เพื่อนสนิท (2005) – ความรักมันอยู่ใกล้ตัว แต่เรามักกลัวที่จะพูด

Posted: กรกฎาคม 23, 2012 in บทวิจารณ์ภาพยนตร์(รวม), ภาพยนตร์ไทย, Romantic/รัก

null

“ช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย… ในความคุ้นเคยกันอยู่ มันแฝงอะไรบางอย่างที่มากกว่านั้น…”

ปี 2548 ใครที่ไม่รู้จักเพลงนี้ คงต้องโดนหาว่าเชยสะบัดอย่างแน่นอน และถ้าจะฟังให้มันอินไปถึงหัวใจก็ต้องหาหนังเรื่องนี้มาดู “เพื่อนสนิท” หนังโรแมนติกอีกเรื่องในยุคต้นๆของค่าย GTH ที่กลายมาเป็นค่ายหนังที่น่าไว้ใจมากที่สุดของประเทศในเวลาต่อมา (หลายคนเขาว่ากันอย่างนั้น ฮ่าๆ) สำหรับเพลง “ช่างไม่รู้เลย” ที่เกริ่นย่อหน้าไปเมื่อครู่นี้ก็เป็นเพลงประกอบหนังเรื่อง เพื่อนสนิท นั่นแหละครับ เชื่อว่าหลายคนฟังแล้วก็เอาไปสารภาพรักเพื่อนสาวเพื่อนชายที่ตัวเองหลงรักกันเป็นแถว ด้วยเพราะเนื้อหาที่บอกเรื่องราวในหนังได้ชัดเจน จากเสียงร้องเพราะๆของพี่ บอย โกสิยพงศ์ เอ๊ย บอย พีซเมคเกอร์ และฝีมือการแต่งของพี่ ดี้ นิติพงศ์ ห่อนาค ก็น่าจะการันตีความไพเราะของเพลงได้ในระดับหนึ่งส่วนตัวหนังเองก็ยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน กวาดรายได้ไปกว่า 80 ล้านบาท คว้ารางวัลมาหลายสถาบัน ที่สำคัญยังเป็นหนังแจ้งเกิดให้สี่นักแสดงนำในเรื่อง ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ , นุ่น-ศิรพันธ์ วัฒนจินดา , เอ๋-มณีรัตน์ คำอ้วน และโอปอล์-ปาณิสรา พิมพ์ปรุ ได้อย่างสวยงาม

หนังได้ 1 ในผู้กำกับเรื่อง “แฟนฉัน” หนังไทยสุดฮิตในปี 2546 ที่กลายเป็น “ตำนาน” บทหนึ่งของประวัติศาสตร์หนังไทยไปแล้ว และเป็นแหล่งกำเนิดค่าย GTH อย่าง เอส-คมกฤษ ตรีวิมล มาทำหน้าที่กำกับ ส่วนหน้าที่เขียนบทตกเป็นของ หมู-นิธิศ ณพิชญสุทิน มือเขียนบทตัวเทพอีกคนของค่ายที่หลังจากเรื่องนี้แล้วก็ไม่เห็นเขามาเขียนให้หนังเรื่องไหนอีก ใครเห็นก็ช่วยบอกทีนะครับ ส่วนเนื้อเรื่องนั้นดัดแปลงมาจากบทประพันธ์เรื่อง “กล่องไปรษณีย์สีแดง” ของคุณ อภิชาติ เพชรลีลา ซึ่งเป็นวรรณกรรมที่เขียนในสไตล์เขียนจดหมาย บอกเล่าเรื่องราวที่ ไข่ย้อย พระเอกของเรื่อง เขียนจดหมายหา ดากานดา เพื่อนสาวที่เขาแอบรัก เป็นการเขียนแบบเดียวกับวรรณกรรมอย่าง คุณพ่อขายาว (Daddy Long Legs) ของ จีนส์ เว็บสเตอร์ โดยคุณหมูได้นำเรื่องราวในวรรณกรรมมาขยายความจนกลายเป็นบทภาพยนตร์และได้ทำให้ตัวละครอย่าง ไข่ย้อย ดากานดา นุ้ย พี่แตน และอีกมากมายได้โลดแล่นบนแผ่นฟิล์ม และในใจแฟนหนังรักโรแมนติกอีกหลายคน

