์-บ็อบ-อมบ์ ดูภายนอกเป็นคนติ๋มๆ แต่จริงๆแล้วมีฝีมือในการต่อสู้ระดับเทพ เป็นคนโลเล ตัดสินใจยาก แต่หากได้ตัดสินใจแล้ว ก็จะทำลงไปอย่างสุดเหวี่ยง

null

ราโมน่า ฟลาวเวอร์ส(แมรี่ เอลิซาเบธ วินสเตด) นางในฝันของสก็อต เป็นคนโลกส่วนตัวสูง และค่อนข้างชิลๆ ถูกใจใครก็คบ แต่ก็มีเหตุให้ต้องเลิกโดยไม่ตั้งใจทุกครั้ง จึงเป็นเหตุให้บรรดาแฟนเก่าทั้ง 7 ตามมาขัดขวางเธอทันทีที่รู้ว่าเธอคบกับสก็อต

null

ไนฟ์ส เชา(เอลเลน หว่อง) แฟนปัจจุบันที่กำลังจะกลายเป็นแฟนเก่าของสก็อต เธอเป็นสาวน้อย ม.ปลาย วัย 17 ที่ทั้งรักและทั้งเทิดทูนบูชาในความสามารถของสก็อต แต่สก็อตก็ทิ้งเธอไปคบกับราโมน่า เมื่อสก็อตถูกแฟนเก่าของราโมน่าตามล่า ราโมน่าจึงต้องถูกแฟนเก่าของสก็อตอย่างเธอตามล่าด้วยเช่นกัน

null

วอลเลซ เวลส์(เคียร่า คัลกิน) เกย์หนุ่มผู้เป็นรูมเมทของสก็อต ชอบพาคู่ขามาสะมะแครชกันที่ห้องเสมอ และชอบพูดจาเชิงชู้สาวกับสก็อต ดูเหมือนคนไร้สาระ แต่ความจริงคอยเตือนสติสก็อตอยู่ตลอด และคอยรายงานความประพฤติของสก็อตให้กับสเตซี่ น้องสาวของสก็อตอยู่เสมอ

null

คิม ไพน์(อลิสัน พิลล์) อดีตแฟนของสก็อตที่ลดสถานะมาเป็นเพื่อน เป็นคนเรียบๆ เนิบๆ เย็นชา แต่พอเวลาแสดงคอนเสิร์ตก็จัดเต็มทุกที คอยห้ามปรามสก็อตไม่ให้ทำอะไรไม่ดี ทั้งที่ไม่ค่อยอยากจะใส่ใจสก็อตเท่าไหร่นัก เอ๊ะ หรือว่ายัง…

null

สเตซี่ พิลกริม(แอนนา เคนดริค) น้องสาวของสก็อต ที่ดูเหมือนแม่ของสก็อตมากกว่า ขี้บ่น จุ้นจ้าน วุ่นวาย แต่ที่ทำไปทั้งหมดก็เพราะหวังดีกับพี่ชายล้วนๆ

null

กีเดียน(เจสัน ชวาร์ทซแมน) แฟนเก่าของราโมน่าที่โฉดที่สุด เก่งที่สุด และเป็นคนเดียวที่ราโมน่ารักแบบฝังใจ ภายนอกดูเป็นหนุ่มไฮโซธรรมดา แต่จริงๆแล้ว ชั่วอย่าบอกใครเลยเชียว

อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นนะครับว่า ผมเองไม่เคยมีโอกาสอ่าน Scott Pilgrim ในเวอร์ชั่นการ์ตูนมาก่อน เลยไม่สามารถบอกได้ว่าเนื้อเรื่องมีความแตกต่างกันอย่างไร แต่ในเวอร์ชั่นหนัง ถึงแม้ตัวหนังและบรรดาเทคนิค CG ต่างๆ จะทำให้หนังออกมาดูสนุก แต่ในด้านของการหาเหตุผลต่างๆมาเพิ่มน้ำหนักให้กับการดำเนินเรื่องนั้นยังดูเบาหวิวอยู่มาก อะไรๆก็ดูจะง่ายดายไปซะหมด อาจเป็นเพราะหนังมีตัวละครที่เยอะ และต้องรีบเล่าภายในเวลาไม่ถึงสองชั่วโมง ทำให้ทีมงานต้องพยายามดำเนินเรื่องให้กระชับ และตัดเหตุผลบางประการออกไป เพื่อเล่าเรื่องภายในเวลาอันจำกัด ใครก็ตามที่ได้ชมแล้วจะเห็นได้ว่า หนังดำเนินเรื่องเร็วอย่างน่าใจหาย กิริยาอาการของตัวละครแต่ละตัวล้วนไวอย่างกับนินจา แต่ถ้าคิดในแง่ที่ว่ามันเป็นหนังตลก ก็พอจะให้อภัยในจุดนี้ได้ เพราะอย่างน้อยการที่ตัวละครทำอะไรที่เหนือกว่าคนปกติธรรมดาทั่วๆไปเขาทำกัน มันก็ช่วยทำให้ตัวละครดูใกล้เคียงกับตัวการ์ตูนมากขึ้น

แม้สก็อตจะเป็นพระเอกที่มีความสามารถทั้งการเล่นดนตรีและการต่อสู้ แต่ก็ดูออกว่าทางทีมงานตั้งใจที่จะให้สก็อตเป็นพระเอกแบบแอนตี้ฮีโร่ ทั้งหน้าตาแหยๆที่ดูไม่ต่างจากเด็กเนิร์ดทั่วไป หุ่นผอมๆเป็นก้าง ทั้งยังเป็นคนโลเลอีกต่างหาก แต่นั่นก็เป็นพฤติกรรมที่ปุถุชนทั่วไปล้วนเป็นกัน ที่ทีมงานสร้างให้สก็อตยังมีกิเลสอยู่นั้นอาจเป็นเพราะต้องการสื่อถึงจิตใจของวัยรุ่นสมัยนี้ ที่ล้วนต้องการทางเลือก และการได้ปลดปล่อยตนเองตามสังคมกับเขาบ้าง เพื่อลดช่องว่างในการสื่อสารกับคนดูแบบแฟนตาซี แล้วอาศัยจุดที่สก็อตมีความใกล้เคียงกับชีวิตจริงนี้เข้าไปทำความรู้จักกับผู้ชม สก็อตอาจเป็นพระเอกที่นิสัยไม่ได้ดีเลิศเลออะไรนัก แต่ลองคิดดูว่าหากเราตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกับสก็อต ที่ต้องเลือกระหว่างคนที่ชอบกับคนที่ใช่ คุณจะเลือกใคร แล้วคุณจะลังเลเหมือนสก็อตหรือไม่

null

ในส่วนของสองสาวที่ต้องแย่งชิงสก็อตกันทั้งเรื่อง ระหว่างราโมน่ากับเชา ที่ถึงแม้ว่าบทของราโมน่าจะดูเด่นและมีความสำคัญต่อเนื้อเรื่องมากกว่า ทั้งยังดูมีเสน่ห์และเหนือกว่าเชาซะจม แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าความน่ารัก และความจริงใจของเชา ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผู้ชมอดที่จะประทับใจในตัวละครตัวนี้ไม่ได้ (ที่สำคัญคือเพราะเชานี่แหละที่ทำให้สก็อตดูเลวไปในทันที) โดยเฉพาะการแสดงออกของเชาที่มีต่อสก็อต ซึ่งมันนอกเหนือไปจากความรัก แต่ดูเป็นการนับถือและเทิดทูนบูชาสก็อตอีกด้วย ในขณะที่ราโมน่าเป็นสาวเท่ มาดมั่นและมีความเป็นตัวของตัวเองสูง ทั้งนิสัยส่วนตัวก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรนัก (แค่เข้ากับคนอื่นไม่เก่ง) ผิดกับเชาที่ไร้เดียงสา และดูน่ารัก แม้จะไม่ใช่คนสวยอะไร แต่ก็ต้องยอมรับว่าลักษณะนิสัยของเชา ทำให้ตัวละครตัวนี้ดูมีความหมายทัดเทียมกับราโมน่าขึ้นมาทันที และยิ่งมีผลกระทบต่อการตัดสินใจของสก็อตมากขึ้น

