null

หัวใจ… ในความคิดของคุณนั้น คุณตีความคำๆนี้ไว้ว่าอย่างไร อวัยวะที่สำคัญที่สุดชิ้นหนึ่งในร่างกาย หรือ การแสดงออกถึงความรู้สึกที่อยู่ลึกๆภายในหลากหลายรูปแบบ หรือ ความรู้สึกแบบหนึ่งที่เป็นเสมือนตัวแทนของ ความรัก ความหมายของคำว่า หัวใจ มันกว้างมากครับ ไม่ว่าจะเป็นหัวใจแบบรูปธรรม ในลักษณะของอวัยวะ หรือ หัวใจในแบบนามธรรม ในลักษณะของความรู้สึก ในขณะที่เราต่างคนต่างก็ใช้คำว่าหัวใจเปรียบเทียบกับคนเราไปต่างๆนานา แต่แล้ววันหนึ่ง ผู้กำกับหนุ่ม นิคหิล อัตวานี ก็ยกประเด็นของหัวใจในลักษณะทั้งสองแบบมาตีความในเชิงที่อยู่ใกล้กันที่สุด โดยเลือกที่จะถ่ายทอดมันลงไปในภาพยนตร์โรแมนติกสุดซึ้งที่มีชื่อว่า Kal Ho Naa Ho หรือในชื่อไทยว่า โอ้รัก…สุดชีวิต และด้วยการเล่าเรื่องที่มีชั้นเชิง รวมทั้งการเลือกที่จะนำเสนอหัวใจทั้งสองรูปแบบในเชิงอบอุ่นและดราม่าได้อย่างลงตัวและกลมกล่อม Kal Ho Naa Ho จึงกลายเป็นภาพยนตร์บอลลีวู้ดที่ฮิตที่สุดในปี 2003 ที่ออกฉาย เพลงประกอบภาพยนตร์บางเพลงยังได้รับความนิยมมาจนปัจจุบัน และกลายเป็นงานมาสเตอร์พีซของผู้กำกับและเหล่านักแสดงไปในที่สุด

Kal Ho Naa Ho นำแสดงโดยพระเอกหนุ่มซุปตาร์ของวงการบอลลีวู้ด ฉายา Bird Bombay (วิหคบอมเบย์) เขาคือ ชาห์รุข ข่าน นั่นเอง ร่วมด้วยนางเอกสาว ปรีตี้ ซินต้า ในบทสาวสองบุคลิก และมือที่สามผู้น่ารักอย่าง เซฟ อาลี ข่าน รวมทั้งนักแสดงหญิงอาวุโสแห่งวงการบอลลีวู้ด ชยา บาจจัน ภรรยาของพระเอกตลอดการแห่งวงการบอลลีวู้ด อมิตาภ บาจจัน มาในบทแม่ของนางเอก ด้วยการแสดงอันเปี่ยมล้นด้วยพลังของเหล่านักแสดง เนื้อเรื่องชุลมุนวุ่นรักที่เพิ่มเติมด้วยซับพล็อตอันน่าสนใจ เพลงประกอบอันไพเราะ และดนตรีประกอบที่กระตุ้นอารมณ์ได้ทุกสถานการณ์ รวมทั้งอารมณ์ของหนังที่มีให้ผู้ชมอย่างครบรส ไม่ว่าจะสุข เศร้า เหงา ซึ้ง ทำให้ Kal Ho Naa Ho เป็นหนังที่เต็มอิ่มในทุกอรรถรส และกลายเป็นหนึ่งในหนังรักโรแมนติกที่ดีที่สุดตลอดกาลของบอลลีวู้ด หรือหากจะบอกว่าของโลกก็คงไม่ผิดไปแต่ประการใด

null

ในมหานครนิวยอร์ก แห่งสหรัฐอเมริกาอันวุ่นวาย และเต็มไปด้วยผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ ยังคงมีครอบครัวของสาวน้อยลูกครึ่งอินเดีย-ปากีสถาน นัยนา แคทเธอรีน กาปูร์(ปรีตี้ ซินต้า) คือชื่อของเธอ เธออาศัยอยู่ในบ้านที่มีความแตกต่างทั้งเชื้อชาติ ศาสนา และทัศนคติส่วนตัว โดยเฉพาะ ลัชโช กาปูร์(สุษมา เศษฐ) ผู้เป็นย่าของนัยนา กับ เจนนิเฟอร์ กาปูร์(ชยา บาจจัน) ผู้เป็นแม่ของนัยนาและลูกสะใภ้ของลัชโช ที่ลัชโชตั้งอคติมาด้วยตั้งแต่ที่เจนนิเฟอร์รับ กิญา(ชนกะ ศุขลา) เด็กหญิงมาเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรม ทำให้ลัชโชจงเกลียดจงชังเจนนิเฟอร์และกิญาเป็นอย่างมาก ผิดกับ ศิวะ(อธิต เนกขะ) หลานชายตัวจริงที่ลัชโชทุ่มเทความรักให้อย่างสุดหัวใจ นอกจากอคติที่มีให้กันแล้ว ลัชโชยังเป็นชาวปัญจาบที่นับถือศาสนาซิกข์ ทุกเช้าเธอต้องตื่นขึ้นมาแท็กทีมกับเพื่อนสาวอีกสองคนนั่นคือ กัมโม และ ลัมโม เพื่อสวดบูชาแด่องค์คุรุนานักเทพ ในขณะที่เจนนิเฟอร์เป็นคริสตชนและนับถือพระเยซูและพระผู้เป็นเจ้า นอกจากปัญหาภายในบ้านแล้ว ครอบครัวนี้ยังต้องรับมือกับปัญหาภายนอกบ้านอีกด้วย เพราะร้านอาหารที่พวกเขาเปิดกิจการอยู่นั้นใกล้จะเจ๊งเต็มที จนแบงค์จะมายึดบ้านอยู่รอมร่อ พวกเขาได้แต่สวดภาวนาขอให้สวรรค์ส่งเทวดามาช่วยเหลือให้พวกเขาพ้นทุกข์ไปซะที

และแล้ววันหนึ่งสวรรค์ก็ส่งเทวดามาให้แก่พวกเขา เขาชื่อ อามัน มธุระ(ชาห์รุข ข่าน) เป็นหลานชายของ จัดดา(ดารา ซิงห์) ตาแก่ข้างบ้านที่ตามจีบลัชโชอยู่ ภายนอกอามันคือชายหนุ่มมาดกวนที่วุ่นวายจนนัยนาไม่ชอบขี้หน้าเขาตั้งแต่แรกเห็น แต่พอนานวันเข้า นัยนาก็เริ่มเห็นความดีในตัวอามัน แท้จริงแล้วเขาเป็นหนุ่มจิตใจดี มองโลกในแง่ดี ทั้งยังมีหัวคิดสุดครีเอท เขาเข้ามาคอยช่วยเหลือครอบครัวของนัยนาจนดีวันดีคืน ไม่ว่าจะเป็นการช่วยฟื้นฟูกิจการร้านอาหารของนัยนาจนกลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง ทั้งยังให้ความรักแก่ทุกคนในครอบครัวของเธออย่างเท่าเทียม จนนัยนาค่อยๆรับอามันเข้ามาอยู่ในหัวใจของเธอไปโดยไม่รู้ตัว โดยหารู้ไม่ว่า โรฮิต ปาเตล(เซฟ อาลี ข่าน) เพื่อนชายที่เรียนเซคชั่นเดียวกันกับเธอ และเป็นเพื่อนที่เธอสนิทที่สุด กำลังแอบหลงรักเธออยู่ อามันเองก็รู้ดีว่านัยนารู้สึกกับเขาอย่างไร ทว่าเขารู้ตนเองดีว่าเขาไม่สามารถที่จะครองคู่กับเธอได้ เพราะอามันเป็นโรคหัวใจที่อาจจะอยู่ได้อีกไม่นานนัก และอามันก็รู้ดีว่าโรฮิตรู้สึกอย่างไรกับนัยนา เขาจึงตัดสินใจที่จะใช้ช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต ทำทุกอย่างให้นัยนาได้ลงเอยกับโรฮิต คนที่ยังมี “โอกาส” มากกว่าเขา

ตัวละครหลัก

null

อามัน มธุระ(ชาห์รุข ข่าน) หลานชายของจัดดาที่ย้ายมาอยู่ข้างบ้านของนัยนา ภายนอกเขาอาจดูเป็นผู้ชายกวนๆ ชอบสอดรู้สอดเห็น แต่ความจริงแล้วเป็นคนฉลาด แต่น่าเสียดายที่เป็นโรคหัวใจ และอยู่ได้อีกไม่นาน ทำให้เขาต้องทำทุกวิถีทางให้นัยนาหยุดรักเขาและหันไปรักโรฮิต เพื่อนชายที่รักเธอแทน

null

นัยนา แคทเธอรีน กาปูร์(ปรีตี้ ซินต้า) หญิงสาวเจ้าระเบียบ ขี้บ่น แต่จิตใจดี เป็นคนเปิ่นๆ เธอไม่ชอบหน้าอามันตั้งแต่แรกเห็น แต่เมื่อเห็นความดีของเขาเธอก็เปลี่ยนความรู้สึกที่มีต่อเขาจนกลายเป็นความรัก โดยที่ไม่รู้เลยว่า โรฮิต เพื่อนชายของเธอแอบชอบเธออยู่

null

โรฮิต ปาเตล(เซฟ อาลี ข่าน) เพื่อนชายของนัยนาที่แอบชอบนัยนาอยู่ เป็นคนกะล่อน เจ้าชู้แต่จริงใจ และคิดจะหยุดชีวิตไว้ที่นัยนา แต่เมื่อเขารู้ว่านัยนารักอามันเขาก็ยินยอมหลีกทางให้ แต่เหตุการณ์กลับตาลปัตรเมื่ออามันกลับผลักดันให้เขาลงเอยกับนัยนาซะเอง โดยที่โรฮิตไม่รู้เหตุผลเลยว่าทำไมอามันจึงทำเช่นนั้น และเข้าใจว่าอามันไม่ได้รักนัยนาตอบ

null

เจนนิเฟอร์ กาปูร์(ชยา บาจจัน) หรือ เจนนี่ ชื่อที่อามันตั้งให้ เป็นแม่ของนัยนา เป็นคนชอบเก็บความรู้สึกไว้กับตัวเอง ไม่ถูกกับลัชโชผู้เป็นแม่ผัว เห็นอามันเป็นเหมือนลูกชายอีกคน

null

ลัชโช กาปูร์(สุษมา เศษฐ) ย่าของนัยนา มีอคติกับเจนนิเฟอร์ผู้เป็นแม่ของนัยนาและเป็นลูกสะใภ้ของตน ค่อนข้างหัวโบราณ งานอดิเรกคือหาสามีให้นัยนา

ชื่อของหนังที่ว่า Kal Ho Naa Ho แม้จะจำง่าย แต่หลายคนที่ไม่สันทัดภาษาฮินดีคงต้องมึนตึ้บไม่น้อยหากจะต้องให้แปลประโยคนี้ Kal Ho Naa Ho แปลรวมกันได้ว่า “อาจไม่มีพรุ่งนี้แล้ว” อันเป็นสิ่งที่ทีมผู้สร้างต้องการจะสื่อถึงสิ่งที่สอดแทรกอยู่ในหนังและต้องการจะบอกกล่าวกับผู้ชม โดยเลือกที่จะบอกเล่ามันผ่านตัวละครเอกที่ชื่อ อามัน รวมทั้งถ่ายทอดแนวคิดหัวใจรูปธรรมและหัวใจนามธรรมไปกับตัวละครตัวนี้อีกด้วย โดยมีชนวนใหญ่คือปัญหาโรคประจำตัวของอามัน นั่นก็คือโรคหัวใจนั่นเอง ซึ่งจะเป็นตัวที่กุมความรู้สึกทั้งหมดทั้งมวลในเรื่อง และเป็นสิ่งที่ตัวละครหลักต้องคอยรับมือและแก้ปัญหาของมันให้ได้ โดยเฉพาะตัวของอามันเอง ที่เป็นต้นเหตุของโรคนี้และปัญหานี้ ทีมผู้สร้างจึงจัดแจงสร้างให้อามันเป็นตัวละครที่ใกล้เคียงกับคำว่าเพอร์เฟคท์ ทั้งรูปโฉม คุณสมบัติ และสติปัญญา เพื่อให้สามารถแก้ปัญหาโดยวิธีอันชาญฉลาด โดยมีจุดอ่อนที่นอกเหนือไปจากโรคหัวใจนั่นก็คือ การไม่ยอมรับความจริง ความจริงที่ว่าเขารักนัยนามาตลอดนั่นเอง

เนื้อหาของหนังในส่วนของพล็อตหลักนั้น อาจจะดูธรรมดาหากเทียบกับหนังรักโรแมนติกทั่วๆไป (โดยเฉพาะเนื้อเรื่องที่มีกลิ่นอายเกาหลีปะปนอยู่ไม่น้อย) ทว่าจุดแข็งที่หามากระชากใจคนดูนั้นกลับเป็นซับพล็อตที่สอดแทรกไปด้วยความรักที่ไม่เพียงแต่มีความรักแบบหนุ่มสาวเท่านั้น แต่ยังเพิ่มเติมความรักแบบครอบครัว ประมาณส่งเสริมสายสัมพันธ์และความเข้าใจของคนในครอบครัวไปอีกด้วย โดยเฉพาะในพาร์ทของความไม่เข้าใจและมีอคติให้แก่กันระหว่างแม่และย่าของนัยนา ทั้งยังแฝงคติถึงวิถีชีวิตของชาวอินเดียที่มาอาศัยอยู่ในต่างแดน กับการต้องปรับตัวและเลือกที่จะนำเสนอตนเองสู่สายตาของชาวมหานครที่เต็มไปด้วยผู้คนหลากเชื้อชาติ ไม่ว่าจะเป็น อเมริกัน นิโกร จีน ซึ่งคนเหล่านั้นก็ต้องดำเนินวิถีชีวิตตามแบบฉบับของเชื้อชาติตนเองเช่นกัน การที่ต้องปรับตัวกับสังคมอื่นที่ไม่ใช่สังคมฉบับเดิมของตนเองให้พร้อมไปกับการรักษาขนบธรรมเนียมของเชื้อชาติมาตุภูมิของตนนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลยด้วยซ้ำ เพราะไม่เพียงแต่ภาษาเท่านั้นที่จะเอาตัวรอดและดำรงชีวิตในพื้นที่ต่างเชื้อชาตินี้ได้ หนังอินเดียที่ใครๆชอบบ่นว่ายาวเว่อร์ ก็ได้ถูกใช้เวลาที่มีอยู่สามชั่วโมงนี้ให้เป็นประโยชน์ โดยเอามาสอดแทรกซับพล็อตเหล่านี้ให้หนังดูมีความสมบูรณ์และได้สาระและอรรถรสมากยิ่งขึ้น

null

นอกจากซับพล็อตอันละเอียดอ่อน และแฝงแง่มุมกับสาระที่นอกเหนือไปจากความรักแบบหนุ่มสาวตามแบบฉบับที่หนังรักโรแมนติกทั่วไปที่ใช้กันและลืมเลือนข้อสำคัญในจุดของครอบครัวไปแล้ว ความรักแบบเพื่อนก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่มีบทบาทไม่น้อยในเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นความรักของเพื่อนสาวกับเพื่อนสาว ระหว่างนัยนากับ สวีตตู(เทลนาส พอล) เพื่อนสาวร่างเจ้าเนี้อที่ไม่เคยกังวลกับเรื่องน้ำหนักขึ้นเลย และมักจะเอาปัญหามาปรึกษากับนัยนาตลอด โดยเฉพาะเรื่องการตามหาชายในฝัน หรือจะเป็นความสัมพันธ์ของเพื่อนชายกับเพื่อนชาย ระหว่างอามันกับโรฮิต ที่ในช่วงครึ่งหลังของเรื่องอามันจะให้คำแนะนำแก่โรฮิตในการเอาชนะใจของนัยนาให้ได้ หรือแม้กระทั่งความสัมพันธ์แบบเพื่อนชายกับเพื่อนหญิงที่ง่ายดายต่อการเปลี่ยนแปลงความรู้สึกไปเป็นความรู้สึกของคนรักที่แน่นอนว่าหลายคนต้องเคยผ่านพ้นมา ระหว่างโรฮิตและนัยนา ความสัมพันธ์ของพวกเขาทุกคู่ล้วนเป็นไปตามความรู้สึกที่บริสุทธิ์ ลึกลงไปอีกขั้นหนึ่งระหว่างอามันกับโรฮิต และโรฮิตกับนัยนา โดยอามันนั้นต้องการให้โรฮิตมีความสุขกับคนที่เขารัก แม้ว่าคนคนนั้นจะเป็นคนเดียวกับที่อามันรักก็ตาม และโรฮิตเองก็พร้อมที่จะหลีกทางทันทีที่รู้ว่าคนที่นัยนารักคืออามัน ก่อนที่จะได้รับกำลังใจและคำแนะนำจากอามันให้ลุกขึ้นมาสารภาพความจริงกับนัยนาในที่สุด