null

เพื่อนสนิท บอกเล่าเรื่องราวความรัก(ข้างเดียว) ของ หมู(ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์) หรือฉายาคือ ไข่ย้อย ที่ได้มาจากเพื่อนสาวที่เขาแอบรัก นั่นคือ ดากานดา(นุ่น-ศิรพันธ์ วัฒนจินดา) และเรียกฉายาแทนชื่อของเขามาจนปัจจุบัน หมูเดินทางไป เกาะพะงัน จ.สุราษฏร์ธานี ด้วยเหตุผลบางอย่าง และเกิดพลัดตกดาดฟ้าเรือจนต้องเข้าโรงพยาบาล จนได้พบกับ นุ้ย(เอ๋-มณีรัตน์ คำอ้วน) พยาบาลแสนสวยใจดี และ พี่แตน(โอปอล์-ปาณิสรา พิมพ์ปรุ) พยาบาล(ที่คิดว่า)สุดสวย คอยดูแลเป็นอย่างดี การได้นอนพักระหว่างเจ็บป่วยอย่างสงบทำให้หมูใช้เวลาบางส่วนไปกับการเขียนจดหมายถึง ดากานดา เพื่อนสาวชาวเชียงใหม่ ที่หมูได้รู้จักเมื่อคราวไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยที่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อ 4 ปีก่อน ตั้งแต่ครั้งแรกที่เขาได้พบเธอตั้งแต่ ปี 1 จนถึง ปี 4 ก่อนที่หมูจะจบออกมาแล้วใช้เวลาช่วงปิดเทอมมาเที่ยวที่เกาะพะงัน

ช่วงเวลาที่อยู่เชียงใหม่ นอกจากดากานดาแล้ว หมูยังมีเพื่อนอีกคนคือ ฟุเหยิน(ฟุเหยิน-ธนาบดินทร์ ยงสืบชาติ) เพื่อนหนุ่มที่เป็นเพื่อนติดกับดากานดาแต่แรกมาเป็นเพื่อนสนิทอีกคน ครั้งหนึ่งหมูและฟุเหยินไปก่อวีรกรรมขโมยไข่จากคณะเกษตรศาสตร์จนเกือบโดนภารโรงฟาดด้วยคราดเอา หนีกลับคณะวิจิตรศิลป์ของตนเองแทบไม่ทัน และผลที่ได้คือ ไข่ที่ซุกมาในเสื้อแตกจนย้อยออกมา ดากานดาเลยตั้งฉายาให้เขาว่า “ไข่ย้อย” มานับแต่นั้น แต่หมูก็ไม่ได้ขัดข้องใจอะไร ความที่แอบรักดากานดามาแต่แรก แต่ไม่กล้าบอกเพราะความเป็นเพื่อนมาขวางไว้ ทำให้หมูพยายามแสดงออกมาด้วยการทำทุกอย่างให้ที่เธอขอและไม่ได้ขอ แต่ขณะที่หมูนึกถึงช่วงเวลาที่ได้แสดงความรักต่อดากานดานั้น เขากลับรู้สึกว่า ช่วงเวลาในปัจจุบัน สิ่งที่นุ้ยปฏิบัติต่อเขา ไม่ได้แตกต่างจากที่เขาเคยปฏิบัติต่อดากานดาเลย มันมากเกินกว่านางพยาบาลคนหนึ่งจะปฏิบัติต่อคนไข้ จนเขารูู้สึกว่านุ้ยคงไม่ใช่เพื่อนสาวที่คิดกับเขาแค่เพื่อนอีกต่อไป แต่อีกใจหมูก็ยังนึกถึงดากานดาอยู่ และนั่นคือสิ่งที่หมูต้องตัดสินใจว่าจะเลือกใคร ระหว่างคนที่เขารัก หรือ คนที่รักเขา

ตัวละครหลัก

null

หมู-ไข่ย้อย(ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์) หนุ่มขี้อายจากกรุงเทพ ผู้ฝากคำรักไว้กับเพื่อนสนิทอย่างดากานดาที่เชียงใหม่ ก่อนจะวาร์ปมาเกาะพะงัน บุคลิกเป็นคนชอบห่วงความรู้สึกคนรอบข้าง จนไม่กล้าที่จะพูด และนั่นคือชนวนให้เกิดความรักต่างสถานที่ของเขา

null ดากานดา(นุ่น-ศิรพันธ์ วัฒนจินดา) เพื่อนสาวที่หมูหลงรักตั้งแต่แรกเห็น เป็นคนลุยๆ ออกแนวห่ามๆด้วยซ้ำ แต่เพราะความธรรมดาที่ไม่ธรรมดานี่แหละ ทำให้หมูเผลอใจเข้าให้

null

นุ้ย(เอ๋-มณีรัตน์ คำอ้วน) พยาบาลสาวที่มีพร้อมทั้งความสวย จิตใจดี น่ารักตามสไตล์สาวใต้ ยิ้มง่าย พูดเก่ง คอยดูแลหมูอย่างดี แต่ไม่รู้ว่าระหว่างเธอกับหมู ใครกันแน่ที่หวั่นไหวไปก่อนกัน

null

พี่แตน(โอปอล-ปาณิสรา พิมพ์ปรุ) พยาบาลรุ่นพี่ของนุ้ย ที่ทำตัวทั้งน่านับถือ และไม่น่านับถือ เป็นคนเฮฮา จนดูเหมือนรั่ว พยายามทำตัวให้ดูเป็นเด็ก “เต้บๆ” มากที่สุดเวลาที่อยู่ต่อหน้าหมู งานอดิเรกคือ หาโอกาสแทะโลมหมูตลอดเวลา เอ๊ะ หรือว่านี่จะเป็นเพื่อนสนิทที่แอบเก็บความรู้สึกอีกคน!!!