แม้จะมีบทที่ดำเนินเรื่องไปอย่างไหวยวบ แต่ Scott Pilgrim VS. the World กลับสามารถแก้ตัวได้สำหรับในส่วนของการวางคาแรคเตอร์ของตัวละคร ความกระชับของฉากแต่ละฉาก และบรรดาเทคนิคพิเศษต่างๆ ที่ทยอยกันเข้ามาช่วยให้หนังดูมีความน่าสนใจมากขึ้นเป็นกองไปตลอดทั้งเรื่อง ตัวละครทุกตัวล้วนเป็นตัวของตัวเอง มีเอกลักษณ์และความแตกต่างจากตัวละครอื่นๆ จนเป็นจุดเด่นที่ทำให้ตัวละครหลายตัวได้รับการจดจำ ในฐานะของส่วนหนึ่งในหนังที่เป็นเอกลักษณ์และขับเน้นจุดเด่นของตนเองออกมา ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนๆของสก็อต ที่มีบุคลิกแตกต่างกันไป และโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับบรรดาแฟนเก่าสุดโฉดทั้ง 7 ของราโมน่า ที่ทั้งถิ่นฐาน ไลฟ์สไตล์ และความสามารถพิเศษของพวกเขาแต่ละคนนั้น ล้วนแตกต่างกันอย่างสุดขั้ว (แต่ชั่วเหมือนกันหมด) ทำให้สก็อตต้องฝึกไหวพริบ และคิดหาสารพัดวิธีต่างๆนานาเพื่อนำมารับมือกับพวกเขา ที่ล้วนแต่ท้าตีท้าต่อยกับสก็อตด้วยกติกาและความถนัดในเชิงต่อสู้ที่แตกต่างกันออกไป

null

และความน่าสนใจของเรื่องก็อยู่ที่วิธีการรับมือกับคู่ต่อสู้แต่ละคนของสก็อต ที่มีความถนัดแตกต่างกันออกไปนี่แหละครับ ที่ทำให้ผู้ชมจะคอยเอาใจช่วยสก็อตให้หาวิธีต่อสู้พวกมันให้ได้ ซึ่งในพาร์ทของฉากบู๊ทั้งหลายก็จะมีการใส่เทคนิค CG เข้าไปช่วยให้ฉากนั้นๆคล้ายกับฉากเล่นเกมส์ที่เราๆท่านๆทั้งหลายคุ้นเคยกัน เช่น มีการใส่แสงแฟลชเวลาที่ต่อยโดนกัน ใส่ตัวอักษรเป็นรูปซาวนด์เอฟเฟคท์ เปรี้ยง ปร้าง พลั่ก ผัวะ อะไรก็ว่าไป มีเกจพลัง หรือที่เราชอบเรียกกันว่าขีดเลือดนั่นแหละ ถ้าเลือดหมดเมื่อไหร่ก็เดี้ยง มีเกจวัดความเร็วสูง และทุกครั้งที่แฟนเก่าคนใดคนหนึ่งพ่ายแพ้ ร่างกายก็จะสลายกลายเป็นเหรียญเงินให้เก็บไปใช้ได้ และเงินรางวัลก็จะสูงขึ้นเรื่อยๆ ยังไม่รวมการตัดสลับฉากที่ทำออกมาในแนวมูฟวี่เปิดเรื่องของเกมส์ เมื่อเปลี่ยนฉากทีก็ไม่ได้ตัดสลับกันแบบธรรมดา แต่ต้องไปดูกันเอง นี่ยังไม่นับสัญลักษณ์ของเกมส์อีกหลายประการที่โผล่ขึ้นมานอกเหนือจากฉากต่อสู้อีกด้วย