หนังอินเดียที่ใครๆชอบบ่นว่ายาวเว่อร์ ก็ได้ถูกใช้เวลาที่มีอยู่สามชั่วโมงนี้ให้เป็นประโยชน์ โดยเอามาสอดแทรกซับพล็อตเหล่านี้ให้หนังดูมีความสมบูรณ์และได้สาระและอรรถรสมากยิ่งขึ้น แถมบทเพลงอันไพเราะตามสไตล์ภารตะที่หาจังหวะมานำเสนอในรูปแบบของมิวสิควิดีโอได้อย่างลงตัวและถูกจังหวะจะโคน พูดถึงเพลงในเรื่องนี้แต่ละเพลงนั้นเรียกได้ว่าไพเราะและกระตุ้นอารมณ์ให้กับผู้ชมได้อย่างดีเลยทีเดียว โดยเฉพาะเพลงในช่วงครึ่งหลังของเรื่อง หลังผ่านพักครึ่งเวลาหรือ intermission ไปแล้ว(หนังอินเดียมีความยาวมากกว่าหนังจากประเทศอื่นๆ เพราะต้องมีการใส่ฉากเพลงเข้าไปด้วยทำให้บวกเวลามาอีกหลายสิบนาที จึงมีการพักครึ่งเวลา หรือที่เรียกว่า intermission เพื่อให้ผู้ชมที่เข้าชมในโรงมีโอกาสได้ไปพักเข้าห้องน้ำ หรือทำธุระส่วนตัว แล้วค่อยกลับเข้ามาชมภาพยนตร์ต่อในเนื้อเรื่องช่วงครึ่งหลัง อนึ่ง หนังบอลลีวูดหลายเรื่องจึงต้องปูเนื้อเรื่องให้จบครึ่งแรกอย่างน่าติดตาม เพื่อให้ผู้ชมมีความสนใจที่จะกลับเข้ามาชมเนื้อเรื่องในครึ่งหลัง แต่กับยุคสมัยนี้ที่มี DVD และ Bluray ครองเมือง การเลือกฉากที่ชอบในแผ่นมาชม คงพอจะสร้างความสะดวกให้แก่ผู้ชมได้บ้าง)

null

เคยมีใครบางคนกล่าวเอาไว้ว่า “รักที่ยิ่งใหญ่…คือการเสียสละ” บางคนอาจจะนึกภาพไม่ออก แต่หากได้มาชม Kal Ho Naa Ho แล้ว คุณคงจะรู้เลยว่าพลังแห่งความรักนั้นยิ่งใหญ่แค่ไหน อย่างที่บอกครับ ว่าถึงในเรื่องนี้จะมีพล็อตหลักเป็นเรื่องราวความรักของหนุ่มสาว แต่ในพล็อตรองนั้นอุดมไปด้วยเรื่องราวความรักหลากหลายรูปแบบ ทั้งความรักแบบเพื่อน แบบครอบครัว เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งที่หนังอินเดียมักจะสอดแทรกลงไปด้วยเสมอ โดยเฉพาะความรักแบบครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ลูก หรือพี่น้อง การนำเสนออุดมคติเกี่ยวกับเรื่องของความกตัญญูลงไปในหนัง ท่ามกลางปัญหาหัวใจที่ว้าวุ่น และไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรกับชีวิตของตนเอง เหล่าตัวเอกของเรื่องเลือกที่จะระบายความรู้สึกอัดอั้นตันใจนี้ผ่านผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นบุพการี เลือกที่จะขอคำปรึกษาจากพวกท่านเป็นคนแรก เลือกที่จะไม่หนีปัญหาด้วยวิธีโง่ๆอย่างการกินเหล้าเมาหยำเป เนื่องเพราะความรักที่ยิ่งใหญ่ที่สุดก็คือคุณพ่อคุณแม่ของเรานั่นแหละครับ ที่รักเราอย่างบริสุทธิ์ใจ และไม่ต้องการอะไรตอบแทน นอกจากให้ลูกมีความสุขเท่าที่พ่อแม่จะประทานให้ได้ อานุภาพของความรักในจักรวาลของหนังอินเดีย ถือว่ายิ่งใหญ่มากกว่าหนังชาติอื่นๆมากนัก อาจเป็นเพราะวัฒนธรรมที่สอนให้ชาวอินเดียนอบน้อมถ่อมตนต่อผู้หลักผู้ใหญ่มาตั้งแต่สมัยโบราณกาล ทำให้มีผลสืบเนื่องมากระทั่งทุกวันนี้

ด้วยการเกลี่่ยบทอันลงตัว ทำให้ตัวละครหลักทั้งสาม อันได้แก่ อามัน นัยนา และโรฮิต มีเสน่ห์ในตัวของพวกเขาเอง แม้การปรากฏตัวในบทของแต่ละคนจะไม่เท่ากันซะหมด แต่ตัวละครทั้งสาม และอาจจะทุกตัว ล้วนมีเอกลักษณ์และคาแรคเตอร์ที่แสดงถึงความเป็นตัวของตัวเองอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็น อามัน หนุ่มอารมณ์ดี ไปไหนใครๆก็รัก นัยนา สาวน้อยจอมขี้บ่น โรฮิต เจ้าหนุ่มกะล่อนแต่จริงใจ เจนนิเฟอร์ แม่ผู้เงียบขรึม ลัชโช ย่าผู้เอาแต่ใจ สวีทตู เพื่อนสาวช่างจ้อของนัยนา แจ๊ซ พี่สาวของสวีทตูผู้ไม่เคยคิดว่าตนเองแก่ คุณจัดดา ชายชราผู้มั่นรัก ศิวะ เด็กชายผู้มีความฝัน และ กิญา สาวน้อยเจ้าน้ำตา และเป็นตัวละครที่มีความน่ารักไม่แพ้ตัวละครหลักทั้งสามเลยทีเดียว นับเป็นความชาญฉลาดในการเขียนบทภาพยนตร์ และกระจายบทให้ตัวละครแต่ละตัว ได้ออกมาขโมยซีนบนจอไม่ต่ำกว่าสามครั้ง ทำให้ตัวละครทุกตัวเป็นที่น่าจดจำ และเป็นสิ่งที่กระตุ้นให้ผู้ชมรู้สึกประทับใจ และจดจำเนื้อเรื่องได้จากการกระทำที่เด่นและเป็นวีรกรรมของตัวละครแต่ละตัว อันเป็นกลยุทธ์การวางบทที่เฉียบคม และสร้างความผูกพันระหว่างคนดูกับตัวละครไปอย่างแนบเนียน

null

นอกจากการวางคาแรคเตอร์ให้คนดูรู้สึกรักตัวละคร การโยงเนื้อเรื่องที่ผสมกลมกลืนระหว่างความรักของหนุ่มสาว กับความรักแบบเพื่อนและแบบครอบครัว และการดำเนินเรื่องที่เป็นไปอย่างมีชั้นเชิงแล้ว อีกหนึ่งความสร้างสรรค์ที่ถูกถ่ายทอดลงใน Kal Ho Naa Ho คงหนีไม่พ้นบทสนทนาอันคมคาย ซึ่งแม้ว่าเวลาฟังในครั้งแรก มันอาจจะดูเริดหรูลิเกไปหน่อย ตามสไตล์หนังอินเดียทั่วไปที่ชอบสรรหาบทพูดเว่อร์ๆมายัดใส่ปากตัวละคร แต่หากฟังดูดีๆแล้วจะพบว่า ประโยคแค่ประโยคเดียวอาจสรุปอารมณ์ทั้งเรื่องของหนังได้ เช่น ในตอนใกล้จบครึ่งแรกของหนัง ที่อามันรู้ว่านัยนาจะมาสารภาพความในใจกับตน แต่เพราะเขารู้ตัวดีเองว่าเขาคงมีชีวิตได้อีกไม่นาน จึงโกหกนัยนาว่ามีภรรยาแล้ว เพื่อให้เธอตัดใจและหันมองโรฮิต คนที่รักเธออีกคน ทำให้นัยนาเดินจากอามันไปทั้งน้ำตา แม่ของอามันจึงถามเขาว่า มันดีแล้วหรือที่บอกนัยนาไปอย่างนั้น อามันไม่รักนัยนาเลยเหรอ แต่อามันกลับตอบแม่ไปว่า “ผมจะรักเธอได้ยังไง ในเมื่อหัวใจของผมมันอ่อนแอมากขนาดนี้” คำว่า “หัวใจ” ที่อามันพูดย่อมไม่ใช่หัวใจที่แปลว่าความรู้สึกรัก แต่คือหัวใจจริงๆที่เป็นอวัยวะ ซึ่งอามันรู้ตัวดีว่ามันอ่อนแอมากแล้ว ด้วยเหตุผลดังที่กล่าวมาข้างต้น

ฟังดูจากที่ผมสาธยายมาทั้งหมด ทำให้บางท่านอาจจะคิดว่าเป็นหนังโรแมนติกดราม่านะครับ จริงๆแล้วนั่นเป็นแค่ช่วงครึ่งหลังของเรื่องเท่านั้น เพราะในช่วงเปิดเรื่องก็มาแบบเกาหลีเลยครับ ออกแนว My Sassy Girl ซะด้วยซ้ำ คือมาในแบบพ่อแง่แม่งอนเลย พระเอกจอมกวน ก็ต้องเหมาะกับนางเอกขี้โมโห มันถึงจะสนุก เอาใจวัยรุ่น (ถึงนักแสดงนำจะห่างไกลจากคำว่าวัยรุ่นมาเยอะแล้วก็เถอะ) แม้การดำเนินเรื่องในพล็อตหลักจะดูเบาหวิวและบังเอิ๊ญ บังเอิญไปสักนิด แต่กลับให้รายละเอียดได้ดีในด้านซับพล็อตต่างๆที่มีชั้นเชิงดีทีเดียว และการดำเนินเรื่อง การสร้างสถานการณ์ต่างๆให้กับตัวละคร ก็ให้อารมณ์ Feel Good ประมาณหนังของค่าย GTH ยังไงยังงั้น คือดึงคนดูด้วยเนื้อเรื่องเฮฮาปาจิงโกะ น่ารักๆไว้ก่อน ก่อนจะค่อยๆหาจังหวะทยอยสร้างอารมณ์ดราม่าเข้าไปในเนื้อเรื่องอย่างไหลลื่นและแนบเนียน ทำให้คนดูที่อาจจะหัวเราะลั่นอยู่เมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้ กลับมาน้ำตาไหลฟูมฟายไปในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้าได้อย่างง่ายดาย ในขณะที่ส่วนของดราม่าก็ไม่ได้กระแทกกระทั้นให้ดูรันทดนัก ยังคงมีช่วงคอเมดี้และฉากกุ๊กกิ๊กน่ารักๆคอยผ่อนปรนอารมณ์ให้อยู่ตลอด อารมณ์ของหนังก็ไม่ได้บีบคั้นอารมณ์คนดูมากเกินไปนัก คือเอาแค่สะเทือนใจ แต่ไม่ถึงกับทำร้ายจิตใจ อยู่ในระดับดราม่าที่กลมกล่อมและถึงอารมณ์ในจุดที่มันควรจะเป็น

null

ผมดู Kal Ho Naa Ho อย่างเพลิดเพลิน ตลอดเวลาสามชั่วโมง มันผ่านไปเร็วราวกับแค่สามสิบนาทีเท่านั้น แต่เมื่อดูจบแล้วก็รู้สึก “อิ่ม” ขึ้นมาทันตาเห็น อิ่มกับความยาวของหนังที่ดูกันแบบสะใจ อิ่มกับบทเพลงอันไพเราะประทับใจ อิ่มกับอารมณ์ Feel Good ในหนังที่แม้จะดราม่าเพียงใด แต่ก็ยังปรากฏรอยยิ้มเล็กๆจากสถานการณ์ต่างๆในเรื่อง ทำให้เมื่อดูจบแล้วมีความสุขมากกว่าจะมานั่งเสียใจในโชคชะตาของตัวละครแต่ละตัว อิ่มกับสาระต่างๆในเรื่องที่ให้อะไรได้มากกว่าหนังรัก และอิ่มกับอารมณ์โรแมนติกที่ผู้สร้างสื่อความรักในหลายๆด้าน และเป็นหนังรักที่ทำได้เหนือกว่าหนังรักทั่วๆไปหลายเท่าตัวนัก หนังสอนให้คนเรารู้จักใช้ชีวิตหนึ่งในชาตินี้อย่างคุ้มค่าและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ดังเช่นการกระทำของอามันที่สร้างความสุข และคอยแก้ปัญหาให้กับผู้คนที่อยู่รอบข้าง และพยายามผลักดันให้นัยนา ผู้หญิงที่เขารักมีความสุขที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของครอบครัวหรือเรื่องของหัวใจก็ตาม โทนหนังทั้งหมดของเรื่องอยู่ในมุมที่อบอุ่น และดูสบายๆ แม้ชีวิตจริงอะไรๆหลายๆอย่างอาจจะไม่บังเอิญและง่ายดายแบบที่ปรากฏใน Kal Ho Naa Ho แต่ผมเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า หากคุุณมีความรัก และพร้อมที่จะให้คนที่คุณรักมีความสุข เรื่องราวแบบใน Kal Ho Naa Ho อาจจะเกิดขึ้นกับคุณในชีวิตจริงๆก็ได้ และอาจจะดีกว่า ง่ายดายกว่าด้วยซ้ำ ขอแค่คุณ “เสียสละ” เพื่อ “รัก” ได้ เท่านั้นก็นับว่าได้ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้กับชีวิตแล้ว

 

คะแนนรวม  10/10

 