null

ฟุเหยิน(ฟุเหยิน-ธนาบดินทร์ ยงสืบชาติ) เพื่อนสนิทของดากานดา ที่กลายเป็นเพื่อนไข่ย้อยอีกคน เป็นคนกะล่อน ปากหมา บ้าผู้หญิง แต่ยิ่งโตก็ยิ่งคุมตัวเองได้มากขึ้น

โดยส่วนตัวแล้ว เพื่อนสนิท เป็นหนังที่ผมชอบที่สุดของ GTH เลย นั่นเพราะช่วงที่หนังเรื่องนี้กำลังดัง ผมดันไปแอบชอบเพื่อนสาวคนสนิทอยู่จริงๆ (ตอนนี้เลิกชอบไปแล้ว) และก็กลายเป็นหนังในดวงใจของผมเรื่อยมา ซึ่งผมเชื่อว่า คงไม่ใช่แค่ผมแน่ๆที่ยกให้หนังเรื่องนี้เป็นหนังในดวงใจ เพราะจากแนวเรื่องของหนัง ตัวละคร และสิ่งที่หนังต้องการจะสื่อ มันเป็นความรู้สึกแบบ Common Sense ซึ่งเชื่อว่าทุกคนคงเคยเจอะเจอมา นั่นคือการแอบรักนั่นเอง เป็นเรื่องที่ผมว่าทุกๆคน อย่างน้อย 90% บนโลกนี้คงจะผ่านมาเรียบร้อยแล้ว และเพราะเป็นเรื่องใกล้ตัวนี่แหละครับ ทำให้หนังเข้าถึงคนดูได้ง่าย ทำให้คนดู “อิน” ไปกับอารมณ์ของหนัง และที่แตกย่อยออกมามากกว่านั้น ถึงขั้นมีการศึกษาด้านจิตวิทยาของตัวละครเลยว่า ทำไมหมู(ไข่ย้อย) ดากานดา หรือนุ้ย ถึงได้คิดแบบนั้น ตัดสินใจแบบนั้น ลึกๆแล้วพวกเขารู้สึกต่อกันอย่างไร เป็นต้น ซึ่ง ณ ที่นี้ผมขออนุญาตเรียก ไข่ย้อย ว่า หมู ตามชื่อที่เขาควรจะเป็นในเรื่องนะครับ เพราะผมรู้สึกว่า ไข่ย้อย เป็นเพียงตัวตนในอดีตของ หมู และเรื่องราวทั้งหมดก็เล่าผ่านตัวละครที่ถูกเรียกว่า หมู ด้วย

บทภาพยนตร์ที่เขียนโดยคุณหมู ทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยม แม้กระทั่งใส่ชื่อตัวเองแทนพระเอก 555 มีการสอดแทรกเกร็ดต่างๆและรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ ผ่านตัวหนังไปได้อย่างแนบเนียนและกลมกลืน ทั้งยังแทรกวิถีชีวิตของผู้คนทั้งสองภาค คือภาคเหนือในพาร์ทดากานดา และภาคใต้ในพาร์ทของนุ้ยเข้าไปได้อย่างลงตัว โดยกำหนดให้ตัวละครอย่าง หมู เข้าไปทำความรู้จักกับวิถีชีวิตของผู้คนในแถบนั้น นำเสนอผ่านวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม ทำให้ตัวหนังได้ฉายทัศนียภาพอันเป็นอีกจุดหนึ่งที่ทำให้หนังมีความน่าดูมากขึ้น สถานที่่ถ่ายทำบางส่วนกลายเป็นแหล่งให้บรรดาแฟนหนังได้ไปตามรอยกันถึงที่ ส่วนตัวผมเองยังเคยอยากไปเรียน มช.(มหาวิทยาลัยเชียงใหม่) เพราะหนังเรื่องนี้ด้วยซ้ำ แต่ก็ต้องมาหยุดความคิดหลังจากได้ทราบว่า ที่จริงแล้ว มช. ไม่ได้ให้ถ่าย ฉากมหาวิทยาลัยในเรื่อง ถ่ายทำที่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระนครเหนือ ต่างหากล่ะ ฟังอย่างนี้ก็ซึ้งเลยครับ แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะฉากต่างๆในเรื่องถ่ายออกมาได้ภาพที่สวยงามมาก ขนาดถ่ายด้วยฟิล์ม 1:85 ยังสวยขนาดนี้ ถ้าถ่ายด้วยฟิล์ม 2:35 คงได้ความสวยงามมากกว่าที่เห็นอย่างแน่นอน