CG ทั้งหลายที่ใช้ในหนังนั้นเรียกได้ว่าน่าจะเป็นที่ถูกใจและสะใจบรรดาเกมเมอร์ตัวยงทั้งหลายเลยทีเดียว โดยเฉพาะคอเกมส์ 8 บิท ที่เคยฮิตมากเมื่อสมัย 20-30 ปีที่แล้ว ราวกับได้ย้อนเวลากลับไปอีกครั้ง แม้กระทั่งโลโก้ Universal Pictures ตอนเปิดเรื่องก็ยังเป็นในลักษณะ 8 บิท เป็นเสียงแบบมีดี้มาเลยครับ แฟนๆที่อายุ 25 up ก็น่าจะจำกันได้กับครั้งหนึ่งที่เราเคยสัมผัสมันในเครื่องเล่น Famicom หรือที่บ้านเราเรียกกันง่ายๆว่า เกมส์ตลับ นั่นแหละ กับจอยสติ๊คอันบางๆที่เป็นต้นแบบให้กับบรรดาเครื่อง PS ทั้ง 3 รุ่น สมัยนั้นค่ายเกมส์ที่ดังสุดๆ ก็น่าจะมี 3 ค่ายที่เป็นยักษ์ใหญ่ คือ Nintendo , Capcom และก็ Konami โดยเฉพาะ Nintendo ที่เป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกเครื่องเล่นเกมส์อันดับแรกๆของโลก ก่อนจะมาพ่ายให้กับ Sony ที่ถอยเครื่องเล่นตระกูล Playstation จนฮอตฮิตไปทั่วโลก และตอนนี้ก็พัฒนามาได้ 3 เจเนอเรชั่นแล้ว

null

เกมส์ที่ฮิตมากๆของ Nintendo และไม่มีใครไม่รู้จักก็ต้องนี่เลย Super Mario Bros. ตาหนวดช่างซ่อมท่อที่ต้องฝ่าฟันตะลุยด่านเพื่อช่วยเจ้าหญิง (ซึ่งก็ใจง่ายยอมให้ตัวร้ายเขาจับไปซะทุกภาค) กับซาวนด์เอฟเฟคท์สุดน่ารัก และความสะใจเวลาได้กระทืบเห็ด รวมทั้งเสียงเก็บเหรียญทองอันไพเราะเพราะพริ้งที่ทำให้เกมส์นี้เป็นอมตะมาจนทุกวันนี้ หลายปีต่อมาฝั่ง Capcom ก็ส่งฮีโร่พันธุ์ไซบอร์กมาเอาใจคอไซไฟ เขาก็คือ Megaman หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อของ Rockman นั่นเอง กับหุ่นยนต์หนุ่มตัวสีฟ้าที่มีแขนเป็นปืนใหญ่ ต้องตะลุยหลายต่อหลายด่าน เวลาเดี้ยงร่างก็จะสลายกลายเป็นวงกลมหลายๆวง เรียกว่าตายแบบอลังการงานสร้างมากๆ และเกมส์ที่สุดมันส์สะใจขาบู๊ในยุคนั้นก็ต้อง Contra ของค่าย Konami ที่สมัยนั้นเรียกได้ว่าเป็นเกมส์ยากอันดับต้นๆของวงการเลยทีเดียว ไหนจะบอสของแต่ละด่านที่ปล่อยกระสุนออกมาทีก็ต้องหลบกันให้ว่อน เพราะกระสุนของบอสแต่ละลูกนั้น นอกจากยิงออกทีละหลายลูกแล้ว ยังลอยเป็นวิถีโค้งซ้ายโค้งขวา ขนาด Wanted ยังอายเลยทีเดียว แถมตัวพระเอกก็กากสัสๆ แค่เดินชนลูกกระจ๊อกทีเดียวก็ตายแล้ว แต่ก็นับได้ว่าเป็นหนึ่งในเกมส์ที่มันส์ที่สุดในยุคนั้นเลยทีเดียว