ฉากเด็ด

ฉากที่นัยนารู้แผนการณ์ของอามันและโรฮิต ที่ว่าอามันช่วยเหลือโรฮิตในการเอาชนะใจนัยนา ทำให้นัยนาโกรธมาก เพราะคิดว่าชายหนุ่มทั้งสองกำลังเล่นกับความรู้สึกของเธอ ในจังหวะนั้นอามันเกิดไหวพริบ พลันคว้าไดอารี่ของโรฮิตขึ้นมา และอ่านความในใจที่โรฮิตมีต่อนัยนา ทว่าแท้จริงแล้ว ในไดอารี่หน้านั้นกลับว่างเปล่า ไม่มีตัวหนังสือสักตัวเลยด้วยซ้ำ และคำพูดต่างๆที่อามัน “ด้นสด” ให้นัยนาฟัง แน่นอนว่าเขาไม่ได้พูดแทนโรฮิต แต่พูดแทนใจตนเองต่างหาก ฉากนี้เรียกน้ำตาได้ไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะการบอกความในใจของตนให้คนที่ตนรัก ในนามของคนอื่นนั้น มันเจ็บปวดขนาดไหน

ตัวอย่างภาพยนตร์

ขอขอบคุณข้อมูลจาก  วิกิพีเดีย  Wikipedia

Directed by Nikhil Advani
Produced by Yash Johar
Written by Niranjan Iyengar
Karan Johar
Narrated by Preity Zinta
Starring Jaya Bachchan
Shahrukh Khan
Saif Ali Khan
Preity Zinta
Music by Shankar-Ehsaan-Loy
Cinematography Anil Mehta
Editing by Sanjay Sankla
Distributed by Dharma Productions
Release date(s) 28 November 2003
Running time 184 mins
Country India
Language Hindi
English
Budget Indian Rupee symbol.svg30 crore (US$6.66 million)[1]
Gross revenue Indian Rupee symbol.svg77.95 crore (US$17.3 million)[2]
Advertisements

null

หลังจากที่ได้ทำการรีวิวหนังของแอ็คชั่นสตาร์อันดับหนึ่งของไทยอย่างคุณ โทนี่ จา – ทัชชกร ยีรัมย์ ไปแล้ว คราวนี้ก็ขอนำทุกท่านมาทำความรู้จักกับแอ็คชั่นสตาร์อีกคนหนึ่ง ที่ความจัดจ้านของฝีมือไม่แพ้คุณจาเลย นั่นก็คือคุณเดี่ยว – ชูพงษ์ ช่างปรุง หรือ แดน ชูพงษ์ นั่นเอง กับหนังแอ็คชั่นเรื่องเดียวที่เขาได้เป็นพระเอกเต็มตัวนั่นก็คือ ฅนไฟบิน หรือ Dynamite Warrior นั่นเอง เป็นที่น่าเสียดายที่ชื่อเสียงของเดี่ยวยังสู้จาไม่ได้ แถมยังถูกกลบรัศมีจากนักบู๊สาว จีจ้า – ญาณิน วิสมิตะนันทน์ มิหนำซ้ำหนังเรื่อง องค์บาก 3 ที่มีเดี่ยวเล่นเป็นตัวร้ายสุดของเรื่องก็ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ทำให้หลายคนเกือบจะลืมชื่อของเขาคนนี้ไปแล้ว แต่ในวินาทีที่หนังบู๊ไทยในตอนนี้เริ่มสะเปะสะปะและเสียดุลพอสมควร การหันกลับไปดูหนัง Thai Martial Arts ในอดีต ก็ดูจะเป็นอะไรที่แก้กลุ้มได้ดีพอสมควร กับ ฅนไฟบิน นี้ แม้มันจะไม่ใช่หนังที่ดีอะไรมากมาย แต่เรื่องของคิวบู๊ก็ถือได้ว่าเร้าใจไม่ใช่ย่อยเหมือนกัน

ฅนไฟบิน เป็นผลงานการกำกับของ เฉลิม วงศ์พิมพ์ ผู้กำกับเลือดอีสานที่มีความสามารถในการหยิบจินตนาการมาผสมกับเรื่องราวในประวัติศาสตร์ได้ดีคนหนึ่ง ผลงานเด่นๆของเขาที่ผ่านมาก็คือ 7 ประจัญบาน ทั้ง 2 ภาคนั่นเอง จนเมื่อวันหนึ่งเฉลิมได้ค้นพบว่า งานถนัดของตนคือหนังแนวแอ็คชั่นคอเมดี้ เฉลิมจึงเกิดความคิดที่จะทำหนังแอ็คชั่นอีกแบบหนึ่ง ที่ไม่เพียงแค่ระเบิดภูเขาเผากระท่อม แต่ยังสอดแทรกด้วยคิวบู๊แบบมวยไทยอันเร้าใจ ขนบธรรมเนียมวิถีชีวิตแบบคนอีสาน และแฝงจินตนาการแบบแฟนตาซีเข้าไปเพื่อให้มีความแหวกแนวมากขึ้น น่าเสียดายที่แม้ว่าจะพยายามสอดแทรกความสนุกไปเท่าไร ทว่าด้วยบทหนังที่ทำให้เนื้อเรื่องเบาโหวง ฅนไฟบินจึงถูกจดจำว่าเป็นได้แค่เพียงหนังบู๊คั่นเวลาก่อนหน้าที่องค์บาก 2 จะเข้าฉายไปอย่างน่าเสียดาย

null

ย้อนกลับไปในปีพุทธศักราช 2398 ซึ่งเป็นปีที่ไทยได้ทำสนธิสัญญาทางการค้ากับ เซอร์จอห์น บาวริ่ง จนเกิดเป็น สนธิสัญญาบาวริ่ง ขึ้นมา ทำให้เกิดนวัตกรรมการเปลี่ยนแปลงขึ้นเกี่ยวกับแวดวงเกษตรกรรมในประเทศไทย โดยเฉพาะแวดวงชาวนา เนื่องจากมีรถไถยนต์เข้ามาขาย วัวควายจึงหมดประโยชน์ต่อการใช้งานอีกต่อไป จึงเกิดอาชีพหนึ่งขึ้นมา เรียกว่า นายฮ้อย คือผู้นำที่คอยต้อนควายที่ไม่ได้ใช้งานแล้วไปขายต่อ ในบรรดานายฮ้อยเหล่านั้น ยังมีนายฮ้อยผู้หนึ่งที่เป็นที่ครั่นคร้ามแก่นายฮ้อยทั่วไป เพราะเขาผู้นี้ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นนายฮ้อยที่มีวิชาอาคมและฝีมือการต่อสู้เก่งที่สุด นั่นคือ นายฮ้อยสิงห์(สามารถ พยัคฆ์อรุณ) แต่ในขณะที่อาชีพนายฮ้อยกำลังอยู่ในยุคบูมนั่นเอง ยังมีคนผู้หนึ่งที่หาได้ภูมิใจด้วยไม่ นั่นคือ พระยาแหว่ง(ลีโอ พุฒ) พระยาหนุ่มที่มีปากแหว่ง ด้วยความที่ตนนำเอารถไถยนต์เข้ามาขาย และต้องการที่จะกำจัดควายให้หมดไป เพื่อให้เหล่าเกษตรกรหันมาซื้อรถไถยนต์ที่ตนเองอิมพอร์ทเข้ามาขายนั่นเอง จึงมีคำสั่งให้ โจรก่องข้าวน้อย(สมเดช แก้วลือ) พาพวกออกไปปล้นวัวควาย แล้วฆ่าพวกนายฮ้อยให้หมดเสีย

แต่ภารกิจของพวกมันหาได้เสร็จสิ้นโดยง่ายไม่ เนื่องจากยังมีบุรุษอีกผู้หนึ่งที่ไม่เข้าพวกกับใคร นอกจากชาวบ้านตาดำๆที่เป็นทุกข์เป็นร้อนเพราะขาดควายไถนา เขาคือ โจรบั้งไฟ(ชูพงษ์ ช่างปรุง) โจรหนุ่มที่มีบั้งไฟและตะไลเพลิงเป็นอาวุธ คอยปล้นควายของพวกนายฮ้อย เพื่อเอามาแจกจ่ายแก่ชาวบ้านที่ขาดควายไถนา ทว่าจุดประสงค์ที่แท้จริงของโจรบั้งไฟ ก็คือเพื่อสืบหานายฮ้อยสิงห์ เพราะเขาเชื่อว่านายฮ้อยสิงห์คือคนที่ฆ่าพ่อแม่ของตนในอดีต การปรากฏตัวของโจรบั้งไฟ ทำให้พระยาแหว่งชักไม่มั่นใจที่จะรับมือ จึงไปหา ปอบดำ (พันนา ฤทธิไกร) จอมขมังเวทย์ให้ช่วยเหลือ แผนการของปอบดำและพระยาแหว่งทำให้โจรบั้งไฟเข้ามาเป็นพวกได้โดยง่าย เนื่องจากโจรบั้งไฟ หรือ ชื่อจริงว่า เซียง เกิดมีความรักกับ อีสาว(กัญญาภัค สุวรรณกูฏ) ลูกสาวของปอบดำ ทว่าแผนการครั้งนี้กลับมีอะไรที่ซ่อนอยู่มากกว่าคำว่า “หลอกใช้” และสิ่งนี้เองที่โจรบั้งไฟต้องใช้ความสามารถทั้งหมดของตนเพื่อกำจัดเหล่าร้ายและคู่อริอย่างนายฮ้อยสิงห์ให้ได้

ตัวละครหลัก

null

โจรบั้งไฟ – เซียง(เดี่ยว – ชูพงษ์ ช่างปรุง) โจรหนุ่มที่มีบั้งไฟและตะไลเพลิงเป็นอาวุธ คอยปล้นวัวควายมาแจกจ่ายชาวบ้าน สืบหาตัวนายฮ้อยสิงห์ คนที่เขาเชื่อว่าเป็นคนฆ่าพ่อแม่ของเขา ความจริงแล้วเป็นคนขรึมๆ ออกไปทางขี้อาย และซื่อๆ ตามแบบหนุ่มชนบททั่วไป

null

อีสาว(อุ้ย – กัญญาภัค สุวรรณกูฏ) ลูกสาวของปอบดำ ถูกจีบจากทั้งเซียงและพระยาแหว่ง แต่ท้ายที่สุดเธอก็เลือกเซียงหรือโจรบั้งไฟ เพราะเซียงไม่นึกรังเกียจที่เธอเป็นลูกสาวของ “ปอบ”

null

พระยาแหว่ง(ลีโอ พุฒ – พุฒิพงษ์ ศรีวัฒน์) ชื่อจริงว่า พระยาศิริกร แต่เพราะปากแหว่งเลยถูกเรียกว่า พระยาแหว่ง เป็นคนกวนๆ เจ้าเล่ห์ และไม่เคยทำดีกับใครจริง ต้องการกวาดล้างพวกนายฮ้อยและวัวควายเพื่อให้รถไถของตนเองขายดี

null

ปอบดำ(พันนา ฤทธิไกร) จอมขมังเวทผู้ลึกลับ และมีความชั่วร้ายไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าพระยาแหว่ง เคยเป็นศิษย์สำนักเดียวกับนายฮ้อยสิงห์มาก่อน แต่ถูกนายฮ้อยสิงห์ปราบเพราะตนทำความเลวไว้ จึงคิดแค้นนายฮ้อยสิงห์ตลอดมา เมื่อสบโอกาสจึงหาทางกำจัดโดยร่วมมือกับพระยาแหว่ง

null

นายฮ้อยสิงห์(สามารถ พยัคฆ์อรุณ) นายฮ้อยที่เก่งที่สุด ทั้งการต่อสู้และคาถาอาคม เป็นคู่แค้นของปอบดำ เพราะเคยกำราบปอบดำที่ทำความเลวเอาไว้ ถูกโจรบั้งไฟหมายหัวว่าตนเป็นคนไปฆ่าพ่อแม่ของเขา

ก่อนอื่นขอบอกกับคนที่ยังไม่ได้ดูก่อนนะครับว่า นี่เป็นหนังที่พูดด้วยภาษาอีสานล้วนๆ แต่ใน VCD และ DVD จะมีซับไทยให้ เพราะงั้นอย่ามาบ่นนะครับว่าดูไม่รู้เรื่อง หากคุณไม่ตั้งใจดูและขี้เกียจอ่านซับจริงๆ(ผมล่ะเบื่อคนประเภทแอนตี้ภาษาท้องถิ่นจริงๆ มึงจะให้หนังไทยมีคำว่า ให้เสียงภาษาไทยโดย พันธมิตร ตอนขึ้นชื่อเรื่องหรืออย่างไรก็ไม่ทราบ) เอาล่ะ เข้าเรื่องกันดีกว่า แม้ ฅนไฟบิน จะประกาศกับผู้ชมว่า นี่คือหนังแอ็คชั่นคอเมดี้นะ แต่พอเอาเข้าจริงๆแล้ว เมื่อได้ดูปุ๊บผมกลับไม่ขำเลยซักแอะ เต็มที่ก็แค่ยิ้มได้เป็นบางฉากเท่านั้น ซึ่งเดี๋ยวผมจะทำการเล่าในอีกไม่กี่ย่อหน้าต่อไปนี้ เพราะขอพูดถึงส่วนที่ควรจะสำคัญที่สุดของเรื่องก่อนนั่นก็คือเรื่อง “บท” ดังที่กล่าวไว้ข้างต้นว่านี่เป็นหนังที่บทอ่อนมาก คือไม่ต้องผูกเป็นเรื่องราวหรอกครับ แค่จับมาประลองกันให้จบๆไป มันยังจะดูง่ายซะกว่า แถมการดำเนินเรื่องก็ยังดูเชยๆ ไม่มีอะไรแปลกใหม่ นึกจะหักมุมกูก็หักซะงั้น ก็คงต้องใช้คำพูดของนักวิจารณ์หลายๆท่านที่ชอบพูดกันมาขอพูด ณ ที่นี้ว่า “ถ้าดูแบบไม่คิดอะไรก็สนุกดีนะ” โชคดีที่ผมดูแบบไม่คิดอะไรมากอยู่แล้ว แม้ส่วนพร่องมันจะเยอะกว่าส่วนดีก็เถอะ แต่เผอิญว่าส่วนดีของมันกลับเป็นส่วนที่ผมชอบมากถึงขั้นชอบที่สุดในเรื่อง นั่นก็คือคิวบู๊นั่นเอง