null

และที่ล้ำที่สุดคือการหยิบเอาวรรณกรรมเยาวชนในตำนานอย่าง “เจ้าชายน้อย” หรือ Le Petit Prince (The Little Prince) ของ อองตวน เดอ แซง-เตกซูเปรี ที่หลายๆคนได้ดูหนังแล้วมองข้ามไป มาเป็นกิมมิคของหนัง โดยการให้สองตัวละครที่หมูรู้จัก นั่นคือ ดากานดา และ นุ้ย ชอบอ่านหนังสือเล่มนี้เหมือนกัน ฟังอย่างนี้อย่าเพิ่งคิดว่ามันไม่มีความหมายนะครับ แต่ถ้าใครที่เคยอ่านมาก่อนแล้วมาดูหนังจะพบว่า เขามีการเปรียบเทียบตัวละครในเรื่อง เจ้าชายน้อย กับใน เพื่อนสนิท ด้วยครับ ซึ่งผมขอให้ลองไปหาทั้งสองเรื่องมาดูแล้วลองตีความกันเองแล้วกัน ไม่งั้นเดี๋ยวจะไม่สนุก แต่สำหรับผมแล้ว ถือว่าล้ำมากๆครับ ที่ทำให้ตัวละครที่มีความเรียลมากๆในหนัง สามารถเปรียบเทียบกับเทพนิยายที่มีความเว่อร์เกินจริงไปได้ โดยอาศัย “การสร้างความสัมพันธ์” ที่กล่าวถึงทั้งในสองเรื่องนั้นมาเป็นตัวแปร ให้ตัวละครทั้งสองเรื่องมีความคล้ายคลึงกันได้ ต้องคารวะเขาจริงๆครับ สำหรับคุณหมู นิธิศ ณพิชญสุทิน

และเพราะตัวละครที่มีความเรียล คือความเป็นตัวละครที่มีอยู่จริง สามารถจับต้องได้ ทำให้เข้าถึงคนดูได้ง่าย บวกกับอารมณ์เรียบๆง่ายๆในหนัง ทำให้ดูไปถึงขั้นอินเอาได้เลย อย่างตัว หมู หรือ ไข่ย้อย นี่ก็แทนตัวผู้ชายซื่อๆ เซอร์ๆ ที่สำคัญแอบรักแล้วต้องปากแข็งครับ ชีวิตจริงไม่มีหรอกครับ ที่รักแล้วเดินไปบอกเลย อย่างน้อยต้องเก็บความรู้สึกไว้ประมาณนึงก่อนแล้วค่อยไปบอก เพราะก็กลัวแห้วแดกกันทุกคนน่ะแหละ หรืออย่างดากานดาที่เรียกได้ว่าเหนือแพทเทิร์นสาวเหนือทั่วไปที่ต้องนอบน้อม ยะเนิบๆ จะอั้นจะอู้จะอี้อย่างงั้นอย่างงี้ แต่เจ๊แกมาแปลกสุดๆครับ ทั้งห่าม ดิบ ลุย กระทั่งผิวพรรณเธอก็ไม่ได้ขาวนวลเหมือนสาวเหนือทั่วไปด้วยซ้ำ แต่เพราะความเข้ากับคนง่ายนี่แหละครับ ถึงได้ชนะใจตาหมูของเราไปได้ หรืออย่างนุ้ยก็เช่นกัน เธอมีความน่ารักมากๆ ซึ่งก็ไม่ได้ถึงขั้นแอ๊บแบ๊วหรือออกไปทางหลั่นล้าอะไรประมาณนั้น อยู่ในลักษณะที่พอดีพอควร ในขณะที่อีกมุมเธอก็มีความอบอุ่นเช่นกัน และที่สำคัญคือเธอไม่เหมือนสาวใต้ทั่วไป ตรงที่ไม่พูดตรงๆซะด้วยสิ อืม เขาพยายามจะสื่ออะไรผ่านคาแรคเตอร์หรือเปล่าน้อ…