จะเห็นได้ว่าทั้งสามเกมส์ที่กล่าวมา ล้วนแต่เป็นเกมส์แนวเดียวกัน คือ Action Adventure ตะลุยผ่านด่านไปเรื่อยๆ และต้องรับมือกับบอสของด่านนั้นๆ ต่างกันที่ Contra จะพิเศษกว่าใครเพื่อน ตรงที่สามารถเล่นแบบสองคนได้ แต่เกมส์แนวนี้ก็เป็นต้นแบบให้กับเกมส์อื่นๆมาจนยุคปัจจุบัน สำหรับในส่วนของการรับมือกับแฟนเก่าสุดโฉดแต่ละคนของ Scott Pilgrim VS. the World ก็จะเป็นการดำเนินเรื่องแบบเกมส์เช่นกัน แต่จะเป็นแบบเกมส์ Fighting สู้กันตัวต่อตัว ผ่านเป็น Stage ไป โดยเริ่มตั้งแต่ แมทธิว พาเทลเป็น Stage 1 ลากยาวไปจนถึงกีเดียนที่เป็น Final Stage แต่ก็นั่นแหละ การเชื่อมโยงให้แฟนเก่าแต่ละคนมาพบกับสก็อต ก็ทำง่ายไปหน่อย ส่วนใหญ่จะปรากฏตัวแค่ฉากเดียว คือฉากที่สู้กับสก็อตเท่านั้น แม้จะประกาศตนภายหลังว่าเป็นสมาคมแฟนเก่าที่สามัคคีกันตามกำจัดสก็อต แต่ก็เป็นเหมือนกับสมาคมเลื่อนลอย ที่ไม่มีการประชุมหารือกันเพื่อกำจัดสก็อต หรือสิ่งที่เป็นสัญลักษณ์ของสมาคมแต่อย่างใด

null

ในแง่ของคนอ่านการ์ตูน ผมไม่รู้ว่าเอ็ดการ์ได้ทำประสบความสำเร็จหรือไม่ แต่ในแง่ของคนดูหนังคนนึง ที่ขอแสดงความเห็นต่องานของเขา เอ็ดการ์ประสบความสำเร็จในการทุ่มเทให้กับสิ่งที่ตนจะนำเสนอต่อผู้ชมบางกลุ่ม นั่นคือการใส่ฉากแบบเกมส์เข้ามาเพื่อเอาใจเกมเมอร์ทั้งหลาย แต่นั่นก็เป็นเหมือนดาบสองคมที่ทำให้ Scott Pilgrim VS. the World เป็นหนังที่เจาะตลาดคนดูได้แค่กลุ่มวัยรุ่นเท่านั้น เพราะตัวหนังก็ดำเนินเรื่องได้แบบ “แนว” เกินไป ทั้งผู้ใหญ่หลายคนก็คงเบื่อที่จะเล่นเกมส์แล้ว และผู้ใหญ่(เกรียนๆ ที่ชอบอวดตัวเองว่าทรงภูมิ)บางคนในประเทศบางประเทศ(เช่น ประเทศเราเป็นต้น) ก็มักคิดว่าเกมส์เป็นสิ่งที่ไร้สาระ และบั่นทอนปัญญารวมทั้งมอมเมาจิตใจเยาวชน (ไอ้ผู้ใหญ่ประเภทนี้ น่าจะจับมันมา โชริวเคน ซักทีสองทีจะได้ตื่นขึ้นมารับรู้แล้วเปิดจิตใจซะบ้าง)