แม้บทในเรื่องจะกลวงและเว้าแหว่งจนขาดความน่าเชื่อถือโคตรๆ ทว่ายังมีอยู่สิ่งหนึ่งที่ทำให้บทห่วยๆนี้ดูมีความหมายขึ้นมาได้ นั่นก็คือหน้าหนังที่เป็นแอ็คชั่นแบบแฟนตาซี คือเหนือความเป็นจริงนั่นเอง ทำให้หลายๆคนอาจจะพออนุโลมให้ก็ได้ แต่ก็ยังติดที่ว่าบทยังขาดความเป็นเหตุเป็นผลอยู่มาก แม้จะเป็นหนังที่มันส์ที่สุดของเฉลิม ในความคิดของผม ทว่ามันก็ยังครองตำแหน่งหนังที่บทห่วยที่สุดของเฉลิมด้วยอีกเช่นกัน ทั้งๆที่คาแรคเตอร์ของตัวละคร และเอกลักษณ์เฉพาะต่างๆ มันควรจะเป็นไปได้ลึกมากกว่านั้น หรือซับซ้อนมากกว่านั้น แต่ท้ายที่สุดสิ่งเหล่านั้นมันก็แค่ผ่านๆไป คาแร็คเตอร์ก็ยังคงเป็นคาแร็คเตอร์ และเหตุการณ์ในเรื่องก็ปล่อยให้เป็นไปเอื่อยๆ โดยไม่มีการแทรกซับพล็อตที่สามารถเชื่อมโยงกับพล็อตหลักๆได้เลย ฅนไฟบินจึงกลายเป็นหนังแอ็คชั่น ที่ตอบสนองเพื่อแอ็คชั่นจริงๆ ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่านี้ หรือถึงจะมีมันก็ให้อะไรมากกว่านี้อีกไม่ได้แล้ว

null

แม้บทหนังจะเต็มไปด้วยจุดบกพร่อง ทว่ายังมีสิ่งหนึ่งที่ยังพอให้หนังดูน่าสนใจขึ้นมาได้ นอกเหนือไปจากคิวบู๊ นั่นคือเรื่องของคาแร็คเตอร์นั่นเอง สิ่งหนี่งที่สังเกตได้ในหนังของเฉลิมคือ คาแร็คเตอร์ของตัวละครแต่ละตัวที่เป็นไปอย่างชัดเจนและเสมอต้นเสมอปลายตั้งแต่ต้นเรื่องยันท้ายเรื่อง เช่น คาแร็คเตอร์ของพระเอกทั้ง 7 คนใน 7 ประจัญบาน นั่นก็เป็นเครื่องยืนยันนอนยันได้อย่างดี ส่วนตัวแล้วผมรู้สึกชอบตัวละครในเรื่องทุกตัวนะ ถึงจะไม่รู้สึกผูกพันก็เถอะ แต่ชอบเพราะมันมีเอกลักษณ์และสื่อถึงวิถีชีวิตของคนอีสานในยุคนั้นได้ดี ไม่ว่าจะเป็นตัวของโจรบั้งไฟเอง และอาวุธของเขาคือ บั้งไฟและตะไลเพลิง และที่ชอบมากๆเลยก็คือ เกวียนบั้งไฟ ที่แล่นติดเทอร์โบไปด้วยพลังงานบั้งไฟ ที่ดูเก๋ไปอีกแบบ (ดูๆไปมันก็คล้ายถัง NGV เหมือนกันนะเนี่ย) และคาแร็คเตอร์อีกด้านหนึ่งของโจรบั้งไฟ ในโหมดของเซียง ตัวตนที่แท้จริง ก็ไม่ได้ต่างอะไรกับชายหนุ่มชนบททั่วไป ซื่อๆ ขรึมๆ ขี้อาย แต่มีความจริงใจดี

คาแร็คเตอร์ของอีสาว นางเอกของเรื่องที่รับบทโดยคุณอุ้ย(น่ารักมากๆ) ก็ชวนให้นึกถึงสาวบ้านนาในยุคเก่าๆ เก่งงานบ้านงานเรือน ไม่ต้องอ่อยแบบเรยาก็มีคนมาจีบ อย่างพระยาแหว่งก็ชวนให้หมั่นไส้ไปอีกแบบ ตัวนี้ผมไม่ถือว่าเป็นตัวร้ายนะ แต่ผมจัดให้อยู่ในลิสต์ของตัวเกรียน คือคอยป่วนคอยจับแพะชนแกะให้เฉยๆ เพราะตัวร้ายจริงๆคือ ปอบดำ แต่บอกตรงๆว่าดูน่าเกลียดมากกว่าน่ากลัวนะ แต่ที่ชอบที่สุดก็คงจะเป็นคาแร็คเตอร์ของโจรก่องข้าวน้อย ที่รับบทโดยคุณสมเดช แก้วลือ หรือ จ่าแฟรงค์ จาก ผู้กองเจ้าเสน่ห์ ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากนิทานพื้นบ้านสุดคลาสสิคของชาวอีสานเรื่อง ก่องข้าวน้อยฆ่าแม่ ว่าด้วยเรื่องของลูกชายที่ทำนาจนหิว และมีแม่คอยส่งกับข้าวให้ แต่เมื่อเห็นข้าวไม่พอกิน ด้วยความโมโหหิวจึงเอาคันไถตีแม่ตนเองตาย และในตัวของโจรก่องข้าวน้อย ก็มีคันไถเป็นอาวุธ เวลาปกติก็เป็นเหมือนคนทั่วไป แต่พอโมโหหิวเมื่อไหร่เป็นต้องอาละวาดฟาดงวงฟาดงาไปทั่ว ทุกวันนี้พอนึกถึงประโยคที่โจรก่องข้าวน้อยพูดว่า “กูหิวข้าว ขอข้าวให้กูกินแหน่” ทีไร ก็ยังอดอมยิ้มตามไม่ได้ทุกที

null

แม้จะด้อยเรื่องบท แต่ก็ต้องยอมรับนะครับว่าการแสดงของนักแสดงแต่ละคนนั้นไม่ธรรมดาจริงๆ ทำให้ตัวละครทุกตัวดูมีเอกลักษณ์ ซึ่งก็คงจะพอทำให้ผู้ชมพอใจชื้นขึ้นมาได้บ้าง แต่ถ้าถามว่ามีส่วนไหนที่ยังชอบอยู่อีกมั้ย ก็ขอยกให้เรื่องของการสอดแทรกวัฒนธรรมของชาวอีสานเข้าไว้ได้อย่างกลมกลืน ขนาดที่ว่าลึกกว่าในเรื่ององค์บากซะอีก ผมมีเพื่อนบ้านเป็นชาวอีสานอยู่ไม่น้อย พอดูหนังเรื่องนี้จบแล้วก็รู้สึกรักพวกเขาขึ้นมามากกว่าเดิมซะงั้น นอกเหนือไปจากการให้ตัวละครมีคาแร็คเตอร์เป็นแบบอีสานแท้แล้ว วิวทิวทัศน์และโลเกชั่นต่างๆ ก็ให้บรรยากาศอีสานแบบเมื่อร้อยกว่าปีก่อนจริงๆ อาจเพราะผู้กำกับอย่างเฉลิมเป็นคนอีสานโดยกำเนิด ทำให้รู้สึกว่าดูอินไปกับบรรยากาศ นอกจากนี้ยังมีการสอดแทรกการละเล่นของชาวอีสานไว้ ไม่ว่าจะเป็นการเป่าแคนร้องรำทำเพลงในคาราวานนายฮ้อย การแห่นางแมวขอฝน การทำบั้งไฟ หรือการฝึกมวยแบบโคราชก็ทำให้รู้สึกได้อรรถรสถึงความเป็นอีสานจริงๆ

หากจะขายความเป็นไทย และบรรยากาศความเป็นลูกทุ่งย้อนยุคเอาใจคอต่างจังหวัด โดยเฉพาะแถบอีสานนั้น ฅนไฟบินถือว่าทำได้ดีพอสมควร แต่ถ้าจะขายความอินเตอร์ คงยังไม่มีแรงจูงใจต่อชาวต่างชาติมากพอ แม้บางครั้งฉากต่อสู้ของเรื่องจะเป็นไปในแบบคล้ายๆคาวบอยก็ตามที แต่การดำเนินเรื่องที่บกพร่องมากเกินไปในด้านของเหตุผล และบทที่เบาโหวงอยู่มากมาย รวมทั้งวัฒนธรรมอีสานบางอย่างที่ชาวต่างชาติยังไม่รู้จัก ก็ทำให้ได้รับเสียงวิจารณ์แง่ลบในฝั่งยุโรปอยู่ไม่น้อยเช่นเดียวกัน ที่พอจะกู้ชื่อได้ขึ้นมาบ้าง ก็อย่างที่ผมบอกล่ะครับว่าคือคาแร็คเตอร์ของตัวละครและคิวบู๊ที่ค่อนข้างดุเด็ดเผ็ดมันส์พอสมควร ซึ่งอันนี้ก็คงแล้วแต่ผู้ชมด้วยล่ะครับว่า จะดูเพื่ออะไร คือถ้าดูแล้วเอาเนื้อหาและอารมณ์ดราม่าแบบ Die Hard ก็ข้ามไปได้เลยครับ แต่ถ้าดูเพื่อเอามันส์ เอาบู๊อย่างเดียว รับรองว่ามีให้คุณเต็มเปี่ยมแน่ในเรื่องนี้

null

อีกส่วนหนึ่งที่ถือได้ว่าตีลังกาตกม้าตายในหนังได้พอสมควรก็คงจะเป็นส่วนของมุกตลกต่างๆที่พยายามหาช่องใส่เข้ามากะให้ได้ฮากันซักมุก แต่ปรากฏว่าแป้กสนิทครับ จริงๆหนัง Martial Art มันไม่จำเป็นต้องมีมุกหรอกนะครับ มุกตลกเป็นเพียงสิ่งที่ใส่เพิ่มเติมเข้ามาเพื่อให้หนังดูไม่เครียดเกินไป หรือถ้าคิดจะใส่มุกจริงๆก็ควรจะรู้จังหวะและการนำเสนอที่พอเหมาะพอดี แต่มุกในเรื่องนี่เรียกว่ามาผิดทั้งกาละและเทศะอย่างแรงเลยครับ แต่ที่ผมพออมยิ้มได้กลับไม่ใช่มุกตลกในเรื่อง หากแต่เป็นบทสนทนาระหว่างเซียงและอีสาวที่คุยกัน โดยเซียงรู้มาว่าการจะเอาชนะนายฮ้อยสิงห์ได้ ต้องใช้เลือดประจำเดือนของสาวบริสุทธิ์ที่มีราศีแข็งกว่านายฮ้อยสิงห์ นั่นก็คืออีสาวนั่นเอง เซียงก็ถามด้วยความซื่อว่า เมื่อไหร่เลือดประจำเดือนของอีสาวจะมา แต่ถ้าจะให้ได้ผลสาวต้องบริสุทธิ์ด้วยนะ แล้วสาวยังบริสุทธิ์อยู่มั้ย ซีนนี้เรียกว่าได้ใจผมไปเต็มๆครับ ในด้านของความน่ารัก ดูโรแมนติกแปลกๆไปอีกแบบ

ส่วนในเรื่องของคิวบู๊นั้นก็เรียกได้ว่าหายห่วงได้เลย เพราะงานนี้ได้ปรมาจารย์คิวบู๊อันดับหนึ่งของเมืองไทยอย่าง พันนา ฤทธิไกร มาดูแลให้ แม้คิวบู๊ในเรื่องจะไม่สวยงามเท่ากับองค์บากหรือ ต้มยำกุ้ง แต่ได้อาศัยตรงความ “เว่อร์” จากการที่เป็นหนังกึ่งแฟนตาซีมาช่วยทำให้ดูสนุกไปอีกแบบ มีการใช้สลิงผสมผสานบ้าง อาจจะดูขัดตาและเกินจริงไปซักนิด แต่ก็ถือซะว่าดูหนังกำลังภายในก็แล้วกัน นอกจากนี้ยังมีการผสมคิวบู๊เข้ากับเทคนิค CG ที่ดูแปลกตาและสนุกไปอีกแบบ แต่อาจจะเว่อร์จนหลายคนรับไม่ได้ อันนี้ก็แล้วแต่นานาจิตตังครับ แต่ส่วนตัวผมคิดว่าหนังกำลังภายในจีนก็มีจนดาษดื่น หากหนังไทยจะทำกำลังภายในให้เป็นสไตล์ขอตัวเองบ้าง ก็ไม่น่าผิดแปลกอะไร ยิ่งตอนท้ายๆเรื่องนี่เว่อร์ถึงเว่อร์โคตรๆ และปราศจากเหตุผลอย่างแรงเลยครับ แต่ก็ยังดูสนุกอยู่ได้ ให้ตายสิ

null

ส่วนตัวผมชอบนะครับเรื่องนี้ แต่ถ้าว่ากันตามคะแนนที่ควรจะได้ก็คงต้องให้น้อยหน่อยแล้วกัน ด้วยความไม่สมเหตุสมผลหลายประการ หนังบู๊หลายๆเรื่องที่ดังได้ก็เพราะบทดี แต่บางเรื่องบทไม่ดีก็เสือกดังซะงั้น (เช่น Born Invisible) อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับผู้เสพด้วยครับ สำหรับ ฅนไฟบินนี่ ถ้าดูแค่เอาบู๊ก็คุ้มครับ แต่ถ้าอยากได้เนื้อหาดีๆก็ขอให้ข้ามไปได้เลย ส่วนตัวมองว่าเป็นหนัง Martial Art ที่แปลกและแหวกแนวมากที่สุดของไทยนะครับ ผมเลือกที่จะมองหนังในด้านดีและด้านเสียตลอด สำหรับฅนไฟบินนี่ถึงแม้จะมีความบกพร่องอยู่เยอะพอสมควร แต่ในความห่วยนั้นก็ยังมีความสนุกที่สอดแทรกอยู่ ถึงแม้พอดูจนจบผมจะยังหาสาระจากเรื่องนี้ไม่เจอ แต่ผมคิดว่า เวลาที่เราดูหนังเรื่องไหน แล้วเจอสิ่งที่เราชอบในหนังเรื่องนั้น ผมว่านั่นแหละครับ คือสาระที่คุณได้จากหนังเรื่องนั้น หนังที่ดี เราไม่จำเป็นต้องชอบ และหนังที่เราชอบ ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นหนังดี เพราะบรรทัดฐานของแต่ละคนมันต่างกัน จริงมั้ยครับ

คะแนนรวม 6/10

ฉากเด็ด

อืม… คือเรื่องนี้มันใส่มาซะเอียนเลย จนผมไม่รู้จะเลือกฉากไหน แต่ขอเลือกฉากเปิดตัวของโจรบั้งไฟในต้นเรื่องก็แล้วกันครับ เป็นฉากที่โจรบั้งไฟเหินหาวมาจากกลางอากาศ และต่อกรกับพวกนายฮ้อยด้วยเข่าล้วนๆ ดูแปลกตาไปอีกแบบครับ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก วิกิพีเดีย Wikipedia

ผู้กำกับ เฉลิม วงค์พิมพ์
นักแสดงนำ ชูพงษ์ ช่างปรุง แสดงเป็น โจรบั้งไฟ/บักเซียง
พุฒิพงษ์ ศรีวัฒน์ แสดงเป็น พระยาแหว่ง
พันนา ฤทธิไกร แสดงเป็น ปอปดำ
สามารถ พยัคฆ์อรุณ แสดงเป็น นายฮ้อยสิงห์
จรัล งามดี แสดงเป็น นายจัน
อำพล รัตนวงค์ แสดงเป็น คาน
กัญญาภัค สุวรรณกูฎ แสดงเป็น อีสาว
สมเดช แก้วเกลือ แสดงเป็น โจรกล่องข้าวน้อย
วิชัย พรหมจรรย์ แสดงเป็น แผน
จัดจำหน่าย สหมงคลฟิล์ม
วันที่เข้าฉาย 21 ธันวาคม พ.ศ. 2549
ความยาว 103 นาที
ภาษา ไทย

null

จัดจำหน่าย Happy Home

ราคาปก : 250 แต่ขายจริงไม่น่าเกิน 199

หนังชีวประวัติของบรู๊ซ ลี ลูกศิษย์อาจารย์ยิปมันนะครับ ส่วนตัวยังไม่ได้ดูเพราะว่าไม่ค่อยชอบแนวชีวประวัติเท่าไหร่ แต่คะแนนโหวตใน IMDB ถือว่าดีทีเดียวคือ 6.6/10 ใครที่ได้ชมแล้วก็มาเล่าสู่กันฟังหน่อยนะครับ อยากรู้อย่างเดียวคือ ฉากบู๊มันส์มั้ย ถ่าเจ๋งจะได้ไปสอยครับ