null

ในขณะที่ตัวละครสมทบกลับถูกตีความไปต่างจากนั้น คือตัวละครสมทบแต่ละตัวจะมีความเว่อร์ รั่ว ในตัวอย่างเห็นได้ชัด ที่สำคัญคือไม่จำเป็นต้องมีผลต่อเนื้อเรื่องด้วยซ้ำ ทั้งพี่แตน ฟุเหยิน ฯลฯ แต่เพราะคาแรคเตอร์นี่แหละทำให้ตัวละครเหล่านี้ดูสำคัญขึ้นมา และหากขาดพวกเขาเหล่านี้ไป หนังจะไม่สนุกเลยด้วยซ้ำ ตัวละครเหล่านี้อาจไม่มีผลต่อเนื้อเรื่อง แต่มีผลต่อความรู้สึกของคนดูครับ คอยสร้างสีสันให้เราอมยิ้ม ฝืดบ้างฮาบ้างแต่ก็ทำให้เราหลงรักได้ ไม่ว่าจะเป็นตัวฟุเหยิน เพื่อนหนุ่มของดากานดาที่ชอบพูดจาหวานๆใส่ผู้หญิงทุกคน ยกเว้นเพื่อนตัวเองอย่างดากานดา หรือตัวเด็ดสุดๆอย่างพี่แตน พยาบาลรุ่นพี่ของนุ้ยที่เอะอะต้องเว่อร์ตลอด มีความขี้เล่นเป็นกันเอง หาโอกาสแทะโลมหมูอยู่ตลอดเวลา ส่วนเหล่าตัวสมทบรองก็มีอย่างพ่อกับแม่ของดากานดา คุณพ่อก็จะไม่ได้ทำอะไรมากนอกจากร้องเพลงตลอดเวลา ส่วนคุณแม่ก็ต่างจากดากานดาอย่างฟ้ากับเหว ตรงที่เป็นสาวเหนือโดยแท้ทั้งตัวและหัวใจ แถมยังหาวิธีให้หมูเอาชนะใจลูกสาวอีกด้วย

หรือจะเป็นบรรดานักแสดงรับเชิญต่างๆที่อาจจะดูไม่ค่อยคุ้นหน้าคุ้นตากันซักเท่าไหร่ เพราะพี่แกเล่นเอาพวกเดียวกันมาเล่นกันเอง อย่างรุ่นพี่ในเรื่องที่โผล่มาปรากฏตัวในฉากทำพิธีเลือกนางแก้ว นำโดยพี่เอส คมกฤษ ผู้กำกับของเรื่อง ที่โดดมาเล่นเป็นร่างทรงของพ่อปู่ ในขณะทำพิธีเลือกนางแก้ว นอกจากนี้ยังมีเหล่าผู้กำกับจากแฟนฉันอย่าง พี่ย้ง-ทรงยศ สุขมากอนันต์ ที่ต่อมากำกับหนังเรื่อง เด็กหอ และ พี่ต้น-นิธิวัฒน์ ธราธร ผู้กำกับหนังเรื่อง Season Change เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ที่ทยอยฉายต่อจากเพื่อนสนิทตามลำดับทั้งสองเรื่อง และอีกหลายคนที่ไม่สามารถกล่าวถึงหมด ผมเองยังนึกเสียดายว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังในยุคแรกๆของ GTH เพราะถ้าใครเป็นแฟนหนังค่ายนี้จะรู้กันดีว่าค่ายนี้นิยมนำดารานำในสังกัดมารับเชิญในหนังเรื่องต่างๆของค่าย ที่เห็นเป็นประจำก็น่าจะเป็น แจ็ค แฟนฉัน และอีกหลายคน ซึ่งผมคิดว่าหากเพื่อนสนิทมาฉายใน พ.ศ. นี้ คงจะมีสีสันมากกว่านี้อีกพอสมควร

null

แต่ที่เป็นที่กล่าวถึงมากที่สุดอีกคนหนึ่งคงหนีไม่พ้น อิม-อชิตะ สิกขมานา ที่มาในบทของ โอ๋ เพื่อนสาวของดากานดาที่แอบปลื้มหมูอยู่ และดากานดาก็แนะนำให้หมูพาเธอไปออกเดททั้งที่เพิ่งรู้จักกันแค่ครั้งแรก หมูจึงได้รู้ว่า ยัยโอ๋นี่มันไม่ธรรมดาเอาซะเลยแฮะ ในเรื่องอิมมีโอกาสแสดงฝีมือแค่สามฉากเท่านั้นครับ คือฉากแนะนำตัว ฉากขี่รถระหว่างออกเดท และฉากทำแผล โดยเฉพาะฉากทำแผลนี่เป็นที่กล่าวขวัญกันมากว่าอิมแสดงได้เหมือนคนโรคจิตจริงๆ เรียกเสียงฮาจากคนดูได้ถล่มทลาย แต่ก็ไม่ใช่ว่าตัวละครนี้จะไม่สำคัญนะครับ เพราะทำให้หมูงอนดากานดาไปเป็นเดือน ด้วยความเข้าใจว่าดากานดาต้องการให้เขาอยู่ห่างๆเธอ จึงผลักไสไล่ส่งให้เขามาคบกับ่โอ๋ ซึ่งก็ไปไม่รอดตั้งแต่วันแรกที่เจอกัน และเพราะฉากทำแผลนี่แหละครับ ทำให้หลังจากนั้นอิมค้นพบแนวทางของตัวเอง กลายเป็นสาวรั่วคนใหม่ของวงการ และก็กลายเป็นนักแสดงที่ได้รับแต่บทเฮๆฮาๆซะเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งก็ถือได้ว่ามาถูกทางจริงๆ เพราะทุกวันนี้พวกเราจดจำเธอในฐานะนักแสดงหญิงอารมณ์ดีได้เป็นอย่างดี