Scott Pilgrim VS. the World เป็นหนังที่ดูสนุก แม้จะด้อยเรื่องเหตุผลในการกระทำของตัวละคร และสาระที่พอมีอยู่บ้างในเรื่อง ว่าด้วยการลำดับความสำคัญระหว่างจุดหมายที่จะฝ่าไปให้ถึง กับประสบการณ์ระหว่างที่ฝ่าอุปสรรคเพื่อไปถึงจุดหมาย ว่าอะไรที่มีความหมายกับชีวิตมากกว่ากัน ซึ่งหมายถึงการที่สก็อตต้องตัดสินใจเลือกระหว่างราโมน่า นางในฝัน กับ ไนฟ์ส เชา คนที่ทั้งรักและเทิดทูนเขา ซึ่งสก็อตก็ไม่แน่ใจว่าความรู้สึกที่ยังมีต่อเธออยู่นั้นมันเป็นความรักหรือสำนึกผิดกันแน่ (และอาจจะรวม คิม ไปอีกคนด้วย)ซึ่งสก็อตจะต้องแก้ปัญหาทั้งหมดที่เขาเองเป็นคนก่อขึ้นให้ได้ แต่ไม่ว่ายังไงก็อย่าได้ทุ่มเทให้กับความรักจนโงหัวไม่ขึ้นแบบสก็อตจนลืมคนรอบข้างที่คอยเป็นห่วงเป็นใยอย่างเพื่อนๆ และน้องสาวไป การที่รู้ว่าเรารักใครอาจจะดีกว่ารู้ว่าใครรักเราก็จริง แต่การที่รู้ว่าใครรักเราก็ยังมีข้อดี เผื่อว่าเราทุ่มเทให้กับคนที่เรารักมากเกินไปจนลืมรักตัวเราเอง ก็จงจำไว้ว่า คนที่รักเรานี่แหละที่จะช่วยเหลือในเวลาที่เราลืมรักตัวเอง อย่าลืมไปเตือน พี่เบิร์ด ธงไชย เรื่องนี้ด้วยล่ะ (เพราะพี่เบิร์ดชอบพูดว่า “เบิร์ดรักทุกคนเลยยยย…) แล้วจะเหลืออะไรให้รักตัวเองงง!!!

คะแนนรวม  8/10
null

ฉากเด็ด

ฉากจบของเรื่องครับ สำหรับเรื่องนี้จะมีการทำฉากจบมา 2 แบบ (เหมือน Infernal Affairs ภาคแรกเลย)โดยฉากจบแบบธรรมดาจะอยู่ในเนื้อเรื่อง ส่วนฉากจบอีกแบบหนึ่งจะอยู่ใน Deleted Scene (ฉากที่ตัดออก) ซึ่งสามารถหาชมได้ใน Bonus ของ DVD และ Bluray ครับ

ตัวอย่างภาพยนตร์

ขอขอบคุณข้อมูลจาก วิกิพีเดีย Wikipedia

Directed by Edgar Wright
Produced by Edgar Wright
Marc Platt
Eric Gitter
Nira Park
Screenplay by Edgar Wright
Michael Bacall
Based on Scott Pilgrim by
Bryan Lee O’Malley
Narrated by Bill Hader
Starring Michael Cera
Mary Elizabeth Winstead
Jason Schwartzman
Kieran Culkin
Ellen Wong
Alison Pill
Mark Webber
Johnny Simmons
Anna Kendrick
Music by Nigel Godrich
Cinematography Bill Pope
Editing by Jonathan Amos
Paul Machliss
Studio Big Talk Films
Relativity Media
Distributed by Universal Studios
Release date(s) July 27, 2010 (Fantasia Festival)
August 13, 2010 (United States)
Running time 112 minutes[1]
Country United Kingdom
United States
Language English
Budget $85–90 million[2][3][4]
$60 million after tax rebates[5]
Gross revenue $47,664,559[2][5

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s