ป.ล. สำหรับล็อตแรกที่ออกมา ได้รับแจ้งว่าภาพไม่คมชัดเท่าที่ควร ตอนนี้ทางแฮปปี้โฮมได้ผลิตตัวล็อตใหม่ออกมาแล้วนะครับ ซึ่งจะมีภาพที่คมชัดกว่าเดิมแน่นอน สำหรับลูกค้าคนใดที่ซื้อทางร้านบูมเมอแรงก็สามารถนำไปแลกกับตัวใหม่ได้ที่ร้านบูมเมอแรงโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ  ส่วนใครที่ยังไม่ได้ซื้อก็ขอให้สังเกตสติกเกอร์ของแฮปปี้ โฮมเอาไว้นะครับ ว่าจะมีสองแผ่น สำหรับตัวใหม่ ส่วนตัวเก่าจะมีสติ๊กเกอร์แค่แผ่นเดียว ก็ขอให้หลีกไว้เลยครับ

null

จัดจำหน่าย : MVD

ราคาปก : 299 (ราคาปกที่บอกนี่คือราคาบนปกพลาสติกนะครับ ส่วนราคาขายก็แล้วแต่ว่าซื้อที่ร้านไหน แต่รับรองว่าถูกกว่าราคาปกแน่นอน)

หนังที่สร้างจากเกมส์ไฟท์ติ้งสุดดังของ NEO-GEO แต่ขอโทษ หนัง…จริงๆครับ โดยเฉพาะ คุซานางิ เคียว ที่ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นญี่ปุ่น แล้วมึงเอาฝรั่งมาเล่นทำไมเนี่ย มาแนวเดียวกับดราก้อนบอลเลย แถมในเรื่องนี่แบบว่า กากสัสๆครับ แทบไม่มีพลังอะไรเลย ส่วนเทอรี่ โบการ์ด ตัวโปรดของผม เหอะๆ ไร้ความเท่สิ้นดี เสื้อกั๊กยังกะเสื้อชูชีพ ส่วนยางามิ อิโอริ คู่แค้นสุดเท่ของเคียว เอ่อ มันหน่อมแน้มไปมั้ยอะ ที่เอามาโพสต์นี่เพื่อให้อย่าได้ตัดสินใจดุเรื่องนี้นะครับ โดยเฉพาะแฟนๆของเกมส์

ป.ล. ที่กล่าวมาทั้งหมดนี่เป็นแค่ คหสต ความเห็นส้นตีน เอ๊ย ความเห็นส่วนตัวเท่านั้นนะครับ บางคนดูแล้วอาจจะชอบก็ได้ ก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย แต่ในฐานะแฟนเกมส์คนนึง ขอบอกเลยว่า ไม่ชอบอย่างแรงงง!!!

หนังเรื่องใหม่ของป๋าเจ็ท ลีครับ The Sorcerer and the White Snake เป็นแนวแอ็คชั่นแฟนตาซีกำลังภายใน เรื่องนี้นางเอกคือ อีว่า หวง หรือ หวงเซิงอี้ จาก Kung Fu Hustle – คนเล็กหมัดเทวดา มาเล่นเป็น นางพญางูขาว ร่วมด้วย ชาร์ลีน ชอย จากวง Twins ในบทของ นางพญางูเขียว และอดีตเซ็กซี่สตาร์ชื่อดัง วิเวียน ซู ก็มาแจมในเรื่องนี้ด้วยครับ รับประกันความมันส์โดยเจ้าพ่อหนังฟันกระบี่ เฉิงเสี่ยวตง เรื่องนี้เป็น 3D ด้วยนะครับ และมีคิวที่จะฉายประมาณไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ ฟอร์มใหญ่อย่างนี้ พี่ไทยคงไม่ปล่อยไปแน่ครับ

null

null
ส่วนตัวจะบอกว่าไม่ชอบแฮนด์บิลตัวนี้อย่างแรงงง!!!
null
null
เจ๊หวงของโผมมมม!!! อ๊ากกกก!!! สวยโฮกกกกก!!!! ไม่รู้เรื่องนี้จะมีฉากหวิวๆอะไรรึเปล่านะครับเนี่ย หุๆ
null
null
แฮนด์บิลหาได้แค่นี้ครับ ต่อไปนี้คือแกลลอรี่ต่างๆจากกองถ่ายที่พอจะหาได้นะครับ เปิดงานโดยป๋าเจ็ทก่อนเลยละกัน
null
อะจ๊าก!!! เหินหาววว!!!
null
เห็นแล้วนึกถึงเรื่อง The Forbidden Kingdom ขึ้นมาตะหงิดๆเลย
null
อ้าว!!! ไหงกลายเป็นชุดดำหว่า!!!
null
MIB = Monk in Black
null
พระถังซัมจั๋งชัดๆ หุๆ
null
เวิ่นจาง รับบทเป็นลูกศิษย์ของป๋าเจ็ท
null
ดูจากภาพนี้ เจ๊หวงของผมคงเสร็จตานี่แน่ๆ เค้าไม่ย๊อม!!! เอาเจ๊หวงของเค้าคืนมา!!!
null
โดนอะไรเข้าไปล่ะเนี่ย จมน้ำเลยnull
ถ่ายสวยจริงๆฉากนี้
null
ต่อไปนี้เป็นภาพเทคนิคพิเศษนะครับ
null
โชว์อิทธิฤทธิ์กันซะหน่อย
null
ภาพนี้ขอให้ชื่อว่า ดิ่งพสุธานางพญาอสรพิษ
null
 
เลื้อยผ่านดวงจันทร์จนเจ้ากระรอกน้อยถึงกับอึ้ง

หาได้เท่านี้แหละครับ เพราะบางภาพก็ยังไม่เป็นที่เปิดเผยออกมา ก็หวังว่าจะถูกใจบรรดาสาวกที่ติดตามกันมานะครับ ใครที่สนใจและมีเวลาว่างพอก็เก็บเงินรอตีตั๋วได้เลยครับ แล้วจะหาข่าวมาอัพเดทให้ในโอกาสต่อๆไปนะครับ

null

ต้นปี 2011 ก็มีหนังฟอร์มยักษ์มาเป็นของขวัญปีใหม่เช่นเดียวกับทุกๆปีนะครับ โดยเฉพาะหนังของลุงเฉินหลงที่จะออกฉายต้อนรับตรุษจีนจนเป็นธรรมเนียม ปีนี้ค่อนข้างพิเศษกว่าปีอื่นๆ เพราะสำหรับ Shaolin หรือในชื่อไทยว่า เส้าหลิน สองใหญ่ นั้น  ออกจะเป็นหนังที่ฟอร์มยักษ์กว่าปีที่ผ่านๆมา แน่นอนครับ เพราะมันเป็นงานกำกับของผู้กำกับจอมผลาญงบอย่าง เบนนี่ ชาน ที่ไม่ว่างานของพี่แกกี่เรื่องต่อกี่เรื่อง ก็จะมีแต่ความวินาศสันตะโรทุกเรื่อง แต่งานของเบนนี่ทุกเรื่องก็ล้วนแต่สอดแทรกสาระทั้งสิ้น สำหรับภาพยนตร์เรื่อง Shaolin นั้นเรียกได้ว่า “จัดหนัก” จริงๆครับ เพราะได้รวบรวมซุปตาร์ชั้นนำของฮ่องกงหลายท่านมาไว้ในเรื่องนี้ อีกทั้งสิ่งที่นำเสนอ ทั้งการดำเนินเรื่อง การแสดง ความสนุก และสาระที่ได้ สำหรับผมถือว่าทำได้ดีและเหนือกว่าความคาดหมายครับ

สิ่งแรกที่ดึงดูดผู้ชมให้เข้ามาร่วมชมได้ แน่นอนว่าต้องเป็นบรรดานักแสดงนำทุกท่าน ที่เรียกได้ว่า “มาเต็ม” จริงๆ ไม่ว่าจะเป็นพระเอกใหญ่ อย่าง หลิวเต๋อหัว , สาวสวยมาดนางพญา ฟ่านปิงปิง , ตัวร้ายน้องใหม่แกะกล่อง เซียะถิงฟง , ยอดนักวูซูมาดเท่ อู๋จิง , อดีตศิษย์เส้าหลินตัวจริง สิงอวี๋ หรือ เหยียนเหนิง และขวัญใจขาบู๊ตลอดกาล ป๋าเฉินหลง ที่แท็กทีมกันมาสร้างความสนุกและเร้าใจให้กับผู้ชมอย่างต่อเนื่อง โดยฝีมือการกำกับของ เบนนี่ ชาน เจ้าพ่อหนังฟอร์มยักษ์ของฮ่องกง และการกำกับคิวบู๊โดย คอรี่ย์ หยวน หรือ หยวนขุย และ หลี่จงจื่อ ผู้กำกับคิวบู๊เจ้าประจำของ เบนนี่ ชาน แม้คิวบู๊จะไม่ได้มีมากมายนัก ทว่าสิ่งที่น่าประทับใจคือ ทุกตัวละครและความสนุกทั้งมวลนั้น เรียกได้ว่า คุ้มค่าแก่การสรรหามาชมจริงๆครับ

null

Shaolin เป็นผลงานที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากภาพยนตร์เรื่อง Shaolin Temple หรือในชื่อไทยว่า เสี้ยวลิ้มยี่ เมื่อปี 1982 ซึ่งเป็นภาพยนตร์ที่ทำให้คนทั่วโลกรู้จักดารานักบู๊นาม หลี่เหลียนเจี๋ย หรือ เจ็ท ลี แต่สำหรับ Shaolin นั้น เลือกที่จะเล่าเรื่องราวในยุคสุดท้ายของวัดเส้าหลินเก่า และศัตรูนั้นก็หาใช่ราชวงศ์ชิงไม่ หากแต่เป็นคนจีนด้วยกันและเหล่าทหารยุโรปที่ต้องการจะยึดครองอาณานิคมในบริเวณเมืองเติงเฟิงนั่นเอง เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อ โหวเจีย(หลิวเต๋อหัว) และมือขวาคนสนิท เฉาหมั่น(เซียะถิงฟง)  ตามล่า นายพลฮั่วหลง(เฉินจื้อฮุย) ผู้เป็นอริเข้ามาถึงเขตวัดเส้าหลิน และได้มีเรื่องกระทบกระทั่งกับเจ้าอาวาสและพระภิกษุที่นั่น โหวเจียได้จัดการสังหารนายพลฮั่ว และลบหลู่ป้ายสำนักวัดเส้าหลินอย่างเลือดเย็น ทั้งยังนึกดูแคลนวัดเส้าหลินและเหล่าหลวงจีนในวัดตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ทว่า อำนาจมักไม่มั่นคงนัก เมื่อโหวเจียถูกเฉาหมั่น ผู้เป็นคนสนิททรยศ เพราะนึกเคียดแค้นในตัวผู้บังคับบัญชาคนนี้มานาน ที่มักเอาแต่ใจตนเอง และกีดขวางหนทางอำนาจของตน ครอบครัวของโหวเจียถูกเฉาหมั่นตามล่า โดยการส่ง ซั่วเซียงถู(สงซินซิน) ยอดมือสังหารมาเข่นฆ่าโหวเจีย เหยียนซี(ฟ่านปิงปิง) ผู้เป็นภรรยา และ เชิงหนัน ลูกสาวคนเดียวของเขา จนเชิงหนันได้รับบาดเจ็บสาหัส โหวเจียได้ไปขอร้องหลวงจีนที่วัดเส้าหลิน ที่ซึ่งตนเคยเหยียดหยามมาก่อนให้ช่วยเชิงหนัน แต่อนิจจา เชิงหนันบาดเจ็บสาหัสเกินกว่าที่เหล่าหลวงจีนจะช่วยชีวิตได้ทัน โหวเจียโกรธแค้นเหล่าหลวงจีน และนึกโทษว่าพวกเขาผูกใจเจ็บคราวที่ตนมาเหยียดหยามที่นี่ทำให้ไม่ยอมช่วยเหลือลูกสาวของตน เหยียนซีจึงได้เตือนสติโหวเจียว่า ที่เชิงหนันต้องตายก็เป็นเพราะผลของบาปกรรมที่เขาสร้างมันมาชั่วชีวิตต่างหาก ทำให้ชีวิตของเขาและครอบครัวต้องบ้านแตกสาแหรกขาดอย่างนี้

null

โหวเจียเริ่มสำนึกถึงผลของบาปกรรมที่ส่งให้ชีวิตเขาต้องประสบกับเพทภัย เขาเสียใจจนกลายเป็นคนจมทุกข์ กระทั่งพลาดท่าตกเข้าไปในหลุมดักสัตว์ของ หูเต่า(เฉินหลง) พ่อครัวของวัดเส้าหลิน การใช้ชีวิตอย่างสมถะของหูเต่าทำให้โหวเจียได้รู้ซึ้งถึงสัจธรรมและตัดสินใจที่จะบวชเพื่อละทิ้งทุกสิ่งในทางโลก รวมทั้งเพื่อไถ่บาปที่ตนเองเคยกระทำเอาไว้ในอดีตด้วย โหวเจียได้บวชเป็นหลวงจีนและได้สมณะนามว่า ชิงเจี่ย ที่นี่นอกจากเจ้าอาวาสแล้ว เขายังมีสหายเป็นสามทหารเสือ ศิษย์เอกทั้งสามของเส้าหลินได้แก่ ชิงเหนิง(อู๋จิง) ศิษย์พี่ใหญ่ผู้เงียบขรึม , ชิงคง(สิงอวี๋) ตัวเกรียนประจำวัด และ ชิงไห่(หยูเส้าชุน) ศิษย์น้องผู้กะล่อนเป็นปลาไหล ที่นี่โหวเจียได้ศึกษาทั้งพระธรรม สัจธรรม และวรยุทธ์แห่งเส้าหลินด้วย

ทว่าวันหนึ่ง โหวเจียในเพศบรรพชิตได้เข้าไปขัดขวางการกระทำอันชั่วช้าของทหารกลุ่มหนึ่ง ซึ่งก็คือทหารของเฉาหมั่นนั่นเอง เมื่อความทราบถึงเฉาหมั่น เขาก็หมายมั่นที่จะเอาชีวิตโหวเจียให้ได้ เฉาหมั่นจึงร่วมมือกับทหารฝรั่งเพื่อตามล่าโหวเจีย และทำลายวัดเส้าหลิน โดยอ้างว่าจะสร้างทางรถไฟใกล้เมืองเติงเฟิง ทว่าเป้าหมายที่แท้จริงนั้นคือต้องการที่จะขโมยสมบัติของชาติต่างหาก ทำให้โหวเจียและบรรดาหลวงจีนแห่งวัดเส้าหลิน ต้องรวบรวมกำลังและวรยุทธ์ทั้งหมดที่มีต่อสู้กับเหล่าทหารฝรั่งและบรรดาคนขายชาติเพื่อรักษาวัดเส้าหลินให้ได้