ในขณะที่ตัวละครหลักอาศัยความเรียลมาดำเนินเรื่อง บรรดาตัวละครสมทบก็อาศัยความเป็นสีสันนี่แหละครับมาเป็นพลังหนุนส่งเรื่องให้เดินไปอย่างสนุกสนานอีกแรงหนึ่ง ทั้งในพาร์ทภาคเหนือและพาร์ทภาคใต้ ที่สำคัญในการดำเนินเรื่องแต่ละครั้ง ทีมผู้สร้างยังมีการใส่ลูกเล่นในการเชือมฉากแต่ละฉากให้สอดคล้องกัน เช่น ในพาร์ทภาคเหนือฉากที่หมูทำไข่แตกในเสื้อจนได้ฉายาว่าไข่ย้อย ตัดกลับมาที่พาร์ทภาคใต้ก็เห็นพี่แตนบีบไข่ใส่โจ๊ก หรือฉากที่นุ้ยแนะนำให้หมูอ่านหนังสือเจ้าชายน้อยในพาร์ทภาคใต้ ตัดกลับไปที่พาร์ทภาคเหนือก็เห็นดากานดากำลังนอนอ่านหนังสือเจ้าชายน้อยอยู่เช่นกัน การทำให้หลายอย่างในสองพาร์ทคล้ายคลึงกัน อาจจะเป็นเพราะต้องการสื่อว่า ต่อให้หมูจะหนีอย่างไรก็หนีไม่พ้น แม้จะหลบจากภาคเหนือมารักษาแผลใจที่ภาคใต้ แต่หลายอย่างก็ยังเชื่อมโยงกันและกดดันให้เขานึกถึงอดีตทุกที เหมือนกับที่เขาหนีมาเพราะความรัก แต่กลับต้องมาเจอความรักที่นี่อีก เหมือนที่นุ้ยเคยกล่าวไว้ว่า “คนมาทะเลมีอยู่สองอย่าง ถ้าไม่หนีร้อนมา… ก็หนีรัก”

null

แต่ท้ายที่สุด ต่อให้หนีอย่างไร หมูก็ไม่อาจหนีหัวใจตัวเองได้ เหมือนกับที่วรรคหนึ่งในจดหมายที่หมูเขียนถึงดากานดาได้กล่าวไว้ว่า “ฉันอาจไปจากที่นี่ก็ได้ ถ้าฉันรักมันเข้าจริงๆ” บอกอะไรได้หลายอย่าง เพราะรักดากานดาเขาจึงหนีจากเธอมา เพราะไม่อยากสู้หน้าให้ลำบากใจเธอ หรือบางทีหมูก็คิดหนีไปจากนุ้ย เพราะกลัวว่าความที่เขายังคิดถึงดากานดาอยู่จะทำให้เธอเสียใจ แต่ก็นั่นแหละ สุดท้ายมันก็กลายเป็นสิ่งที่ทำให้หมูต้องตัดสินใจอยู่ดีว่าเขาจะทำอย่างไรต่อไปกับชีวิต กับผู้หญิงสองคนที่มีความน่าประทับใจในตัวไปคนละด้าน ว่าเขาควรจะเลือกใคร และภายหลังจากที่เขาถูกเลื่อนสถานะจากคนที่แอบรัก มากลายเป็นคนที่ถูกรักบ้างแล้วนั้น เขาจะทำอย่างไร จะเลือกทำอย่างที่ดากานดาทำกับเขาหรือเปล่า ตรงนี้นี่แหละที่เป็นสิ่งที่ต้องลุ้น เมื่อหมูถูกผลักดันให้อยู่ในสถานะเดียวกันกับดากานดา แล้วต้องตัดสินใจด้วยความคิดของเขาเอง

เชื่อว่าหลายคนคงเคยตกอยู่ในสถานะเดียวกันกับตัวละครทั้งสามอย่าง หมู(ไข่ย้อย) ดากานดา และนุ้ยมาแล้ว และนั่นแหละทำให้เรารู้สึกอินไปกับหนังได้ไม่ยาก เมื่อพบว่าเคย(หรือกำลัง)มีสถานะเดียวกับตัวละคร ซึ่งเราสามารถจับต้องได้ สัมผัสได้ และเข้าถึงโดยไม่ต้องอาศัยคำบรรยายใดๆ หลายอย่างในหนังที่บ่งบอกถึงความรู้สึกบางอย่างที่ไม่ต้องบรรยายเป็นคำพูด แต่ใช้การกระทำสื่อเอา ใครที่ติดตามผลงานของคุณเอส คงจะทราบดีว่า เขาเป็นผู้กำกับที่ชอบใช้ฉากลองเทคเป็นการสื่ออารมณ์(ลองเทคคือการถ่ายทำฉากยาวๆเทคเดียวผ่าน โดยไม่มีการตัดต่อใดๆทั้งสิ้น) ฉากลองเทคหลายฉากบอกเล่าอารมณ์ความรู้สึกของตัวละคร ผ่านการกระทำที่มากกว่าการพูดจาใดๆ ที่สำคัญคือหลายฉากที่น่าจดจำ ส่วนใหญ่แล้วมาจากฉากลองเทคทั้งสิ้น การหยุดคิดก่อนพูดของตัวละครขณะอยู่ในฉากลองเทค ดูสมจริงและเป็นธรรมชาติ ชวนลุ้นและน่าอึดอัดแต่ไมถึงขั้นกระอักกระอ่วนใจแต่อย่างใด

null

ที่สำคัญคือฉากลองเทคที่น่าจดจำแทบทุกฉาก ต้องมีตัวละคร หมู หรือ ไข่ย้อย เข้าไปผสมโรงด้วยทั้งสิ้น คงเพราะเขาเป็นตัวดำเนินเรื่องหลัก จึงต้องการแสดงให้เห็นถึงสถานการณ์ต่างๆที่ตัวละครตัวนี้ต้องเจอ ไม่ว่าจะเป็นฉากหมูกับดากานดาวาดรูปใต้ต้นไม้ ที่หมูลงทุนไปเอาดอกชงโคกับขี้เหล็กอเมริกันมาให้ดากานดาถึงคณะเกษตรศาสตร์ ฉากหมูนับ 1-10 ฉากทำแผลระหว่างหมูกับโอ๋ ต่อเนื่องมาเป็นฉากที่ไข่ย้อยวีนแตกใส่ดากานดา และพีคที่สุดกับฉากที่ไข่ย้อยทำลายภาพของตัวเองลงกับมือ นับว่าเอสใช้งานฉากลองเทคทั้งหมดที่มีอยู่อย่างคุ้มค่า เพราะแต่ละฉากสื่อได้ถึงความรู้สึกของตัวละครที่ต้องปฏิบัติกับสถานการณ์เฉพาะหน้าได้เป็นอย่างดี และที่ยิ่งไปกว่านั้นคือสามารถถ่ายทอดอารมณ์เหล่านั้นไปได้ถึงหัวใจของผู้ชมอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ปรุงแต่ง ไม่เกินงาม ไม่ประดักประเดิด และทำให้เรื่องดูสนุกได้โดยไม่ต้องอาศัยเหตุการณ์น่าตื่นเต้นมากมายมาคอยบีบคั้นให้สะเทือนหัวใจ

กล่าวได้ว่า เพื่อนสนิท เป็นงานมาสเตอร์พีซชิ้นหนึ่งของ GTH และเป็นงานที่ดีที่สุดของผู้กำกับ เอส-คมกฤษ ตรีวิมลด้วย น่าเสียดายที่ผลงานเรื่องหลังๆออกแนวตลกโปกฮาเสียส่วนมาก อย่าง หนูหิ่นเดอะมูฟวี่(เรื่องนั้นเอสสอบผ่านในการใช้เทคนิคต่างๆ แต่สอบตกในเรื่องความฮา) และที่ค่อนข้างน่าผิดหวังคือ สายลับจับบ้านเล็ก ที่อาศัยความคอเมดี้หลุดโลกมาขายล้วนๆ แต่กลายเป็นว่าทั้งฝืดและไม่รู้สึกมีอารมณ์ร่วมไปกับหนังแต่อย่างใด แม้ว่าจะสามารถใช้ฉากลองเทคมาตรึงอารมณ์คนดูได้อยู่ก็ตาม หลังจากนั้นพี่เอสก็ไม่มีผลงานหนังออกมาให้เราชมอีกเลย นอกจากผลงานหนังสั้นในโปรเจคท์ หวานขม Bitter Sweet : Boyd-Pod The Short Film ที่นำเอาบทเพลงทั้ง 13 เพลงในอัลบั้ม Bitter Sweet ของพี่บอยด์ โกสิยพงศ์ และพี่ป๊อด โมเดิร์นด็อก มาถ่ายทอดในรูปแบบหนังสั้น จากฝีมือ 6 ผู้กำกับแฟนฉัน โดยเอสรับหน้าที่กำกับในเรื่อง คำถาม และ สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยน ซึ่งออกมาในแนวดราม่าทั้งสองเรื่อง โดยรวมก็ถือว่าอยู่ในระดับที่พอใช้ อย่างน้อยก็ดีกว่าเรื่องหนูหิ่นและสายลับอยู่พอสมควร