ตัวละครหลัก


null

โหวเจีย(หลิวเต๋อหัว) จากนายพลผู้ทระนง สู่หลวงจีนแห่งวัดเส้าหลิน เขาถูกเฉาหมั่นผู้เป็นพี่น้องทรยศ จนต้องหันหน้าเข้าสู่วัดเส้าหลิน สถานที่ซึ่งครั้งหนึ่งเขาเคยเหยียดหยามเอาไว้ จนได้พบถึงสัจธรรมที่่เที่ยงแท้

null

เฉาหมั่น(เซียะถิงฟง) มือขวาคนสนิทที่เปรียบเสมือนน้องชายของโหวเจีย ทรยศโหวเจียเพราะความทะเยอทะยานและไม่ต้องการเป็นเบี้ยล่างของโหวเจีย เป็นคนโหดเหี้ยม อำมหิต และมีวรยุทธ์สูง

null

เหยียนซี(ฟ่านปิงปิง) ภรรยาของโหวเจีย ไม่เห็นด้วยกับการกระทำของสามี แต่ก็ไม่กล้าเถียง จนเมื่อลูกสาวเสียชีวิต เธอจึงได้เตือนสติให้โหวเจียรับรู้ถึงผลกรรมที่เขาได้เคยก่อเอาไว้

null

ชิงเหนิง(อู๋จิง) ศิษย์พี่ใหญ่แห่งวัดเส้าหลิน เป็นคนนิ่งๆ สุขุม เงียบขรึม ค่อนข้างจริงจังกับชีวิต  เป็นพี่ที่น้องๆให้ความเคารพอย่างสูง และยังเป็นผู้ฝึกสอนวรยุทธ์เส้าหลินให้กับบรรดาเณรและหลวงจีนด้วย

null

ชิงคง(สิงอวี๋) ศิษย์เอกคนรองแห่งวัดเส้าหลิน เป็นคนขี้เล่น ทำอะไรไม่ค่อยคิด ใจร้อน วู่วาม แต่พอเวลาโกรธหรือเอาจริงขี้นมา ก็ไม่มีใครหยุดเขาเอาไว้ได้เหมือนกัน

null

ชิงไห่(หยูเส้าชุน) ศิษย์เอกคนที่สามแห่งวัดเส้าหลิน เป็นคนเจ้าเล่ห์ ฉลาดแกมโกง เอาตัวรอดเก่ง ครั้งหนึ่งเคยออกความคิดไปขโมยข้าวมาแจกจ่ายชาวบ้านที่หิวโหยเพื่อให้ดูเท่เล่นๆ

null

หูเต่า(เฉินหลง) พ่อครัวแห่งวัดเส้าหลิน อดีตหลวงจีนผู้ผันตัวเองมาทำงานในครัว ใช้ชีวิตอย่างสมถะตามประสาชายวัยกลางคน ดูเรื่อยเปื่อย ชอบเล่นกับบรรดาเณรน้อย ส่วนวรยุทธ์นั้น…?

วัดเส้าหลิน เป็นชื่อของวัดที่คอหนังจีนและคอนวนิยายกำลังภายในรู้จักกันดี เพราะที่แห่งนี้เป็นสถานที่ก่อกำเนิดวรยุทธ์หลายแขนงทั่วยุทธภพ ทั้งยังก่อเกิดหลายชีวิตที่เป็นวีรบุรุษในประวัติศาสตร์จีน และได้รับเลือกให้เป็นฉากหลังของนวนิยายและหนังกำลังภายในต่างๆหลายร้อยเรื่อง กระทั่งมาจนถึงยุค 2011 สถานที่ที่เป็นเสมือนตำนานนี้ก็ถูกปลุกให้มีชีวิตอีกครั้ง โดย เบนนี่ ชาน แม้จะได้แรงบันดาลใจมาจากหนังเรื่อง Shaolin Temple เมื่อปี 1982 ทว่าสำหรับ Shaolin ฉบับนี้ก็มีแนวทางการดำเนินเรื่องที่เป็นสไตล์ของตนเอง (หรือจะบอกว่าเป็นสไตล์ของ เบนนี่ ชาน เองก็ไม่ผิด) โดยแทนทีจะกระหน่ำฉากบู๊เข้าไป ตามแบบหนังกำลังภายในทั่วไปที่มีวัดเส้าหลินเป็นแบ็คกราวนด์ เบนนี่เลือกที่จะนำเสนอ Shaolin ในด้านของอารมณ์ดราม่า และสอดแทรกสาระ รวมถึงปรัชญาของพุทธศาสนา ที่ว่าด้วยเรื่องของผลกรรมเป็นหลัก ที่ส่งให้บรรดาตัวละครหลายตัวในเรื่องต้องเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของตนเองไปอย่างสิ้นเชิง

ตัวละครที่เห็นได้ชัด คือ โหวเจีย พระเอกของเรื่องนั่นเอง จากนายพลผู้มีอำนาจสูงสุดในกองทัพ ถึงขนาดเหยียบย่ำวัดเส้าหลินได้ตามอำเภอใจ กลับต้องถูกคนสนิทของตนนั่นคือ เฉาหมั่น ทรยศจนต้องกลายเป็นคนเร่ร่อนเพียงชั่วข้ามคืน ทั้งยังสูญเสียบ้านและลูกสาวคนเดียวไปอีกด้วย โชคยังดีที่ได้ธรรมะจากวัดเส้าหลินช่วยขัดเกลาจิตใจให้อยู่ในธรรม และปวารณาตนเป็นหลวงจีนในที่สุด เมื่อลองย้อนนึกดู สิ่งที่ทำให้โหวเจียต้องบ้านแตก และถูกลูกน้องทรยศ ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะตัวโหวเจียเองที่เอาแต่ใจ และกดขี่เฉาหมั่นผู้เป็นลูกน้องตลอดเวลา บวกกับที่เฉาหมั่นมีความโหดเหี้ยมอำมหิตและความทะเยอทะยานอยู่ในจิตใจเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงไม่น่าแปลกใจที่โหวเจียจะถูกลูกน้องของตนทรยศลงอย่างเลือดเย็น นี่แหละครับ ทำอะไรก็ต้องรับผลกรรมที่ตัวเองเคยทำไว้ เคยไล่ล่าเขาอยู่ ไม่ช้าก็เร็ววันหนึ่งก็ต้องถูกคนอื่นเขาไล่ล่าเอาอยู่ดี เฮ้อ ชีวิตนี้มีแต่ความไม่เที่ยงจริงๆ

null

แม้จะจั่วหัวตนเองว่าเป็นหนังดราม่าแอ็คชั่น ทว่าเอาเข้าจริงๆแล้ว หนังก็มีมุมอบอุ่นอยู่ไม่น้อย ซึ่งมุมเหล่านั้นก็ล้วนแล้วแต่มาจากตัวของบรรดาหลวงจีนในวัดนั่นเอง ที่มีความเป็นกันเอง โดยเฉพาะกับตัวโหวเจีย โดยไม่ใส่ใจว่าเขาเคยเหยียดหยามวัดและเหล่าหลวงจีนมาก่อน ขอเพียงแต่เป็นผู้ที่ตกทุกข์ได้ยาก ทางวัดก็พร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือโดยไม่ขัดข้อง นอกจากนี้ ทั้งเจ้าอาวาส และเหล่าหลวงจีนก็ยังปฏิบัติกับโหวเจียอย่างเป็นมิตร ที่นี่ทำให้โหวเจียได้รู้จักถึง “การให้” เช่นในฉากที่พ่อครัวหูเต่าพาโหวเจียไปแจกหมั่นโถวแก่ชาวบ้านที่กำลังตกทุกข์ได้ยาก หรือฉากที่เด็กๆเอาหมั่นโถวมาให้โหวเจียที่บวชเป็นหลวงจีนชิงเจี่ยแล้วเป็นการตอบแทน เป็นนัยยะที่เสนอเกี่ยวกับเรื่องราวของการให้ที่ไม่สิ้นสุด หากเราอยากให้เขาให้ ก็จงให้เขาก่อน เพราะหลวงจีนต้องการให้โหวเจียปฏิบัติด้วยดี จึงปฏิบัติด้วยดีกับโหวเจียก่อน ไม่ต่างกัน หากโหวเจียเป็นมิตรกับชาวบ้าน แล้วชาวบ้านจะเป็นอริกับโหวเจียได้อย่างไร

และก็เพราะโหวเจียที่ร้ายกับเฉาหมั่นก่อน เฉาหมั่นจึงต้องร้ายกับโหวเจียตอบ สำหรับบทบาทของเฉาหมั่นนั้น รับหน้าที่โดย เซียะถิงฟง เป็นผู้ถ่ายทอด สำหรับเซียะถิงฟงนั้นก็เป็นเด็กปั้นของเบนนี่เช่นเดียวกัน และแจ้งเกิดมาจากบทพระเอกเสียเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งแต่ก่อนนั้นเท่าที่ผมติดตามงานของเขามา ผมรู้สึกไม่ค่อยชอบการแสดงของตาเซียะเท่าไหร่ เพราะเล่นยังไงก็ไม่เป็นธรรมชาติ หน้าตาเวลาโกรธก็ทำเหมือนงอน จึงรู้สึกขัดใจเล็กน้อยที่ทราบว่า เซียะถิงฟงเล่นเป็นตัวร้ายในเรื่องนี้ เพราะตัวร้ายแต่ละตัวของเบนนี่มาลุคเดียวกันหมด คือไม่โหด แต่เหี้ยม ดูเป็นผู้นำ และมักขู่คนอื่นทางสายตาเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่พอได้ดูจริงๆ ไม่เลยครับ เซียะถิงฟงถ่ายทอดออกมาได้ดีพอสมควร ดูแล้วน่าหมั่นไส้จริงๆ อาจเป็นเพราะคาแรคเตอร์ของเขาดูเป็นคนขรึมๆอยู่แล้ว ทำให้เซียะถิงฟงดูเข้ากับบทเฉาหมั่นจริงๆ ต้องขอชื่นชมเซียะถิงฟง ที่พลิกคาแรคเตอร์มาเป็นตัวร้ายที่ถือว่าเหนือความคาดหมายเป็นอย่างมาก สำหรับผม ผมพอใจกับบทนี้ของเขามากจริงๆ

null

ส่วนที่มาเป็นแก๊งก็ได้แก่สามทหารเสือแห่งวัดเส้าหลินอย่าง ชิงเหนิง ชิงคง และชิงไห่ ที่รับบทโดย อู๋จิง สิงอวี๋ และหยูเส้าชุนตามลำดับ ดังที่ผมได้กล่าวมาข้างต้น คงจะพอทราบแล้วใช่มั้ยครับว่า ตัวละครทั้งสามตัวนี้มีบุคลิกที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ชิงเหนิงเป็นศิษย์พี่ใหญ่ผู้เคร่งเครียดและเคร่งครัด ทั้งยังมีความสุขุมตามอายุ ในขณะที่ชิงคงยังคงเที่ยวเล่นและมักจะตั้งแก๊งกับชิงไห่ไปก่อวีรกรรมวีรเวรให้เป็นที่ปวดเศียรเวียนเกล้าเสมอๆ โดยเฉพาะการปลอมตัวเป็นจอมโจรคุณธรรม ขโมยข้าวสารมาแจกจ่ายชาวบ้านที่ตกทุกข์ได้ยาก แม้จะเป็นวีรกรรมซนๆที่ดูไม่ต่างจากเด็กๆ แต่พอถึงเวลาที่ต้องต่อสู้ หรือต้องกอบกู้คุณธรรม พวกเขาก็ใช้ความสามารถในเชิงวรยุทธ์มารับมือได้เป็นอย่างดี และจิตใจของพวกเขาก็เด็ดเดี่ยวกล้าหาญและจริงจังกับชีวิตไม่แพ้ศิษย์พี่ใหญ่อย่างชิงเหนิงเลยทีเดียว

และที่ไม่พูดถึงไม่ได้ คงไม่พ้นเจ้าพ่อหนังกังฟูอย่างป๋าเฉินหลง ที่กลับมาคราวนี้เพื่อพลิกคาแรคเตอร์เป็น หูเต่า พ่อครัวในวัดเส้าหลิน ซึ่งผมคิดว่าเหมาะกับคาแรคเตอร์ของเฉินหลงมากทีเดียว หูเต่าเป็นชายวัยกลางคนที่เคยบวชเป็นหลวงจีนมาก่อน ทว่าสึกเสียเพราะคิดว่าตนยังละทางโลกไม่ได้ แต่ถ้าใครที่ได้ชมแล้วลองมองดู จะพบว่าแท้จริงแล้วหูเต่าละทางโลกได้ดีกว่าพระบางรูปเสียอีก แม้ภายนอกหูเต่าจะดูเป็นชายวัยกลางคนที่ค่อนข้าง “ลัลล้า” กับชีวิตในช่วงบั้นปลาย แม้จะไม่ได้มีเงินทองมากมาย ไม่มีสุราเคล้านารี แต่หูเต่าก็ยังมีความสุขกับการใช้ชีวิตอย่างสมถะในวัดเส้าหลิน มีความสุขกับการทำภัตตาหารเจให้หลวงจีนฉัน มีความสุขกับการได้เล่นหัวหยอกล้อกับบรรดาเณรน้อยที่แวะเวียนมาเป็นลูกมือในการทำอาหารอยู่ทุกมื้อมิได้ขาด หูเต่าจึงเป็นตัวละครที่สื่อถึงการพบกับความสุขที่แท้จริงในชีวิต ความสุขที่มาพร้อมกับคำว่า “พอ” ความสุขที่หาจากที่ไหนไม่ได้นอกจากตัวเราเองเท่านั้น จึงจะเป็นผู้ค้นพบ และให้คำตอบกับทุกสิ่งในชีวิตได้

null

เมื่ออยู่ในวัดเส้าหลิน จะให้พูดถึงพระอย่างเดียวก็คงไม่ได้ เพราะอีกสัญลักษณ์หนึ่งของวัดเส้าหลินก็คือ วรยุทธ์นั่นเอง ใช่แล้วครับ สิ่งที่ผมจะพูดถึงต่อไปนี้ก็คือในเรื่องของคิวบู๊นั่นเอง ซึ่งคิวบู๊ในเรื่องนั้นอยู่ในการกำกับดูแลของ คอรีย์ หยวน หรือ หยวนขุย ผู้อยู่เบื้องหลังคิวบู๊ของหนังดังๆหลายเรื่อง ล่าสุดก็ใน Red Cliff 1-2 (สามก๊ก โจโฉ แตกทัพเรือ 1-2) ที่หลายคนคงประทับใจกับลีลาบู๊ของท่าน จิวยี่ และกลยุทธ์อันเหนือชั้นของท่าน ขงเบ้ง ไปไม่น้อยเลยทีเดียว สำหรับใน Shaolin นั้นผมก็รู้สึกประทับใจที่ได้มาดูการกำกับคิวบู๊แบบกังฟูของหยวนขุยอีกครั้ง ที่ยังสร้างความสนุกและเร้าใจไม่แพ้งานเก่าๆของเขาเลย ไม่ว่าจะเป็นฉากต่อสู้ในต้นเรื่อง ระหว่างเฉาหมั่นกับชิงเหนิงที่งานนี้บรรดาทีมงานขอตามกระแส หย่งชุน กับเขาอีกราย ด้วยการสร้างให้เฉาหมั่นใช้หมัดหย่งชุนต่อสู้กับวรยุทธ์เส้าหลินของชิงเหนิง ได้ดูหมัดหย่งชุนเวอร์ชั่นหยวนขุยก็รู้สึกแปลกตาไปอีกแบบนะครับ หลังจากที่ชมเวอร์ชั่นของหงจินเป่า และหยวนหวูปิงกันมาบ้างแล้ว