null

เพื่อนสนิท เป็นหนังที่เรียกตัวเองว่าเป็นหนังแนว โรแมนกิ๊ก คอเมดี้ ซึ่งก็ควรจะเป็นอย่างนั้น หนังมีฉากน่ารักๆ ไม่ได้โรแมนติกหวือหวาหรือโชว์ความหวานแหวว เป็นความโรแมนติกที่เกิดจากสถานการณ์ใกล้ตัวเข้าถึงได้ง่าย เข้าใจได้ดี ดูแล้วอิ่มเอมหัวใจ หนังมีเสน่ห์หลายด้าน ทั้งตัวละคร เนื้อหา อารมณ์ ไปจนถึงธรรมชาติแวดล้อมที่สวยงาม มีการเดินเรื่องที่เรียบง่าย แต่ไปถึงจุดอย่างที่ควรจะเป็น หากคุณชอบหนังรักที่เต็มไปด้วย “ธรรมชาติ” สักเรื่อง เพื่อนสนิทย่อมไม่ใช่หนังที่คุณควรจะพลาดไปง่ายๆ หนังให้ทั้งความธรรมชาติทั้งเนื้อหาและทิวทัศน์ดังที่กล่าวมา แม้จะเป็นหนังไทยยุคใหม่ แต่สิ่งต่างๆในหนังทำให้ เพื่อนสนิท กลายเป็นหนังรักสุดคลาสสิค เทียบเท่ากับแฟนฉัน และอีกหลายๆเรื่องของ GTH (จริงๆควรจะบอกว่าคลาสสิคที่สุดของ GTH ก็เป็นได้ เพราะเอาเข้าจริงๆแฟนฉันก็ไม่นับว่าอยู่ในกลุ่ม GTH เพราะตอนนั้นยังไม่ได้รวมบริษัทกัน) และอย่าคิดจะบอกรักใครเป็นอันขาด หากคุณยังไม่เคยดู เพื่อนสนิท มาก่อน

คะแนน 10/10  หนึ่งในหนังรักที่ดีที่สุดขอไทยเลยก็ว่าได้

MV ช่างไม่รู้เลย – บอย พีซเมคเกอร์

ขอขอบคุณข้อมูลจาก วิกิพีเดีย

เพื่อนสนิท
(Dear Dakanda)
กำกับ คมกฤษ ตรีวิมล
ผลิต ประเสริฐ วิวัฒนานนท์พงษ์
จิระ มะลิกุล
ยงยุทธ ทองกองทุน
เช่นชนนี สุนทรศารทูล
เขียน นิธิศ ณพิชญสุทิน
แสดง/
พากย์
ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์
ศิรพันธ์ วัฒนจินดา
มณีรัตน์ คำอ้วน
เพลง หัวลำโพง ริดดิม
กำกับภาพ ปราเมศร์ ชาญกระแส
ตัดต่อ วิชชา โกจิ๋ว
เผยแพร่ จีทีเอช
ฉาย 6 ตุลาคม พ.ศ. 2548
ยาว 127.0 นาที
ภาษา ไทย
รายได้ 80 ล้านบาท

รางวัล

  1. บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (นิธิศ ณพิชญสุทิน)
  2. ลำดับภาพยอดเยี่ยม (วิชชา โกจิ๋ว)
  1. บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (นิธิศ ณพิชญสุทิน)
  2. ลำดับภาพยอดเยี่ยม (วิชชา โกจิ๋ว)
  1. นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม (ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์)
  2. นักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม (มณีรัตน์ คำอ้วน)
  3. บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (นิธิศ ณพิชญสุทิน)
  1. นักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม (ปาณิสรา พิมพ์ปรุ)
  2. ลำดับภาพยอดเยี่ยม (วิชชา โกจิ๋ว)
  3. เพลงประกอบยอดเยี่ยม (ช่างไม่รู้เลย)
  1. ภาพยนตร์ไทยแห่งปี
  2. นักแสดงชายในบทนำจากภาพยนตรไทยแห่งปี (ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์)
  3. นักแสดงหญิงในบทนำจากภาพยนตรไทยแห่งปี (ศิรพันธ์ วัฒนจินดา)
  4. นักแสดงหญิงในบทสมทบแห่งปี (ปาณิสรา พิมพ์ปรุ)
  5. บทภาพยนตร์ไทยแห่งปี (นิธิศ ณพิชญสุทิน)
  6. เพลงในภาพยนตร์แห่งปี (ช่างไม่รู้เลย)
  1. ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม
  2. ผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (คมกฤษ ตรีวิมล)
  3. นักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม (มณีรัตน์ คำอ้วน)
  4. บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (นิธิศ ณพิชญสุทิน)
  5. ลำดับภาพยอดเยี่ยม (วิชชา โกจิ๋ว)

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s