คิวบู๊ในเรื่องมีการผสมผสานระหว่างกังฟูและการโลดโผน ปนกายกรรมนิดๆ และการใช้อาวุธสุดคลาสสิคอย่างพลอง ฉากที่ชิงคงและชิงไห่ปลอมตัวใส่ชุดไอ้โม่งเพื่อขโมยข้าวมาแจกจ่ายชาวบ้าน แล้วโลดแล่นไปบนหลังคาบ้าน ชวนให้นึกถึงหนังเรื่อง Iron Monkey (มังกรเหล็กตัน) หนังสุดมันส์อีกเรื่องของ หยวนหวูปิง สมัยปี 1993 ไม่น้อย เพราะในเรื่องนั้น “วานรเหล็ก” ก็เป็นศิษย์เส้าหลินเช่นเดียวกัน สำหรับในเรื่องนี้เราก็ได้เห็นท่าเตะสวยๆของเฮียอู๋จิงเช่นเดิม รวมทั้งการได้เป็นตัวขโมยซีน(ซะที)ของสิงอวี๋ หลังจากที่ไปเป็นตัวประกอบอดทนในหนังของผู้กำกับ วิลสัน ยิป มาซะหลายเรื่อง แม้บทจะไม่เยอะมาก แต่ก็นับว่าได้ใจผู้ชมไปไม่น้อย ส่วนใครที่ยังไม่ได้ชมและอยากทราบว่าป๋าเฉินหลงของเราจะมาออกลีลาฟัดเช่นเคยหรือไม่ อันนี้ก็ลองพิจารณาจากสังขารของป๋าแล้วไปติดตามชมกันเองในหนังจะเป็นการดีกว่านะครับ (ตอนนี้ก็มีเป็น VCD และ DVD เรียบร้อยแล้ว)

null

นอกจากการดำเนินเรื่อง การถ่ายทอดอารมณ์ของนักแสดงนำแต่ละท่าน คิวบู๊อันดุเดือดเร้าใจ รวมถึงสาระที่สอดแทรกอย่างแน่นหนาและเต็มเปี่ยมแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ช่วยทำให้หนังเรื่องนี้ดูได้อย่างประทับใจ และเต็มอิ่มกับอารมณ์อีกไม่น้อย ก็คือเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้ที่มีชื่อว่า Wu(อู่) แปลว่า รู้แจ้ง ซึ่งผู้ที่ขับร้องเพลงนี้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เฮียหลิวเต๋อหัว พระเอกของเรื่องนั่นเอง ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วขอบอกว่าชอบเพลงนี้มากครับ เป็นเพลงที่เพราะมากๆอีกเพลงหนึ่งของเฮียหลิว ทราบมาว่าเฮียหลิวเขียนเนื้อเองด้วย ถ้าที่ผมทราบมาเป็นเรื่องผิดพลาดก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ สำหรับเพลง อู่ นั้นเนื้อหาก็จะพูดถึงเกี่ยวกับการรู้แจ้ง และการละซึ่งกิเลสทั้งหลาย ทำนองและเมโลดี้จะคล้ายๆกับซาวนด์แทร็คในหนังเรื่อง Braveheart (วีรบุรุษหัวใจมหากาฬ) ของ เมล กิ๊บสัน แต่รับรองว่าไพเราะและยิ่งใหญ่สมกับที่เป็นเพลงประกอบหนังฟอร์มยักษ์เรื่องนี้อย่างแน่นอนครับ

เป็นเวลานานแล้วนะครับ ที่ไม่ได้ดูหนังกังฟูที่เปี่ยมด้วยสาระมากเท่ากับเรื่องนี้ นับตั้งแต่ Ip Man 2 เป็นต้นมา ที่ผ่านมาหนังกังฟูและกำลังภายในส่วนใหญ่มักเต็มไปด้วยฉากฆ่าฟันและการล้างแค้นกันไปมาแบบไร้สาระ แต่พอมาถึง Shaolin นับว่าเป็นหนังกังฟูที่มีสาระมากที่สุดเรื่องหนึ่ง เท่าที่มีการสร้างกันมา ทั้งหมดต้องยกให้เป็นความดีความชอบของบรรดาทีมงานที่ร่วมกันสรรค์สร้างมันออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม และคงจะได้รับเสียงชื่นชมไปอีกนานแสนนาน สำหรับความทุ่มเทในทุกด้านที่มีให้กับหนังเรื่องนี้ ทำให้มันเป็นหนังที่ใกล้เคียงกับคำว่า “Perfect” มากที่สุดอีกเรื่องหนึ่ง ชวนให้นึกถึงชื่อภาษาอังกฤษของหนัง Shaolin อันหมายถึงเส้าหลินตรงๆ โดยที่ไม่ต้องมีคำว่า Temple ที่แปลว่าวัดต่อท้าย นั่นอาจหมายถึง เส้าหลิน หาใช่เป็นเพียงแค่วัด ทว่าคือหนึ่งในเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ ดั่งคำที่กล่าวไว้ว่า “ในใจมีเส้าหลิน ทุกที่ย่อมมีเส้าหลิน” และแน่นอนว่า เบนนี่ ชาน ได้ทำให้เส้าหลินเข้าไปอยู่ในใจของผู้ชมทุกท่านเรียบร้อยแล้ว

null

ฉากเด็ด
ฉากที่เชิงหนัน ลูกสาวของโหวเจียที่บาดเจ็บสาหัส และสั่งเสียกับผู้เป็นพ่อให้วางความอาฆาตหลวงจีนลงเสีย นับว่าเป็นฉากระเบิดอารมณ์ของทั้งเฮียหลิวและเจ๊ฟ่าน ที่เต็มไปด้วยความรู้สึกที่กดดัน และเรียกน้ำตาแก่ผู้ชมได้มากที่สุดอีกฉากหนึ่งเลยทีเดียว

เพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้ Wu(อู่) หรือ รู้แจ้ง ไปฟังกันนะครับ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก วิกิพีเดีย Wikipedia

Directed by Benny Chan
Produced by Benny Chan
Written by Alan Yuen
Starring Andy Lau
Nicholas Tse
Jackie Chan
Fan Bingbing
Wu Jing
Music by Nicolas Errèra
(additional music : Anthony Chue)
Cinematography Anthony Pun
Editing by Yau Chi-wai
Studio Emperor Motion Pictures
China Film Group Corporation
Huayi Brothers Media Corporation
Beijing Silver Moon Productions Ltd.
China Songshan Shaolin Temple Culture Communication Center
Distributed by Emperor Motion Pictures
Release date(s) 19 January 2011 (China)
27 January 2011 (Hong Kong)[1]
Running time 131 minutes
Country Hong Kong
China
Language Cantonese[1]
Mandarin [2]

null

ปี 1972 มีหนังเรื่องหนึ่งที่ทำให้โลกทั้งโลกต้องรู้จักราชากังฟูหน้าหยกนามว่า บรู๊ซ ลี หรือ หลี่เสี่ยวหลง หนังเรื่องนั้นคือ Fist of Fury หรือในชื่อไทยว่า ไอ้หนุ่มซินตึ๊งล้างแค้น หนังทำรายได้ถล่มทลายเป็นประวัิติการณ์ และกลายเป็นแบบอย่างให้กับหนังกังฟูในยุคต่อๆมา ด้วยความคลาสสิคและความสนุกจนไม่คิดว่าจะมีหนังกังฟูเรื่องใดทำได้เท่าเทียม ทว่าในเวลาอีก 22 ปีต่อมา ผู้กำกับ กอร์ดอน ชาน เล่นของสูงโดยการหยิบหนังกังฟูสุดอมตะเรื่องนี้มารีเมค โดยให้ หลี่เหลียนเจี๋ย หรือ เจ็ท ลี รับบทนำเป็น เฉินเจิน ตัวเอกของเรื่อง ซึ่งเป็นตัวละครเดียวกับที่ บรู๊ซ ลี เคยเล่นเอาไว้ และให้ หยวนหวูปิง มารับหน้าที่กำกับคิวบู๊ให้ ผลคือมันเป็นงานรีเมคที่เจ๋งสุดขั้ว และกลายเป็นหนังที่ดีที่สุดในศตวรรษที่ 20 ของหลี่เหลียนเจี๋ย (ส่วนศตวรรษที่ 21 คือ Fearless)

ด้วยความลงตัวหลายประการ อีกทั้งเอกลักษณ์ที่มีแนวทางในการดำเนินเรื่องของตนเองในอีกรูปแบบหนึ่่งที่ต่างไปจากฉบับออริจินอล ทำให้ Fist of Legend เป็นหนังที่ดูสนุกไม่แพ้ฉบับออริจินอลเลยทีเดียว อีกทั้งยังแสดงการคารวะฉบับออริจินอลด้วยการสอดแทรกฉากที่จัดได้ว่าเป็นฉากคลาสสิคของฉบับออริจินอลมาไว้ในหนังด้วย โดยเป็นการนำเสนอที่แตกต่างออกไป แต่ยังคงความสะใจ และสนุกดุเดือดไว้ ตามสไตล์หนังกังฟูเกรดเอเช่นเคย อีกสิ่งหนึ่งที่ไม่ทราบว่าเป็นความบังเอิญหรือความตั้งใจกันแน่ ที่อายุของหลี่เหลียนเจี๋ยในขณะที่หนังเรื่องนี้ออกฉาย ตรงกันกับอายุของบรู๊ซ ลีในช่วงที่ Fist of Fury ออกฉายพอดี คือเมื่ออายุได้ 31 ปี ซึ่งก็ไม่ทราบนะครับว่าเพราะอะไร แต่ที่แน่ๆ ทั้งสองเรื่องล้วนเป็นหนังกังฟูที่เมื่อคอกังฟูได้ชมแล้ว ต้องเอ่ยปากว่า “เจ๋ง” อย่างแน่นอน

null

Fist of Legend มีฉากหลังในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ขณะที่ญี่ปุ่นบุกยึดครองจีน ชาวจีนถูกชาวญี่ปุ่นปรามาสว่าเป็นขี้โรคเอเชีย ณ ห้วงเวลานี้ได้บอกเล่าเรื่องราวของ เฉินเจิน(หลี่เหลียนเจี๋ย) ศิษย์เอกแห่ง สำนักจิงอู่ ที่ไปร่ำเรียนวิทยาการถึงญี่ปุ่น และมีคนรักเป็นนักเรียนสาวชาวญี่ปุ่นที่เรียนอยู่คลาสเดียวกันชื่อ ยามาดะ มิตสึโกะ (ชิโนบุ นาคายาม่า) แม้กระนั้นเฉินเจินก็ยังถูกชาวญี่ปุ่นเหยียดหยาม โดยเฉพาะเหล่านักคาราเต้สังกัดพรรคโคคุริว จนวันหนึ่งเฉินเจินได้รู้ข่าวเรื่องที่ ฮั่วหยวนเจี่ย ผู้เป็นอาจารย์เสียชีวิตระหว่างการประลองกับ อาคุตากาว่า เรียวอิจิ(แจ็คสัน หลิว) เขาจึงกลับไปที่สำนักจิงอู่ เพราะไม่เชื่อว่าอาจารย์จะพ่ายแพ้ให้กับคู่ต่อสู้ ในที่สุดเฉินเจินก็พบว่าแท้จริงแล้วอาจารย์โดนวางยาพิษต่างหาก เฉินเจินจึงขอความร่วมมือกับ ฮั่วถิงเอิน(เฉินเสี่ยวหาว) ลูกชายของฮั่วหยวนเจี่ยผู้เปรียบเสมือนพี่ชายของเขาในการสืบหาฆาตกรที่วางยาพิษฮั่วหยวนเจี่ย การกลับมาของเฉินเจินในครั้งนี้ สร้างความปลาบปลื้มให้กับพี่น้องร่วมสำนักเป็นอย่างมาก เพราะฝีมือของเฉินเจินนั้นไม่ได้ด้อยไปกว่าถิงเอินเลย หนำซ้ำเขายังสามารถเอาชนะเรียวอิจิได้อีก เป็นการพิสูจน์ว่าฮั่วหยวนเจี๋ยไม่ได้เสียชีวิตเพราะพ่ายแพ้เรียวอิจิเป็นแน่ เพราะแค่ตัวเฉินเจินเองซึ่งเป็นลูกศิษย์ของฮั่วหยวนเจี๋ยเอง เรียวอิจิยังสู้ไม่ได้เลย

ทว่าวันหนึ่งก็มีศพของเรียวอิจิปรากฏอยู่หน้าสำนักโคคุริว มีข้อความเขียนป้ายความผิดให้กับเฉินเจินว่าเป็นคนสังหารเรียวอิจิ จนเฉินเจินต้องโดนจับกุมตัว ร้อนถึงมิตสึโกะต้องข้ามน้ำข้ามทะเลมาแก้ต่างให้กับเฉินเจินจนพ้นคดี แต่มิตสึโกะเองก็กลายเป็นบุคคลล้มละลายไปแล้วเช่นกัน จึงมาขออาศัยกับเฉินเจิน เฉินเจินเองซึ้งในน้ำใจมิตสึโกะที่ช่วยเหลือตนจึงคิดจะให้มิตสึโกะมาอยู่ร่วมสำนักด้วย ทว่าพี่น้องในสำนักไม่ยอมรับมิตสึโกะ เพราะเห็นว่าเธอเป็นชาวญี่ปุ่น ท้ายที่สุดเฉินเจินต้องยอมออกจากสำนักเพื่อตัดปัญหา แม้จะต้องโดนประชาชนของทั้งสองชาติรุมประณามก็ตาม เฉินเจินและมิตสึโกะได้ปลูกกระท่อมที่สุสานของฮั่วหยวนเจี่ยผู้เป็นอาจารย์ ทว่าก็ยังหนีไม่พ้นยอดฝีมืออันดับหนึ่งแห่งพรรคโคคุริวอย่าง ฟูมิโอะ ฟูนาโกชิ(ยาสุอากิ คุราตะ) ที่หมายพิสูจน์ฝีมือกับเฉินเจิน และยังมีอีกหนึ่งศัตรูตัวฉกาจคือ นายพลฟูจิตะ โก(บิลลี่ โจว) จอมกระหายเลือดผู้เป็นคนสังหารเรียวอิจิตัวจริงภายในสองกระบวนท่า อีกทั้งยังหมายกวาดล้างสำนักจิงอู่อีกด้วย ทำให้เฉินเจินต้องลุกขึ้นต่อสู้ แม้จะรู้ดีว่าสำนักจิงอู่ที่เขาเคยร่ำเรียนวิชามาจะไม่ได้ยืนเคียงข้างเขาอีกแล้วก็ตาม

ตัวละครหลัก

null

เฉินเจิน(หลี่เหลียนเจี๋ย) ศิษย์เอกของฮั่วหยวนเจี่ย มีฝีืมือเก่งกาจจนเป็นที่ยกย่อง แต่เพราะมีคนรักเป็นชาวญี่ปุ่นจึงถูกตราหน้าว่าขายชาติ นิสัยเป็นคนนิ่งๆ ขรึมๆ อารมณ์แปรปรวนบ้าง แต่มีไหวพริบดี

null

ยามาดะ  มิตสึโกะ(ชิโนบุ  นาคายาม่า) คนรักของเฉินเจินที่คบกันสมัยเรียน ภายหลังเฉินเจินกลับเมืองจีน ก็โดนพิษการเมืองเล่นงานจนสิ้นเนื้อประดาตัว แต่ด้วยความรักทำให้เธอตัดสินใจไปหาเฉินเจินที่เมืองจีนและช่วยแก้ต่างคดีให้ แต่กลับกลายเป็นว่าต้องทำให้เฉินเจินออกจากสำนักจิงอู่ ทำให้เธอรู้สึกผิดกับเรื่องนี้มาก

null

ฮั่วถิงเอิน(เฉินเสี่ยวหาว) ลูกชายของฮั่วหยวนเจี่ย เป็นเสมือนพี่ชายของเฉินเจิน แต่การกลับมาของเฉินเจินในฐานะฮีโร่ของศิษย์สำนักจิงอู่ ทำให้เขาแอบอิจฉาเฉินเจินอยู่ลึกๆ แต่จริงๆแล้วเป็นคนมีเหตุผล แม้บางครั้งจะชอบใช้กำลังตัดสินปัญหาก็ตาม มีคนรักเป็นนางคณิกาชื่อ เสี่ยวหงส์

null

ฟูมิโอะ  ฟูนาโกชิ(ยาสุอากิ  คุราตะ) ยอดฝีมืออันดับหนึ่งแห่งพรรคโคคุริว และเป็นคนที่มิตสึโกะนับถือ  แม้จะอยู่คนละฝ่ายกับเฉินเจิน แต่แท้จริงแล้วก็เป็นลูกผู้ชายคนหนึ่ง บางคราวอาจวางมาดพูดอะไรน่ากลัวไปบ้าง แต่ความจริงแล้วเป็นคนใจดี

null

ฟูจิตะ  โก(บิลลี่  โจว) นายพลแห่งกองทัพญี่ปุ่น  ฉายา “จอมกระหายเลือด” เป็นคนเลือดเย็น โหดเหี้ยม และมีฝีมือลึกล้ำ ทำไ้ด้ทุกวิถีทางเพื่อหาทางเอาชนะศัตรู ซึ่งเจ้าตัวมักจะอ้างว่า มันเป็น “กลยุทธ์” และพร้ิอมที่จะกำจัดพวกเดียวกันได้ทุกเมื่อ  ทันทีที่รู้สึกไ้ด้ถึงความไม่ชอบมาพากล

เหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ของชาวจีน ยังคงเป็นบ่อเกิดแห่งเนื้อเรื่องอันคลาสสิค เกี่ยวกับวีรบุรุษชาวจีนได้ทุกยุคทุกสมัย ตั้งแต่อดีตกาลนับพันปีก่อน กระทั่งเมื่อไม่ถึงร้อยปีที่ผ่านมา กับเรื่องราวในต้นฉบับอย่าง Fist of Fury จุดประสงค์หลักของเรื่องนั้นก็คือการปลุกระดมให้เกิดความเป็นชาตินิยมอย่างสุดขั้ว และปฏิวัติตนเองจากการถูกดูหมิ่นเหยียดหยามโดยประเทศเพื่อนบ้าน ในขณะที่ Fist of Legend กลับมองญี่ปุ่นโดยเปิดใจมากขึ้น สร้างตัวละครของชาวญี่ปุ่นให้มีทั้งดี(มิตสึโกะ , ฟูนาโกชิ) และร้าย(ฟูจิตะ , นักเรียนพรรคโคคุริว) เพื่อให้ผู้ชมได้เปิดใจ ว่าคนญี่ปุ่นในยุคนั้นแท้จริงก็ไม่ได้เลวร้ายไปเสียหมด ที่เลวร้ายจริงๆก็เฉพาะทางทหารเท่านั้น แต่ชาวญี่ปุ่นที่เป็นพลเรือนก็พลอยโดนร่างแหถูกชาวจีนเกลียดชังไปด้วย และเพราะความที่ญี่ปุ่นเป็นชาติที่ประชาชนเต็มเปี่ยมไปด้วยอุดมการณ์ ตัวละครชาวญี่ปุ่นจึงถูกสร้างขึ้นมาพร้อมกับอุดมการณ์และนิสัยที่ไม่เปลี่ยนแปลง ดีก็แสนดี เลวก็แสนเลว อย่างเสมอต้นเสมอปลาย ต่างกับตัวละครชาวจีนที่มีบุคลิกซับซ้อน และมีความเป็นปุถุชนสูง โดยเฉพาะตัวละครของ ฮั่วถิงเอิน และ หนงเจี้ยนซุน (พอล ชุน) กับทัศนคติที่มีต่อตัวเฉินเจิน

หนงเจี้ยนซุนเป็นคนเก่าแก่ในสำนัก หลังจากฮั่วหยวนเจี่ยเสียชีวิตเขาก็รับหน้าที่จัดการทุกอย่างในสำนัก แม้จะปากไว พูดไม่เกรงใจไปบ้าง แต่แท้จริงแล้วทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำไปก็เพราะเป็นห่วงลูกหลาน ในตอนที่เฉินเจินกลับมาถึงสำนัก พร้อมกับโชว์ฝีมือกังฟูที่พัฒนาขึ้นนั้นก็ทำให้หนงเจี้ยนซุนไม่พอใจ เพราะเกรงว่าบรรดาศิษย์สำนักจะหันไปเรียนกับเฉินเจินกันหมด โดยไม่ใส่ใจฮั่วถิงเอินที่เป็นเจ้าสำนักรุ่นต่อไปตัวจริง อีกทั้งเฉินเจินยังทำอะไรโดยพลการ ไม่ว่าจะเป็นการออกไปท้าตีกับฟูตากาว่า จนเหล่าลูกศิษย์ต้องมาเอาเรื่องถึงสำนักจิงอู่ ไหนจะผ่าศพอาจารย์เพื่อพิสูจน์หลักฐาน และที่ร้ายแรงที่สุดสำหรับสำนักจิงอู่คือการรับมิตสึโกะ คนรักซึ่งเป็นชาวญี่ปุ่นมาอยู่ร่วมชายคาด้วย ทำให้เพื่อนๆรับไม่ได้ ท้ายที่สุดเฉินเจินจำต้องพามิตสึโกะไปจากสำนักทั้งสองคน

null

การวางตัวละครให้มีมิติที่ลึกเช่นนี้ ย่อมส่งผลให้บทหนังที่ค่อนข้างอ่อนค่อยแน่นขึ้นมาในทันตา อีกทั้งเนื้อเรื่องก็ยังมีการดำเนินเรื่องที่น่าติดตาม และ ใส่ฉากบู๊เข้ามาได้อย่างถูกที่ถูกเวลา ทำให้ไม่เกิดความน่าเบื่อในหนังเลย ทั้งการแสดงของนักแสดงแต่ละคน ก็ถือได้ว่าทำได้ดี น่าประทับใจ และคนที่มีบุคลิกเด่นที่สุดคงหนีไม่พ้น บิลลี่ โจว ในบทนายพลฟูจิตะ ตัวร้ายสุดของเรื่อง ที่แสดงสีหน้าและท่าทางที่มีทั้งความน่ากลัวและน่าหมั่นไส้ไปในเวลาเดียวกัน ยิ่งคิวบู๊ก็ยิ่งหายห่วง เพราะดีกรีนักมวยไทยซะอย่าง อีกทั้งยังรับเล่นหนังบู๊มาหลายต่อหลายเรื่อง (ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นตัวร้าย) และอาจพูดได้ว่าบทนายพลฟูิจิตะ อาจเป็นบทที่ดีที่สุดในชีวิตการแสดงของบิลลี่เลยก็ว่าได้

หากถามว่าอะไรคือไฮไลท์ของหนังเรื่องนี้รองจากคิวบู๊ ก็คงตอบไ้ด้อย่างเต็มปากว่า นักแสดงนั่นเอง สำหรับคอกังฟู เพียงแค่ได้ยินชื่อ เจ็ท ลี หรือ หลี่เหลียนเจี๋ย หนึ่งในสี่จตุรเทพตำนานฟัดของฮ่องกง(ร่วมกับอีกสามคนคือแก๊ง Lucky Stars อันได้แก่ หยวนเปียว เฉินหลง และหงจินเป่า)ก็คงจะตัวสั่นกันเป็นแถว ที่สำคัญมันยังเป็นหนังที่รวมเอาดารากังฟูเกรดเอเอาไว้ถึงสี่คน ทั้งหลี่เหลียนเจี๋ย เฉินเสี่ยวหาว บิลลี่ โจว และ ยาสุอากิ คุราตะ เมื่อรวมกับคิวบู๊ระดับปรมาจารย์อย่างหยวนวูปิงแล้ว ฝีมือระดับพวกเขาคงจะถ่ายทอดออกมาได้อย่างน่าติดตาม และที่ดึงดูดที่สุด คงหนีไม่พ้น ชิโนบุ นาคายาม่า สาวน้อย(ในตอนนั้น)ที่ทั้งสวยและน่ารัก ผมเองยังยอมรับเลยครับว่าเธอสวยและน่ารักจริงๆ  อีกทั้งคาแรคเตอร์ที่ทั้งน่ารักและน่าสงสารก็ส่งให้เธอดูมีประกายขึ้นอีกเป็นกอง (ถ้าไม่ติดว่าเกิดก่อนผม 20 ปี ป่านนี้จีบไปนานแล้ว 555)

null

ด้วยชื่อผู้กำกับคิวบู๊อย่าง หยวนหวูปิง คิวบู๊ในเรื่องนี้เมื่อเทียบกับเรื่องอื่นที่แกเคยกำกับมา หรือลองเทียบกับงานที่แกกำกับทั้งคิวบู๊และหนังเลยในปีเดียวกันอย่าง Wing Chun แล้ว คิวบู๊ใน Fist of Legend ดูจะด้อยกว่าเล็กน้อย และค่อนข้างจะต่ำกว่ามาตรฐานของหยวนหวูปิงเอง แต่อย่างน้อยมันก็ยังดูดีกว่าฉากแอ็คชั่นหลายๆเรื่อง จุดเด่นของฉากแอ็คชั่นในเรื่องนี้ แม้ซีนบู๊จะไม่ดุเดือด หรือซับซ้อนเท่าไรนัก แต่หยวนหวูปิงก็ทดแทนด้วยการสร้างซีนบู๊ขนาดยาวเพื่อให้ผู้ชมได้ร่วมลุ้นตลอด ซึ่งก็ทำได้ยาวพอสมควรทีเดียว โดยเฉพาะฉากไคลแมกซ์ที่เฉินเจินต้องยื้อฝีมือกับนายพลฟูจิตะเป็นเวลากว่า 10 นาที ซึ่งเป็นอีกหนึ่งซีนบู๊ที่น่าจดจำในประวัติศาสตร์หนังกังฟูเลยทีเดียว และที่ผมชอบมากๆก็คือ ซีนบู๊ส่วนใหญ่จะใช้ความครีเอทโดยการหยิบฉวยข้าวของเครื่องใช้ต่างๆที่รายล้อมอยู่รอบกายมาเป็นอาวุธ ซึ่งก็ทำออกมาได้ยอดเยี่ยมทีเดียว

และเพราะความครีเอทนี่เอง ทำให้ซีนบู๊หลายซีนเป็นที่น่าจดจำ อย่างน้อยก็ซีน “ปิดตาสู้” ระหว่าง เฉินเจิน และ ฟูนาโกชิ ที่สุสานฮั่วหยวนเจี่ย และซีนไคลแมกซ์ที่ลากยาวกว่า 10 นาที พร้อมทั้งคิวบู๊ที่มีเอกลักษณ์ ไม่ลอกเลียนเวอร์ชั่นออริจินอล อีกทั้งการเล่าเรื่องที่เริ่มมีสไตล์ของตนเอง แม้คิวบู๊ในเรื่อง จะไม่โหดหรือสะใจ ระบายควาคลั่งแค้นได้ดีเท่ากับใน Fist of Fury ทว่า Fist of Legend มีดีที่ความครีเอทและความมีเหตุผล แม้ว่าท่วงท่าการต่อสู้อาจไม่สวยงามมากนัก เมื่อเทียบกับผลงานอื่นๆที่หยวนหวูปิงกำกับมา แต่ก็ได้ฉากต่อสู้อันจุใจมาทดแทน รวมทั้งการดำเนินเรื่องก็ทำได้ดีไม่แพ้ต้นฉบับเลย ทำให้มีความสุขและสนุกทุกครั้งที่หยิบมันขึ้นมาดู

null

ในฐานะหนังรีเมค Fist of Legend เป็นงานรีเมคที่ทำออกมาได้เจ๋งพอสมควร มีแนวทางเป็นของตนเอง และมีีจุดดีมากกว่าจุดด้อย ทำให้ได้รับการยอมรับว่าเป็นผลงานที่ดีที่สุดในยุคศตวรรษที่ 20 ของหลี่เหลียนเจี๋ย และผู้กำกับ กอร์ดอน ชาน เป็นอีกทางเลือกหนึ่งให้คนรุ่นใหม่ได้รับชม สำหรับใครที่เกิดไม่ทันชมเวอร์ชั่นต้นฉบับ เพราะ Fist of Legend ก็มีความสนุกและความน่าติดตามในตัวของมันเองอย่างล้นเหลือไม่แพ้ต้นฉบับเลยทีเดียว แม้ที่สุดแล้ว Fist of Legend อาจไม่ถึงกับเป็นหนังที่ Perfect ทว่าอย่างน้อย หนังเรื่องนี้ก็พิสูจน์ให้เห็นว่ามันเข้าใกล้กับคำว่า Perfect มากที่สุดอีกเรื่องหนึ่งในประวัติศาสตร์หนังกังฟู และในใจคอหนังกังฟูหลายๆคน


คะแนนรวม   1o/10  อย่าได้ลังเลที่จะเลือกมาชม

null

ฉากเด็ด
ฉาก “ปิดตาสู้” ระหว่าง เฉินเจิน(หลี่เหลียนเจี๋ย) และ ฟูนาโกชิ(ยาสุอากิ คุราตะ) ซึ่งฉากนี้เป็นที่พูดถึงกันมาก เพราะมีความแปลกตาไปอีกแบบจาก ปึงซีเง็ก ปิดตาสู้ ที่หลี่เหลียนเจี๋ยเคยแสดงมาก่อน ซึ่งใน Fist of Legend จะมีความสมจริงมากกว่า และที่สำคัญเป็นการแลกเปลี่ยนวิชากับ ศิลปะป้องกันตัวของญี่ปุ่นอย่างคาราเต้อีกด้วย แม้ความมันส์และความดุเดือดจะสู้ฉากไคลแมกซ์ไม่ได้ แ่ต่ความ “แหวก” และมีเอกลักษณ์ก็สามารถทำให้ซีนนี้เป็นที่น่าจดจำที่สุดในหนัง

ขอขอบคุณข้อมูลจาก วิกิพีเีดีย Wikipedia

Directed by Gordon Chan
Yuen Woo-ping (Martial arts)
Produced by Jet Li
Written by Gordon Chan
Lan Kay-toa
Kwong Kim-yip
Starring Jet Li
Chin Siu-ho
Shinobu Nakayama
Billy Chau
Yasuaki Kurata
Paul Chun
Music by Joseph Koo (Hong Kong version)
Stephen Edwards (Miramax version)
Cinematography Derek Wan
Editing by Chan Ki-hop
Studio Eastern Productions
Distributed by Golden Harvest
Release date(s) Hong Kong:
22 December 1994
Running time 103 minutes (HK)
98 minutes (US)
Country Hong Kong
Language Cantonese
Japanese
English